สภาวการณ์โรงหนังทางเลือก แนวโน้มจะรอดหรือร่วง

Home / ข่าวหนัง / สภาวการณ์โรงหนังทางเลือก แนวโน้มจะรอดหรือร่วง

ท่ามกลางกระแสโรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์ทันสมัยครบวงจร ที่เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ ล้วนแต่รองรับภาพยนตร์ที่ใช้เงินลงทุนหลายล้านบาทจากค่ายหนังค่ายใหญ่ หันไปมองหนังฟอร์มเล็กๆ ผลงานที่ไม่ได้ผลิตออกมาตามความต้องการของตลาด หนังทุนต่ำ ประเภทหนังนอกกระแส หรือ “หนังอินดี้” มักถูกมองข้ามไม่ได้รับการฉายบนแผ่นฟิล์มตามโรงใหญ่ๆ จึงทำให้ โรงหนังอินดี้(independent) ได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อปวารณาตัวเอง เป็นสถานที่เผยแพร่ผลงานภาพยนตร์อิสระ ให้ได้โลดแล่นอยู่บนจอเงิน

พงศ์นรินทร์ อุลิศ ผู้บริหารโรงภาพยนตร์เฮ้าส์ อาร์ซีเอที่เปิดตัวมาได้ 3 ปีกว่าแล้ว เล่าว่า ทุกวันนี้เขากำลังทำโรงหนังที่มีคนนิยมน้อยมาก เนื่องจากฉายหนังเฉพาะกลุ่ม แต่ก็ไม่ใช่เป็นโรงหนังอาร์ตจ๋าไปเลย ขอชี้แจงว่าที่นี่มีเกณฑ์ในการคัดเลือกหนัง คือต้องดี และมีความสนุกอยู่ในตัวเอง ไม่อย่างนั้นก็ต้องมีอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้มันสุดขั้วในตัวเองไปเลย

“ยอมรับทุกวันนี้โรงหนังของเราค่อนข้างประสบปัญหาเรื่องคนดูน้อย เพราะด้วยความที่มันยังเป็นอะไรที่ใหม่ สำหรับคนไทยอยู่ แต่ก็ไม่หวังพึ่งหน่วยงานไหนเข้ามาดูแล เพราะคิดว่าไม่จำเป็น เราจะสู้ เพื่อคนดูจะได้มีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น และจะไม่ฉายหนังตลาด เพราะมีคนฉายเยอะแล้ว พวกผมขอเป็นโรงทางเลือกดีกว่า

ถึงแม้รายได้ต่อเดือนอยู่ในเรตที่ค่อนข้างต่ำแต่ก็ใช้วิธีการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ แทน ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดน้ำประหยัดไฟในโรงหนัง และใช้พนักงาน 4 คนที่มีอยู่ให้คุ้มค่า อย่างบางครั้งผู้จัดการเฮ้าส์ก็ต้องมาจำหน่ายตั๋ว เพราะบางทีคนขายตั๋วก็ไปฉายหนัง ผมว่าวิธีหาทางออกของปัญหานี้จริงๆ แล้วคงต้องอาศัยเวลาเท่านั้น”

ผู้บริหารเฮ้าส์คนเดิมบอกว่าถึงแม้หนังบางเรื่องที่นำมาฉายจะไม่ค่อยได้รับความนิยม แต่ก็ไม่คิดที่จะถอดหนังออกก่อนกำหนด เนื่องจากการทำหนังเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ทำกันง่ายๆ ดังนั้นต้องให้โอกาสหนังได้พิสูจน์ตัวเอง นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นการให้โอกาสผู้ชมไปในตัวด้วย เพราะบางทีคนอาจจะอยากดูหนังเรื่องนั้นอยู่ แต่ช่วงเวลานั้นคนกลุ่มนั้นอาจจะไม่ว่าง เลยยังไม่ได้ไปดู จึงไม่ตัดสินใจเอาหนังออกจากโรงเพียงเหตุผล คนดูไม่เยอะเท่านั้นแน่นอน

“ส่วนรอบในการฉายหนังของที่เฮ้าส์นั้น สัปดาห์หนึ่งฉายหนัง 3 เรื่อง ซึ่งจะมีหนังเข้าใหม่อาทิตย์ละเรื่อง แต่ละเรื่องจะอยู่โรงประมาณ3 อาทิตย์ ราคาจะอยู่ที่100 บาททุกที่นั่ง” พงศ์นรินทร์กล่าว

ฟากสุชาติวุฒิชัย ผู้บริหารสยาม ลิโดสกาลา โรงภาพยนตร์ที่ดำรงอยู่คู่คนไทยมานานกว่า40 ปี กล่าวว่า โรงหนังของเขาไม่ได้รับความเดือดร้อนเรื่องคนดูเลยเนื่องจากพยายามหาหนังที่มีแง่มุมใหม่ๆ มาให้คนได้รับชมอะไรดีๆ อยู่ตลอด โดยไม่เจาะจงว่าจะต้องฉายหนังนอกกระแสเท่านั้น เพราะที่นี่ฉายทั้งหนังทางเลือกและหนังตลาด เพื่อให้ได้ดูอะไรที่หลากแนว ซึ่งราคาแต่ละเรื่องก็จะอยู่ที่ 100, 120 บาทต่อเรื่อง

จากนั้นผู้บริหารโรงหนังทั้งสองคนเล่าถึงกฎกติกาที่สอดคล้องกัน ในการคัดเลือกภาพยนตร์มาฉายที่โรงหนังตัวเองเพิ่มเติมต่อว่า หนังแต่ละเรื่องต้องผ่านกองเซ็นเซอร์ก่อน ถึงจะมาฉายได้ ไม่ใช่ว่าเป็นหนังอะไร ก็ฉายที่โรงหนังอินดี้ได้ อีกอย่างพวกเขา ต้องได้ดูเนื้อหาหนังก่อน ว่าเป็นอย่างไร ถ้าเป็นหนังที่ค่อนข้างโป๊ ก็จะมีการกำหนดเกณฑ์อายุคนดูว่าต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป

พอทุกอย่างลงแล้วค่อยมาตกลงเรื่องส่วนแบ่งหลังการฉายหนัง ว่าใครจะได้เท่าไร ซึ่งส่วนใหญ่จะแบ่งกันคนละ 50 : 50 แต่อันนี้ก็แล้วแต่ว่าตกลงกันตอนแรกอย่างไร และสำหรับใครที่มีหนังอยู่ในมือ กำลังมองหาโรงฉาย ถ้าผ่านขั้นตอนที่กล่าวไปในข้างต้นเสร็จแล้ว สามารถเดินเข้ามาหาพวกเขาได้ ไม่เสียค่าจ้างในการฉาย เพราะจะหักรายได้สุดท้าย

ศิลปะเชิงพาณิชย์บนแผ่นฟิล์มจะโลดแล่นไปได้ไกลสักแค่ไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนเพียงกลุ่มเดียว เพราะองค์ประกอบของหนังจะสัมฤทธิผลได้นั้น ต้องอาศัยทั้ง ผู้ส่งสาร สาร ช่องทางในการสื่อสาร และผู้รับสาร ถึงจะครบถ้วนสมบูรณ์ ก็หวังว่าโรงหนังเหล่านี้ จะอยู่คู่คนไทยไปอีกนานเท่านาน

ที่มาจากหนังสือพิมพ์