คุยกันเรื่อง “เซ็นเซอร์”

Home / ข่าวหนัง / คุยกันเรื่อง “เซ็นเซอร์”

คอลัมน์ อาทิตย์เธียเตอร์
โดย พล พะยาบ
www.aloneagain.bloggang.com
 
บอกกล่าวกันไว้สำหรับคนที่ตั้งใจไปดูหนังฟอร์มดีว่าด้วยมาเฟียผิวดำคนสำคัญของสหรัฐอเมริกาเรื่อง American Gangster ที่มี เดนเซล วอชิงตัน กับรัสเซลล์ โครว์ ประชันบทบาทกัน และเรื่อง Sweeney Todd : The Demon Barber of Fleet Street หนังเพลง-ตำนานช่างตัดผมเชือดโหดของ ทิม เบอร์ตัน

ทั้ง 2 เรื่องถูกเซ็นเซอร์ด้วยการทำเบลอหลายฉากตลอดทั้งเรื่อง และทุกโรงภาพยนตร์

เรื่องแรกถูกเซ็นเซอร์ภาพเข็มฉีดยา (เข้าเส้น) ภาพปืนจ่อศีรษะ กับฉากเปลือยท่อนบนอีกเล็กน้อย ส่วนเรื่องหลังโดนเบลอในฉากตัวละครใช้มีดเชือดเหยื่อ กับขวดเหล้าในมือเด็ก (เหล้าในมือผู้ใหญ่ไม่โดนเซ็นเซอร์)

มาตรฐานแทบจะเทียบเท่ากับการเซ็นเซอร์ทางโทรทัศน์!

ถามว่าเซ็นเซอร์แบบนี้เพื่ออะไร

เพื่อให้ดูหนังจบแล้วไม่ไปหาเข็มมาฉีดตัวเอง

ไม่เอาปืนไปจ่อศีรษะใคร

จะได้ไม่เกิดอารมณ์ทางเพศ

ไม่เอามีดไปเชือดคนอื่น

และเด็กจะได้ไม่เอาขวดเหล้าสมัย 200 ปีก่อนมาถือเล่น ปล่อยให้ผู้ใหญ่ถือไปเถอะ

อย่างนั้นหรือเปล่า…

เสียดายที่ผู้เขียนหลวมตัวไปดู American Gangster ก่อน ส่วน Sweeney Todd นั้นทราบข่าวจากคนอื่นจึงบอกศาลาไม่ไปดูแน่นอน

ใครไม่อยากเสียความรู้สึก หรือหงุดหงิดรำคาญใจกับความอ่อนด้อยของอะไรบางอย่างก็งดไปดูหนังทั้ง 2 เรื่องในโรงภาพยนตร์เถิด

นอกจากนี้ หนังดีเกี่ยวกับมาเฟียรัสเซียในอังกฤษเรื่อง Eastern Promises ของผู้กำกับฯ เดวิด โครเนนเบิร์ก ก็โดนตัด-ต่อฉากหนึ่ง ที่น่าแปลกใจคือฉบับที่โดนเซ็นเซอร์นี้เกิดขึ้นที่โรงขวัญใจคอหนังอย่างลิโด้ และเป็นโรงเดียวที่ยังฉายอยู่จนถึงสัปดาห์นี้ ส่วนอีก 2 โรงในเครือใหญ่ที่เคยฉายฉบับไม่เซ็นเซอร์ หนังได้หลุดโปรแกรมไปเรียบร้อยแล้ว

สรุปว่า 2 มาเฟีย กับ 1 ช่างตัดผมจอมเชือด สุดท้ายต้องพ่ายแพ้ให้แก่เซ็นเซอร์เมืองไทย

หากย้อนไปช่วงปลายปีที่แล้ว หนังรางวัลสิงโตทองเรื่อง Lust,Caution ของ หลี่อัน ก็โดนกรรไกรเซ็นเซอร์หั่นทิ้งเละเทะ

เท่ากับว่าช่วงเวลาไล่เลี่ยกันหนังดีๆ โดนวิสามัญ 4 เรื่องรวด

นอกจากกรณีซึ่งเกิดกับหนังที่ฉายในโรงภาพยนตร์แล้ว ผู้เขียนได้ข่าวอีกว่าเดี๋ยวนี้หากคุณเปิดดูดีวีดีที่บ้าน และหนังเรื่องนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับวัยรุ่นขับรถซิ่งแข่งกัน คุณจะได้เห็นข้อความขึ้นมาว่า “คำเตือน : การแข่งรถบนถนนหลวงเป็นการกระทำผิดกฎหมาย” นอกเหนือจากคำเตือนเรื่องบุหรี่ซึ่งมีมานานพอสมควรแล้ว

ย้ำอีกครั้งว่านี่คือคำเตือนในดีวีดีซึ่งเรามักจะเปิดดูที่บ้าน และในช่วงเวลาพักผ่อนส่วนตัว

สงสัยอีกไม่นานคงมีคำเตือนเรื่องอื่นๆ ตามมา เช่นเตือนเมื่อตัวละครข้ามถนนไม่ตรงทางม้าลาย ขับรถไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ทิ้งขยะไม่ลงถัง ฯลฯ

ไม่รู้จะถึงขั้นเตือนว่าควรกินอาหารครบ 5 หมู่ ควรนอนให้เพียงพอ แปรงฟันอย่างไรให้ถูกวิธี…หรือเปล่า

เพื่อที่ว่าในสายตาพวกท่านๆ คนไทยจะได้ “เติบโตเป็นเด็ก” ต่อไปอย่างมีคุณภาพ

เมื่อเร็วๆ นี้ผู้เขียนได้ชมสารคดีเกี่ยวกับกำแพงเบอร์ลินทางช่องฮิสทรี่ แชนแนล ช่วงสุดท้ายวิทยากรคนหนึ่งกล่าวสรุปว่า “พวกเขา (เยอรมนีตะวันออก) คิดว่าการควบคุมสามารถแก้ปัญหาได้ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย”

“การควบคุม” หมายถึงกำแพงเบอร์ลินซึ่งเยอรมนีตะวันออกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันสถานะของตนเอง แต่สุดท้ายมันก็ถูกทำลายลงพร้อมกับการล่มสลายของรัฐบาลเบอร์ลินตะวันออก

เกิดกรณีเซ็นเซอร์แล้วนึกถึงคำพูดนี้ขึ้นมาทันที

ไม่เพียงเท่านั้น ความคิดเจ้ากรรมยังประหวัดไปถึงอีกหลายๆ กรณี ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน คำสั่งเผาหนังสือของฮิตเลอร์ คำสั่งเผาตำราของจิ๋นซีฮ่องเต้ แม้กระทั่งการสังหารหมู่เด็กไร้เดียงสาของกษัตริย์เฮรอด

แน่ล่ะ แค่การเซ็นเซอร์บางภาพหรือตัดทิ้งบางตอนของหนังเทียบไม่ได้กับขอบเขตความสำคัญของเหตุการณ์และคุณค่าที่ถูกทำลายลงจากกรณีเหล่านั้น

แต่ใช่หรือไม่ว่าทุกกรณีรวมทั้งการเซ็นเซอร์หนังแบบที่เป็นอยู่ล้วนมีหลักคิดเบื้องต้นเดียวกัน นั่นคือควบคุมเพื่อป้องกันสิ่งที่ตนมองว่าไม่ดีและจะส่งผลร้ายตามมาหากปล่อยให้ยังคงอยู่เป็นปกติ

หรือพูดง่ายๆ คือเกิดจาก “ความกลัว” นั่นเอง

กำแพงเบอร์ลินถูกทำลาย นาซีล่มสลาย ราชวงศ์จิ๋นถูกโค่นล้ม จีนเปิดประเทศ…มีการควบคุมใดสามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนบ้าง สุดท้ายแล้วก็ล้วนแต่แพ้ภัยตัวเองกันทั้งสิ้น

การวิพากษ์วิจารณ์การเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ของผู้เขียน รวมถึงความไม่พอใจของคนดูหนังอีกมากมาย เชื่อว่าทุกคนไม่ได้ต้องการให้ความบันเทิงประเภทนี้ปราศจากการควบคุมโดยสิ้นเชิง ประเด็นปัญหาอยู่ที่ว่าความไม่เหมาะสมมีหลายระดับ เช่นเดียวกับผู้ชมที่มีความแตกต่างตามวัยและวุฒิภาวะ ที่สำคัญคือภาพยนตร์คืองานสร้างสรรค์ประเภทหนึ่งที่ทุกเหลี่ยมมุม-ทุกแสงเงามีความหมายต่อการนำเสนอตนเอง

แต่การเซ็นเซอร์อย่างที่เป็นอยู่กระทำแบบเหวี่ยงแห โดยประเมินขั้นต่ำไว้ที่เด็กเล็ก

หลายครั้งการเซ็นเซอร์แสดงให้เห็นว่าไม่ได้คำนึงถึงคุณค่าของภาพยนตร์ หรือกระทำโดยผู้ที่มีความเข้าใจในภาพยนตร์ไม่เพียงพอ

ทางออกโดยการจัดเรตอายุผู้ชมตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฉบับใหม่จะใช้ได้จริงและมีมาตรฐานที่ยอมรับได้หรือ จะยังมีการเซ็นเซอร์ทั้งที่จัดเรตอยู่แล้วหรือไม่…ไม่มีอะไรการันตีได้เลย

บางทีปมปัญหาทั้งหมดอาจจะรวมอยู่ที่คำว่า “ทัศนคติ” เท่านั้นเอง

แย่ตรงที่มันแก้กันยากเสียด้วย

ที่มาจากหนังสือพิมพ์