จาก”เกลียด”สู่”กอด” หนังรักเพื่อการเยียวยา

Home / ข่าวหนัง / จาก”เกลียด”สู่”กอด” หนังรักเพื่อการเยียวยา

ในแวดวงหนังไทย ชื่อของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี กำลังถูกจับตามองอยู่ไม่น้อย ด้วยผลงานที่ผ่านมา ทั้งที่เพียงเขียนบท อย่าง “มี มายเซลฟ์, เดอะ เลตเตอร์, หนู หิ่น เดอะ มูวี่” รวมถึงที่ทั้งเขียนและกำกับฯอย่าง “สยิว” และ”เฉิ่ม” ล้วนแต่ “ไม่ธรรมดา”

หลายๆ เรื่องเรียกน้ำตาให้ไหลพรากโดยไม่รู้ตัว และหลายฉากก็ทำให้ต้องขยี้ตา พร้อมถามตัวเองว่าเพี้ยนขนาดนี้ คิดได้ไง

และวันนี้ “กอด” ผลงานเรื่องล่าสุดของเขาก็พร้อมแล้วที่จะให้พิสูจน์ฝีมืออีกครั้ง

จาก”เกลียด”สู่”กอด”

“ผมทำหนังเรื่องนี้เพราะไม่ชอบหน้าตัวเอง” คงเดชให้เหตุผลของการทำหนังแบบฟังแล้วงง

คือส่องกระจกแล้วเห็นตัวเองไม่หล่อ ตาเป็นอย่างนั้น จมูกเป็นอย่างนี้ คิ้วก็ดูไม่ดีเท่าไหร่ อะไรประมาณนั้น ดูไปคิดไป แล้วก็นึกได้ว่า การไม่ชอบตัวเองนั้นคงไม่ได้เป็นแค่เขา ไม่งั้นคงไม่เห็นคนที่เป็นสิวเม็ดนึงก็ต้องวิ่งไปหาหมอ หรือคนที่ทุ่มเงินเรือนแสนเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งพอพิจารณาต่ออีกนิด เขาก็ว่าที่จริงการไม่ชอบภาพภายนอกของตัวเองนั้นไม่น่าจะเป็นสาระสำคัญ

“เราต้องการวงแขนที่ขาว ผมที่ยาวสลวยแค่ไหนหรือ

“เพราะจริงๆ แล้วสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความสุข ไม่น่าจะใช่เรื่องสิ่งภายนอก”

ผลจากการส่องกระจกครั้งนั้น คิดเช่นนี้ โครงหนังที่ว่าด้วยเรื่องของส่วนขาด ส่วนเกินก็ผุดขึ้นในใจ และสุดท้ายก็กลายเป็นเรื่องของชาย 3 แขน กับหญิงทรงโต

“ผู้ชายคนหนึ่งมี 3 แขนมาตั้งแต่กำเนิด แต่ใช้ชีวิตมาได้ เพราะแม่บอกว่า นี่คือความพิเศษนะ แต่พอแม่ตาย ก็ชักไม่แน่ใจว่า เฮ้ย นี่พิเศษจริงหรือเปล่า เลยตัดสินใจว่าจะเอาแขนออก ระหว่างทางจะไปเอาออกก็เจอผู้หญิงคนหนึ่ง ที่มีส่วนเกินในชีวิตคือมีหน้าอกใหญ่ หน้าอกที่เป็นปม เพราะเธอจะคิดเสมอว่า ขอร้องละ มองอย่างอื่นในตัวฉันบ้าง ฉันเป็นมนุษย์คนหนึ่งนะ ไม่ใช่เบบี้ ดอลล์ เซ็กซี่ แมชชีน แล้วก็เดินทางไปด้วยกัน”

โดยเขาให้ ตุ้ย-เกียรติกมล ล่าทา มาเป็นเขาคนนั้น และ กระแต-ศุภักษร ไชยมงคล เป็นเธอ

ทั้งคู่เป็นนักแสดงที่เขาเรียกว่า “ฟ้าประทาน” มาให้

“ตุ้ยเขามีแววตาแบบไม่พอใจชีวิตตลอดเวลา” ซึ่งตรงกับคาแร็กเตอร์ของ “ขวาน” ขณะที่กระแตกับ “นา” ในเรื่องก็มีปมเดียวกัน

“ผู้หญิงที่ถูกมองหน้าอกตั้งแต่โตเป็นสาว ถามจริงเถอะ ใครจะรู้สึกดี อย่างกระแตเขารู้ว่านี่คืออาชีพ คือจุดขาย แต่ลึกๆแล้วเขาก็อยากประกาศว่า อยากเล่นหนังบทดีๆ ที่ได้แสดงความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ขายนม ซึ่งกระแตมีปมนั้นแรงกล้า ซึ่งดีมากๆ เราจะได้จับภาพที่อ่อนไหวของเขา จะได้เห็นว่าผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่ว่าจะสูงต่ำดำขาว หน้าอกเล็กใหญ่ ที่สุดแล้วต้องการแค่คนแคร์เท่านั้น”

จากหนังสู่ตัวตน

หลายคนที่มองจากงาน บอกว่าคงเดชน่ะต้องป็นผู้ชายที่อบอุ่นและโรแมนติค

“ไม่เลย” เขาสั่นหน้า

หัวเราะนิดนึง ก่อนยืนยันอีกว่า “ไม่แม้แต่นิดเดียว”

ดังนั้น เวลาใครมาพะยี่ห้อบอกว่าเป็น “เจ้าพ่อหนังรัก” เขาถึง “รู้สึกปวดกบาล”

เนื่องเพราะ “หนังรัก” ของเขาไม่ได้ออกแนวโรแมนติค แหววหวานเลยสักนิด

“นิยามความรักของผมก็ไม่โรแมนติคเหมือนกัน” เขาว่า

“เพราะรักของผมคือการเยียวยารักษา และขับเคลื่อนให้มีชีวิตต่อไป เพราะงั้นในหนังทุกเรื่องจะเห็นเลยว่าตัวละครจะมีบาดแผล เป็นพวกดิ้นรนหาพื้นที่ของตัวเอง อยากอยู่อย่างปลอดภัยและมีคนยอมรับ

“ผมว่าคนเราจะมีอะไรบางอย่างที่ขาดไป แล้วรอใครบางคนมาเติมเต็ม”

ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างนั้นไหม ไม่รู้ แต่ตัวเขาเองเชื่อขาดใจ

“การทำหนังของผมจึงเหมือนกับการปลอบใจตัวเอง เพื่อเคาะให้เห็นว่าสิ่งที่เราเชื่อ น่าจะมีจริง”

จากวิถีสู่วิญญาณ

คงเดชบอกว่าทุกวันนี้ เขาแบ่งงานออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอด และอีกส่วนเพื่อหล่อเลี้ยงวิญญาณให้มีไฟฝัน

“บางงานอย่างการเขียนเพลงให้คนอื่นร้อง การอ่านสปอต หรือเขียนบทหนังให้คนอื่นกำกับฯจะไม่ใช่ตัวเรามาก แต่ทำเพื่อเงินและฝึกทักษะ”

ขณะที่งานที่ตัวเองรักนั้นทำเพราะอยาก

“เพราะงั้นสังเกตได้ว่าหนังที่ผมเขียนบทและกำกับฯเองจะไม่มีใบสั่ง หรือเพลงวงสี่เต่าเธอที่ผมทำก็ไม่มีกำหนดออก”

ไม่งั้นชุดล่าสุด “สิริมงคล” คงไม่โผล่ออกมาห่างจากชุดก่อนหน้านั้นตั้งเกือบ 10 ปีหรอก

“ฟังแล้วอาจเลี่ยนๆ หน่อยนะ แต่ความจริงคือหนังตัวเอง เพลงตัวเองต้องรักษาไว้ เพราะมันทำให้วิญญาณเราอยู่รอด และทำให้เราไม่รู้สึกว่าหายใจทิ้งบนโลก”

คงเดชปิดสัมภาษณ์ด้วยประโยคเลี่ยนๆ แต่ยืนยันว่าเปี่ยมไปด้วยความจริงใจไว้เช่นนี้

ที่มาจากหนังสือพิมพ์