สุพรรณหงส์และข้อสงสัยเรื่องรางวัลบทภาพยนตร์

Home / ข่าวหนัง / สุพรรณหงส์และข้อสงสัยเรื่องรางวัลบทภาพยนตร์

คอลัมน์ หนังเด่น
กฤษดา

งานประกาศผลรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ “สุพรรณหงส์” ครั้งที่ 17 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีประเด็นสำคัญที่น่านำมากล่าวถึง 2 ประเด็น

ประเด็นแรก คือ การนำเสนอการประกาศผลรางวัล

ประเด็นที่สอง คือ ผลรางวัล

ในส่วนของการจัดงานเพื่อการนำเสนอการประกาศผลรางวัลในปีนี้ งานจัดที่โรงละครสยามนิรมิต ซึ่งเมื่อพิจารณาในแง่ที่ตั้ง บริเวณโดยรอบ ลักษณะของเวทีและที่นั่งภายใน ต้องยอมรับว่าเป็นสถานที่ซึ่งเหมาะอย่างยิ่ง สำหรับการจัดงานที่เกี่ยวกับศิลปะและกิจกรรมบันเทิง

เมื่อพิจารณาไปที่การนำเสนอการประกาศผล ผมคิดว่าที่ปรากฏอยู่นั้น จัดว่าเรียบง่ายและรวดเร็วดี โดยการให้มีผู้ประกาศรางวัล 2 คน ชาย หญิง และวางรางวัลให้ผู้ได้รางวัลไปรับด้วยตัวเอง ไม่ต้องมีผู้มอบรางวัล

ผู้ประกาศส่วนใหญ่ทำหน้าที่ได้ตามสมควร อาจมีการพูดผิดบ้าง (เช่น ประกาศรางวัลผู้กำกับภาพ เป็น ผู้กำกับภาพยนตร์ แถมยังอ่านนามสกุลผู้ได้รับรางวัลผิดอีก) และมักพูดว่า “หมดหน้าที่ของเราสองคนแล้ว” (ซึ่งไม่จำเป็นต้องกล่าวประโยคนี้เลย)

ที่ยังไม่ดี คือการแสดงบนเวทีระหว่างการประกาศผล รายการแสดงเกือบทั้งหมดไม่ได้สะท้อนภาพของคนทำหนังไทย และภาพรวมของหนังไทยในปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการเน้นฉาก แสง สี ของสยามนิรมิต มากกว่า

ส่วนการร้องและเต้นบนเวทีนั้น แม้มีการกล่าวถึงหนังไทยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เนื้อหาสำคัญ แถมยังมีการกล่าวถึง กบว. ในเนื้อเพลง ซึ่งอาจทำให้ผู้ชมและผู้ฟังคิดและเข้าใจไปว่า กบว. เกี่ยวกับการควบคุมหนัง ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ และก็ไม่มี กบว. อีกแล้วในตอนนี้

ในส่วนของผลรางวัล ปีนี้รางวัลกระจายไปยังหนังหลายเรื่อง โดย “รักแห่งสยาม” ได้ 3 รางวัล คือ หนังยอดเยี่ยม ผู้กำกับฯ ยอดเยี่ยม และผู้แสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม “ไชยา” ได้ 5 รางวัล (ผู้แสดงนำชาย ผู้แสดงสมทบชาย ลำดับภาพ แต่งหน้า และกำกับศิลป์) “เพื่อน…กูรักมึงว่ะ” ได้ 3 รางวัล (กำกับภาพ บทภาพยนตร์ และบันทึกเสียง) “แฝด” ได้ 2 รางวัล (ผู้แสดงนำหญิง และเพลงนำ) อีก 3 เรื่อง ได้เรื่องละ 1 รางวัล คือ “พระพุทธเจ้า” (ดนตรีประกอบ) “ตั๊ดสู้ฟุด” (ออกแบบเครื่องแต่งกาย) และ “บอดี้ศพ#19” (สร้างภาพพิเศษ)

เมื่อพิจารณาผลรางวัล ผมคิดว่าโดยรวมน่าจะเป็นที่ยอมรับได้ อาจจะมีสาขาบทภาพยนตร์เท่านั้นที่อาจจะมีคนสงสัยและข้องใจ ตอนที่ทราบผลนั้น ผมคาดว่าคงมีคนตั้งคำถามว่าเพราะเหตุใด จึงเป็นเรื่อง “เพื่อน…กูรักมึงว่ะ” ไม่ใช่เรื่องอื่น

แค่เดินออกมาจากโรงละครก็เจอคำถามและความเห็นของคนทำหนังไทย ทั้งผู้กำกับฯ และคนเขียนบท ไม่ต่ำกว่า 4 คน และนี่คือความเห็นส่วนหนึ่งที่ผมได้รับ

“เซอร์ไพรส์มาก แค่เรื่องนี้ได้เข้าชิง 1 ใน 5 ก็ถือว่าเซอร์ไพรส์แล้ว”

“ไม่ใช่ไม่ดี แต่เรื่องอื่นบทแข็งกว่า แบบว่าอยู่ลำดับท้ายๆ เลย ใน 5 เรื่องที่เข้าชิง”

“สงสัย คงต้องเลิกเขียนบท!”

สรุปได้ความว่า เซอร์ไพรส์ ไม่เข้าใจ สงสัย ข้องใจอย่างมาก มีความเห็นหนึ่งยังบอกด้วยว่า ดูรายชื่อกรรมการตัดสิน ก็พอใช้ได้ (ผมแปลเองว่า “ไม่ขี้เหร่”) แต่ทำไมผลออกมาแบบนี้ (แปลว่า “ขี้เหร่เล็กน้อย?”)

คำตอบของผมคือ “ผมเองก็แปลกใจ” แต่ถ้าตอบตามหลักการก็ตอบว่า ได้เพราะการลงคะแนนเสียง ถ้าได้คะแนนเสียงมากกว่าก็จะได้รางวัลไป (ไม่ว่าจะมากกว่าแบบ 13 ต่อ 2 หรือ 7 ต่อ 6 ก็ตาม)

กรณีนี้ถ้ามองอย่างมีอารมณ์ขัน ก็คงต้องบอกว่าเป็นสีสันประจำปี ถ้าไม่มีเรื่องข้องใจสงสัยเสียเลยงานคงจะจืด แต่ถ้ามองอย่างจริงจังผมว่าน่าจะมีผลกระทบในแง่ความน่าเชื่อถือและการยอมรับ โดยเฉพาะการยอมรับในกลุ่มผู้สร้างงาน

สุดท้าย หลังจากแปลกใจ คงต้องนึกถึงชื่อของหนังเรื่องหนึ่งเข้าไว้ (เพื่อจะได้เอาคำว่า “ทำ” ไปแทนที่คำว่า “แปลก”) ชื่อนั้นคือ As Good As It Gets

ที่มาจากหนังสือพิมพ์

รายละเอียดหนัง เพื่อนกูรักมึงหว่ะ
http://content.mthai.com/view.php?pid=9&cate_id=16&content_id=11734&hash_id=1