มองชีวิต 360 องศา แบบพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง

Home / ข่าวหนัง / มองชีวิต 360 องศา แบบพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง

แม้จะได้รับการกล่าวถึงจากนักแสดงด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง ทั้งในแง่ของคนที่อยากร่วมงานด้วย และคนที่เป็นแบบ “อยากเอาอย่าง” หาก พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ก็ว่าเขาน่ะไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมหลายคนถึงกล่าวอย่างนั้น เพราะจะว่าไปเขาก็ไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ให้ของซื้อใจ ไม่ได้ให้เงินซื้อเสียง จะมีก็แต่ที่ผ่านมาเขาแค่ทำงานด้วยใจเท่านั้นเอง

พงษ์พัฒน์ที่ปัจจุบันนี้เป็นทั้งนักแสดง ผู้กำกับฯ และยังรับหน้าที่บริหารบริษัทในฐานะกรรมการผู้จัดการแอค อาร์ต เจเนอเรชั่น จำกัด และ ดู เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ผลิตงานละครและภาพยนตร์ตามลำดับ บอกว่า ทุกวันนี้เขามีงานเยอะ แต่ก็พร้อมจะทำให้ดี ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่สามีและพ่อ โดยทุกอย่างที่พูดถึงนั้นพงษ์พัฒน์บอกว่าไม่ได้หวังว่าทุกอย่างจะออกมา “ดีที่สุด” แต่อย่างน้อยก็ต้องดีให้ได้อย่างใจเขา

เราไปดูกันว่าแต่ละด้านของเขาเป็นอย่างไร

นักแสดง-จงมองเห็นคุณค่าของงานที่คนอื่นมอบให้เรา

“เสน่ห์ของคนทำงานคือถ้าเจอใครสักคนที่เพิ่งรู้จักกัน เขาไม่พูดกับเราเลยนะ แต่ว่าทำงานแหลกราญ แล้วถ้าถามว่ารักคนคนนี้ไหม เฮ้ย! ชอบว่ะ อยากทำงานกับคนคนนี้อีก มันก็จบ ไม่มีอะไรมาก” นี่พงษ์พัฒน์เล่าถึงวิธีการทำงาน ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลที่คนอื่นประกาศว่าอยากร่วมงานกับเขาเสมอๆ

“อย่าดูถูกงาน อย่ามองว่ากระจอก ถ้ามองแบบนั้นเมื่อไหร่ งานคุณห่วยแน่

“แต่ถ้ามองว่างานนั้นยาก ก็จะใส่ใจดูแล จะมองหาวิธีทำงาน บางครั้งการเริ่มต้นมองงานก็ทำให้รู้แล้วว่า งานจะสำเร็จหรือไม่”

ที่สำคัญต้องใส่ความเป็นมืออาชีพลงไปในการทำงานด้วยพงษ์พัฒน์บอก

นอกจากนั้นยัง “ต้องเคารพกติกา” เขาว่าต่อ

“กติกา” ที่เอ่ยถึงก็คือการให้เกียรติผู้ร่วมงาน ไม่ใช่การฆ่าคนอื่นให้ตายดับดิ้นในฉาก

“ผมโคตรเกลียดคำนี้เลย ฆ่ากันให้ตายในฉากเนี่ย”

“เมื่อเขาเป็นพระเอกคุณต้องให้เขาเป็นพระเอก ฉากนี้เขาเป็นลีดเดอร์ก็ต้องปล่อยเขาเป็นลีดเดอร์” เขาว่าคนที่คิดว่าจะเข้ามาฆ่ากันในฉากได้นั้น เข้าใจผิดในเรื่องการทำงานอย่างมาก

ในความคิดผม ถ้าหากนักแสดงเริ่มต้นคิดจะฆ่ากัน ภาพยนตร์นั้นก็ตายก่อน

ผู้สร้าง-ผู้กำกับฯ-จงมองเห็นคุณค่างานของเราที่จะมอบให้คนอื่น

หลังจากแสดงฝีมือกำกับฯละคร 5 เรื่องทั้ง 12 ราศี,เก่งไม่เก่ง…ไม่เกี่ยว,กุหลาบสีดำ,วีรกรรมทำเพื่อเธอ” และ “เมื่อดอกรักบาน” กับภาพยนตร์ 2 เรื่อง คือ Me Myself : ขอให้รักจงเจริญ และ แฮปปี้ เบิร์ธเดย์ ที่กำลังจะเข้าฉาย พงษ์พัฒน์ก็ว่า เขาค้นพบวิธีทำงานให้ได้ใจคนดูอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือ จงฟังคำติมากกว่าคำชม

“คนวิจารณ์งาน ต้องยอมรับนะ คนเยินยออย่าไปฟังมาก มันจะเหลิง”

คนตินี่สำคัญ จงยกมือไหว้ เพราะคนพวกนี้มีมุมบางมุมที่เขาอยากจะบอกให้เราเอากลับไปคิด ว่าอันไหนจริงไม่จริง แล้วมาแก้ไขให้ได้ประโยชน์

ส่วนกับทีมงาน ที่เขาอยากให้มีความกระตือรือร้นตลอดเวลาการต้องใช้วิธีไม่ทำอะไรซ้ำๆ ให้ทำงานแปลกๆ ใหม่ๆ เสมอ จะซ้ำก็อยู่เรื่องเดียว คือการทำงานให้คนดูชอบ และนายทุนไม่ปวดใจ

“ผมไม่ต้องการส่วนแบ่งเยอะ เพราะฉะนั้นเงินลงทุนไม่ต้องมาก”

พอเหมาะพอดีกับการทำหนังรัก ซึ่งเน้นอารมณ์ ไม่เน้นฉาก หรือหนักซีจี จึงไม่ต้องลงทุนเรื่องนี้สักเท่าไหร่

“นั่นหมายความว่าการจะถอนทุนคืนให้นายทุนที่ผมแสนจะห่วงก็ง่าย” เขาพูดยิ้มๆ

แต่ก็ย้ำว่า “ผมไม่ได้พูดเล่นนะ”

“ผมกลัวว่าคนพวกนี้จะหมดไป แล้วพวกเราจะเอาเงินที่ไหนทำ เวลาทำงานผมจึงจะนึกถึงเม็ดเงินที่ต้องนำไปคืนเขา”

เพื่อจะได้มีคนให้เงินมาลงทุนทำสิ่งที่เขาอยากทำต่อไปในอนาคต

คุณพ่อ-ความสุขของลูกคือสิ่งที่จะปกป้องเอาไว้

พงษ์พัฒน์มองว่า ตัวเองไม่ใช่พ่อที่ใช้ได้เท่าใดนัก เพราะหน้าที่การงานหนักๆ ผนวกกับฐานะทางบ้านทำให้ไม่ค่อยมีเวลา แต่หากว่างเมื่อใด ทั้งชีวิตของเขาก็เป็นของ ไบเบิล วัย 14 และ ไรเฟิล วัย 11 สาวน้อยและหนุ่มน้อยในหัวใจทันที

การเลี้ยงลูกในสังคมซึ่งอุดมไปด้วยสิ่งเร้าและอบายร้ายนี้ พงษ์พัฒน์บอกว่า แม้จะใช้ความตั้งใจและความพยายามเต็มที่ที่จะให้ทุกอย่างออกมาดีแล้ว ในบางทีก็ต้องเผชิญกับเวรและกรรมที่จำต้องยอมรับบ้างเหมือนกัน

“เพราะเราสร้างหรือควบคุมสังคมทั้งหมดไม่ได้ แต่จะสอนว่าอันไหนดี อันไหนชั่ว สอนให้มีจิตสำนึกดี ส่วนเขาจะเลือกทางไหน ไปคิดเอา”

อย่างคอมพิวเตอร์ที่จะว่าไปก็เป็นเรื่องที่กังวลว่า เวลาที่ลูกแช็ตจะไปเจอคนไม่ดีหรือไม่ ก็ห้ามไม่ได้

“เวลาเขาเล่นเราก็ไปแอบดู ลูกคุยกับใคร แต่จะไป เฮ้ย! หรือห้ามตลอดเวลาไม่ถูก เดี๋ยวเขาไปเล่นบ้านเพื่อนก็จบเลย” เขายกตัวอย่างเรื่องที่พ่อสอน แต่เปิดโอกาสให้ลูกทดลองเลือกด้วยตัวเอง

“ถ้าเราโชคดีการทดลองทั้งหมดจะอยู่ในสายตา แต่ถ้าเราโชคร้าย การทดลองมันทำให้เขาไปเสียผู้เสียคน ไปติดยา ก็ถือว่าเป็นเวรเป็นกรรม”

โชคดีที่บ้านเขาเป็นครอบครัวใหญ่อยู่กันแบบพี่ๆ น้องๆ ญาติวัยเด็กที่รุ่นราวคราวเดียวกันก็มีหลายคน และต่างก็สนุกสนานกับการสร้างสรรค์เมนูอาหารใหม่ๆ คุณพ่อคนนี้จึงออกจะภูมิใจไม่น้อยเมื่อลูกสาวคนโตมีเรื่องประเภท “ปาป๊าคะ วันนี้หนูขอเงินหม่ามี้ซื้อเครื่องอบขนมปัง” มาเล่าให้ฟัง ขณะที่ลูกชายก็มีวีรกรรมเฮฮาๆ กะเพื่อนมาบอกต่อ

ความสุขของลูกกับครอบครัวนั้น พงษ์พัฒน์บอกว่า เป็นสิ่งที่เขาหวงแหน ชนิดที่ไม่ยอมให้มีใครมาก้าวล่วง

ใครจะวิจารณ์งานผมอย่างไรก็ได้ แต่ถ้ามาแตะครอบครัว ผมก็ไม่ยอม

เวลาที่เหลืออยู่

ถึงวันนี้พงษ์พัฒน์ในวัย 46 ทำงานในวงการมากว่า 20 ปีแล้ว ส่วนจะอยู่ต่อไปอีกกี่ปี เขาตอบไม่ได้ อาจจะอีกหลายสิบปี หรือแค่วันนี้ พรุ่งนี้ เนื่องเพราะทุกอย่างอยู่ที่ “ยังสุข” แค่ไหน?

“แรกๆ นั้นเมื่อได้งานชิ้นหนึ่ง คนจนอย่างเราก็จะเกิดความมุ่งมั่นที่จะเกาะยึดเอาไว้ให้ดี จากนั้นก็เริ่มเห็นคุณค่าของอาชีพนี้ เพราะทำให้มีข้าวกิน มีเสื้อผ้าใส่ มีบ้าน ดังนั้น จึงต้องดูแลเอาใจใส่”

“ที่สำคัญต้องเคารพ เทิดทูนบูชา ไหว้ครูอาจารย์ที่สอนเราโดยไม่รู้ตัว เพราะผมไม่ได้เรียนฟิล์ม โทรทัศน์ หรือการกำกับฯ แต่ทำได้ แสดงว่าต้องมีครูที่เราแอบลักจำมา เราจึงต้องมุ่งมั่น สนุก ทำงานที่มีคุณภาพ และมีความสุขกับงาน”

แม้ว่าการเดินทางของเขาจะยังไม่สิ้นสุด แต่สิ่งละอันพันละน้อยที่เรี่ยละอยู่รายทางรอบๆ ตัวเขา ก็ยังมีสิ่งแปลก สิ่งใหม่ และ สิ่งดีๆ ที่น่าสนใจไว้ให้เราๆ ท่านๆ ได้รับรู้และนำไปปรับใช้เสมอโดยที่เจ้าตัวไม่หวงห้าม

และทั้งหมดนี้คือ 360 องศารอบตัวเขา

ที่มาจากหนังสือพิมพ์