แหวกอกหนังไทย บาย อนันดา

Home / ข่าวหนัง / แหวกอกหนังไทย บาย อนันดา

อนันดา 

แม้จะโดนตอกย้ำให้เป็นพระเอกนักรักอีกครั้ง กับบท “หมอกฤช” ในหนัง “”เมมโมรี่ รัก หลอน” แต่ “อนันดา เอเวอริ่งแฮม” ก็ว่าไม่เป็นไร เพราะงานก็คืองาน

“แต่ที่กลัวคือ ผมจะมีตัวตนในข่าวมากกว่าคนในหนัง เพราะคนจะสนใจข่าว จะแยกแยะไม่ออกว่าอันไหนเป็นหนัง อันไหนเป็นชีวิตจริง”

ถึงไม่ได้ระบุ แต่ที่อนันดาหมายถึงคงจะเป็นเรื่อง “ร่ำลือ” จากกองถ่าย อย่างล่าสุดก็ที่เจอเรื่องสานสัมพันธ์กับ “ใหม่ เจริญปุระ” ที่ร่วมแสดงใน “เมมโมรี่ รัก หลอน” ด้วยกัน

“แบบนั้นผมจะกดดัน ว่าเราต้องเป็นแบบนั้นนอกจออีกหรือ

“บางคนอาจจะอยากจะรักษาภาพให้เป็นพระเอกทั้งนอกจอและในจอ แต่เราไม่ได้อยากแบบนั้น อยากจะเป็นตัวเราแบบนี้ แล้วในจอก็เป็นแบบในจอ”

ซึ่งเขาก็หวังว่าคนจะยอมรับ และเข้าใจ

“ผมเองจะทำงานไปเรื่อยๆ โดยยึดสิ่งที่สำคัญที่สุดคือตื่นตี 5 ออกกอง ทำงาน กลับบ้าน แล้วถ้าผมพิสูจน์ได้ว่าผมทำงานเป็น มีอะไรนำเสนอ เดี๋ยวมันก็จะกลายเป็นความดีความชอบของมันเอง”

แต่คนจะเห็นเมื่อไหร่ ก็ไม่เป็นไร เพราะอนันดาบอกว่า ไม่รีบ

และเพื่อพิสูจน์ว่าทำงานได้ ทำงานเป็น ที่ผ่านมาเขาจึงรับงานในแบบที่แตกต่างกันไป ทั้งเรื่องสยองๆ แบบ “เมมโมรี่ รัก หลอน” กับ “เดอะ คอฟฟิน”, แฟนตาซีแบบ “ปืนใหญ่จอมสลัด”, หนังรักอย่าง “สะบายดีหลวงพระบาง” รวมถึงงานดีที่มีฉากหวามๆ อย่าง “พลีสเซอร์ แฟคตอรี่”

“เราพยายามตอบหลายๆ ความต้องการ เวลารับงานก็จะดูว่าบทดีและตอบคนดูหรือไม่ จะเป็นหนังแนวไหนก็ได้ ถ้าจริงใจกับคนดู เราก็เต็มที่ และขอให้เรามีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่”

ในฐานะที่อยู่ในแวดวงมาหลายปี ทั้งยังมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาวงการหนังไทยให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ อนันดาให้ความเห็นว่าทางเดียวที่จะทำอย่างนั้นได้คือ “หนังไทยต้องไปเมืองนอก”

“มันต้องขยายไป เพราะกลุ่มลูกค้าใหญ่มาก ถ้าคนประเทศเราอยากจะทำงานดีๆ หรือพวกที่ถือโปรเจ็คต์เล็กๆ ที่หาเงินยาก อยากจะมีงานทำ ก็ต้องผลักดันให้ไปนอกประเทศ” ซึ่งน่าจะมีเงินมากกว่า

จากนั้นเมื่อเงินเข้ามา คนก็จะมีรายได้ ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับทุกคน

“แต่ตอนนี้เราคิดระยะสั้นกันมาก คิดจะขายแค่นี้ ก็ทำแค่นี้ แล้วก็ย่ำอยู่กับที่แค่นี้ เหมือนหนังไทยจะไปแล้วก็ไม่ไป เหมือนหนังของพี่เจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) ที่พอดูไม่รู้เรื่องแล้วก็ไปแอนตี้เขา แทนที่จะส่งเสริมและเปิดทางให้เด็กใหม่ๆ ไปค้นพบสิ่งเหล่านี้ด้วย ไม่ใช่ว่าต้องชอบงานเขาถึงจะส่งเสริม ต้องดูที่จุดประสงค์เขาด้วย”

อนันดาบอกอีกว่า ระยะหลังงานบางเรื่องของเขามีการนำเสนอออกไปในต่างประเทศ ทำให้เขาอาจจะเป็นที่รู้จักสำหรับคนนอกบ้านอยู่บ้าง และถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากให้การมีชื่อเสียงของเขาดึงดูดนักลงทุนให้หันมาสนใจหนังไทย แต่รุ่นพี่ในวงการฟังความคิดนี้แล้วไม่มีการปลุกปลอบหรือให้ความหวัง กลับบอกเพียงสั้นๆ ประมาณว่า เดี๋ยวก็รู้

“เขาว่ามึงก็แค่ไฟแรงเฉยๆ เดี๋ยวอีก 4-5 ปีก็รู้ว่าระบบ ว่าจริงๆ มันเป็นแบบนี้แหละ แต่เราในฐานะที่เป็นคนไฟแรง ก็อยากจะทำไง กูจะทำๆ ดูสิว่ามาตรฐานของเราจะสามารถผลักดันให้เกิดองค์กรหนัง องค์กรนักแสดงได้หรือเปล่า

“ซึ่งของอย่างนี้มันต้องเอาตัวเองเป็นหนูทดลอง ว่าจะทำได้หรือไม่ได้ ถ้าต่อไปอีก 4-5 ปี เราทำไม่ได้ พี่คนนั้นอาจจะมาพูดกับเราว่า กูบอกมึงแล้ว”

แต่ก็ไม่เป็นไร อนันดาว่า

“เพราะอย่างน้อยที่สุด ก็ได้พยายาม”

 

อนันดา

เครื่องเคียงคนรักหนัง

แม้หลายคนอาจจะพลาดการทำความเข้าใจของการให้ช่องว่างระหว่างกันระหว่าง อนันดา กับ “จี๊ด แสงทอง เกตุอู่ทอง” แฟนสาว แต่ในความหมายของเขาคือ ยังรักกันเท่าเดิม

“มันเป็นอย่างนี้ตั้งแต่ต้น เพราะตัวจี๊ดเองก็เป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง

“สิ่งที่ต้องหัดทำกันพักหลังก็คือ หัดซับพอร์ทกันตอนเหนื่อยบ้าง เพราะต่างคนต่างเป็นตัวของตัวเองเหลือเกินเลยต้องหัดสื่อสารกันมากขึ้น ให้เวลากันมากขึ้น

“มีไม่เข้าใจกันประจำ ถ้ามีปัญหาผมทะเลาะก็ได้ ผมว่าดีกว่าไม่พูดอะไรกัน ถ้าจะให้ความสัมพันธ์อยู่ได้ก็ต้องสื่อสารเยอะๆ”

 

หนังไทยในสายตาอนันดา

ก็คือหนังที่เฉพาะคนไทยเท่านั้นที่ดูแล้วเข้าใจ เพราะ “ส่วนตั๊ว ส่วนตัว” แล้วสุดท้ายก็จะไม่รอด

“อีกอย่างหนึ่งคือบ้านเราขาดนักแสดง เหมือนสมัยหนึ่งที่เรานึกถึงสมบัติ เมทะนี หรือมิตร ชัยบัญชา แล้วเราต้องแห่ไปดูหนังเขา มันต้องปั้นคนแบบนี้ขึ้นมา ทำให้คนไทยหันมารักหนังไทยด้วยสิ่งที่เขาจับต้องได้ก็คือตัวละคร

“ถ้าจะไปบอกเขาว่าภาพดีนะ ถ่ายสวยนะ ผมว่าตายแน่ๆ”

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ภาครัฐก็ต้องให้การช่วยเหลือด้วย

“อย่างเกาหลีเขามีกฎเลยว่า ต้องมีหนังเกาหลีอยู่ในโรงไม่น้อยกว่า 30% ตลอดเวลา ซึ่งมันจะช่วยเรื่องรอบฉายได้

“ตอนเรื่อง “มี มายเซลฟ์” เรามีแค่ก๊อปปี้เดียวต่อโรง ก็ได้ 4-5 รอบต่อวัน บางโรงคนดูเต็ม เขาก็ยังไม่เพิ่มรอบให้”

พูดถึงเรื่องนี้แล้วอนันดาก็ว่า อย่าลงรายละเอียดดีกว่า เพราะว่าคิดแล้วเครียด

เอาเป็นว่า “คนไทยไม่สนับสนุนกัน ไม่ยอมมองว่าหนังไทยเป็นอุตสาหกรรมที่ขายได้”

“ซึ่งช่วยเปลี่ยนใจมา “รักหนังไทยกันหน่อย” ได้ไหม-เขาขอ”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์