“รู้จัก” หนังประเทศที่เรายังไม่รู้จัก

Home / ข่าวหนัง / “รู้จัก” หนังประเทศที่เรายังไม่รู้จัก

นักดูหนังที่ไม่ใช่ระดับเดนตายหรือระดับเกาะกระแสหนังทั้งโลก อาจรู้จักภาพยนตร์อยู่ไม่มากประเทศ อย่าง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และก็ฮอลลีวู้ด แต่เอาเข้าจริงยังมีหนังจากประเทศต่างๆ ที่น่าสนใจอยู่อีกมาก

หนังอินเดีย หรือ “บอลลีวู้ด” ที่คนรุ่นก่อนๆ อาจจะได้ดูมีความเฉพาะตัวมาก ฉากที่พบเห็นได้เสมอๆ คือพระเอกนางเอกวิ่งไล่จับข้ามเขาเป็นลูกๆ แล้วหลบตามหลังต้นไม้ใบหญ้าอย่างน่ารักน่าชัง แถมด้วยฉากร้องเพลง เต้นรำอลังการ ที่มีหางเครื่องเป็นร้อยชีวิตโผล่ออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

ชื่อ “บอลลีวู้ด” ได้จากการผสมคำว่าบอมเบย์ (ปัจจุบันคือมุมไบ) และฮอลลีวู้ดเข้าด้วยกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทที่ผลิตหนังประเภทนี้จะต้องอยู่ที่ มุมไบตามชื่อ อีกทั้งบอลลีวู้ดก็ไม่ได้หมายความถึงหนังอินเดียทั้งประเทศ เพราะมีหนังอีกหลายแบบที่สร้างกันในประเทศนั้น

ส่วนผสมสำคัญของหนังบอลลีวู้ดคือ ฉากเต้นรำและเพลงติดหู รักสามเส้า มุขตลก ฉากแอ๊คชั่นเสี่ยงตาย และเวลาฉายราว 3 ชั่วโมง ซึ่งคนมักเรียกหนังที่มีส่วนผสมแบบนี้ว่า “มาซาหล่า”ตามชื่อเครื่องเทศผสมของอินเดีย นัยว่าจ่ายครั้งเดียวคุ้มค่าเงิน เพราะได้ดูหนังยาวที่มีครบทุกรส

และถ้าคิดว่าคำ “บอลลีวู้ด” เป็นการล้อเลียนว่าเป็น “ฮอลลีวู้ด” ราคาถูกล่ะก็ กรุณาคิดใหม่ เพราะหนังบอลลีวู้ดสร้างกันประมาณ 1,000 เรื่องต่อปี บางเรื่องลงทุน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่แพงที่สุดคือเรื่อง “มหาภารตะ” ซึ่งจะถ่ายทำในปีนี้ ด้วยงบฯเบื้องต้น 30 ล้านเหรียญสหรัฐ (960 ล้านบาท)!!! ส่วนรายได้รวม เฉพาะที่ฉายในประเทศก็ตกปีละ 3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐเข้าไปแล้ว
 
แต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะหนังบอลลีวู้ดยังประสบความสำเร็จอย่างสูงในประเทศแถบตะวันออกกลางและเอเชียใต้ รวมถึงรัสเซีย และไม่เพียงแค่นั้น เพราะบอลลีวู้ดยังโกยเงินจากอเมริกาอีกปีละไม่น้อย

ขณะ หนังอิตาลี ที่ไม่ค่อยมีเข้ามาในบ้านเราก็มีอิทธิพลต่อผู้กำกับหนังฮอลลีวู้ด และหนังเกรดบีที่ทำกันอยู่ทั่วโลกไม่น้อย และแม้ว่าประวัติศาสตร์ของหนังอิตาลีจะเริ่มด้วยหนังแนวหดหู่แบบนีโอเรียลลิสซึ่มในยุคสงครามโลก ที่พูดถึงความยากลำบากในสังคม แต่ก็ตามมาด้วยแนวหนังคอมเมอเชียลสุดโต่งอย่าง “Peplum” แปลให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือหนังแนวจักรๆ วงศ์ๆ แบบฝรั่งซึ่งจุดกระแสจากความสำเร็จของ “Hercules” ซึ่งเป็นหนังอิตาลีที่ได้เข้าไปฉายในอเมริกา ต่อมาเลยมีหนังที่สร้างจากตำนาน นำแสดงโดยดาราชายกล้ามโตๆ ถือดาบเล่มใหญ่ๆ ใส่รองเท้าสานต่อสู้กับศัตรูออกมาเพียบ

หนังแนวดังกล่าวต่อมาคลี่คลายเป็นหนังแนวที่เรียกว่าสปาเกตตี้ เวสเทิร์น หรือหนังเคาบอยแบบอิตาลี ที่เติบโตพร้อมๆ กับการที่หนังอิตาลีขยายตัวสู่ทั่วโลก จุดเด่นของหนังแนวนี้คือเป็นหนังเคาบอยที่ใช้ทีมงานเป็นอิตาเลียน ถ่ายในอิตาลี แต่แสร้งว่าเป็นอเมริกัน และมีฟอร์มของการถ่ายภาพที่น่าสนใจแตกต่างจากหนังอเมริกัน หนังที่ดังๆ ก็อย่าง “A Fistful of Dollars”, “For a Few Dollars More” และ “The Good the Bad and the Ugly” ซึ่งนำแสดงโดยดาราอเมริกันอย่าง คลินท์ อีสต์วู้ด
 
ที่โด่งดังไม่แพ้กันคือหนังแหวะ “ที่เรียกว่า Giallo ซึ่งก็คือหนังเขย่าขวัญที่มีความรุนแรงสูงมากๆ หรือเป็นแบบหนังที่เรียกกันว่าสนัฟฟิล์ม ซึ่งอาจจำให้คนดูเชื่อว่าฉากการฆ่ากันในหนังเป็นเรื่องจริง (แน่นอนว่าบางฉากในหนังมีการฆ่าสัตว์ในเรื่องจริงๆ!!) หนังกลุ่มนี้ก็อย่าง “Canibal Holocaust”, “Green Inferno”, “SS Experiment Camp” ฯลฯ ที่ทำให้นักสร้างหนังในหลายประเทศทำตามออกมาเป็นหนังสับทั้งหลาย

เพิ่ง 10 กว่าปีมานี่เองที่หนังอิตาลีกลับไปสู่ความเป็นศิลปะแบบที่เริ่มต้นไว้ โดยที่มี “Nuovo Cinema Paradiso” ของ จูเซ็ปเป้ ตอร์นาโทเร่ ในปลายปี “80s เปิดทางไว้

งานจากอีกประเทศซึ่งนักดูหนังอาร์ตและหนังเทศกาลต่างๆ คุ้นเคยดีคือหนังอิหร่าน ด้วยพื้นฐานที่เป็นประเทศอิสลามซึ่งเคร่งศาสนา หนังฮอลลีวู้ดและบอลลีวู้ดโดนรัฐบาลแบนเรียบ ด้วย “เนื้อหาไม่เหมาะสม” หนังที่ได้ฉายในโรงจึงมักเป็นหนังเกี่ยวกับสงครามการปฏิวัติอิหร่าน สงครามอิหร่าน-อิรัก หนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาและความรักชาติ หนังตลก หนังเมโลดรามา และหนังครอบครัว ปีหนึ่งๆ อิหร่านฉายหนังประมาณ 130 เรื่อง ในจำนวนนั้นอาจมีหนังฮอลลีวู้ดตามความนิยมของคนรุ่นใหม่ลอดเข้าไปได้ 6-8 เรื่อง

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเซ็นเซอร์อย่างหนัก แต่ก็มีแผ่นผีระบาดหนักเช่นกัน หนังฮอลลีวู้ดและหนังบอลลีวู้ดเลยหาได้ง่าย ส่วนหนังอาร์ตซึ่งเป็นหนังสร้างชื่อของอิหร่านส่วนมากถูกทำเพื่อฉายแบบโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ได้เข้าไปฉายในโรงภาพยนตร์ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็โดนแบน แต่ก็ยังไปประสบความสำเร็จในต่างประเทศ

หนังอาร์ตอิหร่านที่โด่งดัง เริ่มขึ้นจากกระแสหนังนิวเวฟในปี “60s ซึ่งงานวรรณกรรมในอิหร่านเฟื่องฟูถึงขีดสุด มีอิทธิพลของกระแสนีโอเรียลิสซึ่ม ซึ่งก็เกิดขึ้นที่ยุโรปเหมือนกัน แน่นอนว่าหนังแบบนี้คนดูน้อย มีเฉพาะคนมีการศึกษาสูงๆ เท่านั้นที่ดู อย่างไรก็ตาม มีการคลี่คลายเป็นหนังที่เรียกว่าป๊อปปูล่าร์ อาร์ต ฟิล์ม คือหนังอาร์ตที่ดูเข้าใจง่ายขึ้นและมีคนดูมากขึ้น ผู้กำกับในสายนี้ก็อย่าง นาสเซอร์ ทากวาอี,อาบี ฮาตามี่ ฯลฯ

จากกระแสดังกล่าวทำให้คนรุ่นใหม่หันมาเรียนและทำงานเป็นผู้กำกับมากขึ้น โดยในแต่ละปีจะมีหนังอิหร่านราว 20 เรื่อง ที่เป็นฝีมือผู้กำกับหน้าใหม่ และในจำนวนนั้นเป็นผู้หญิงอย่าง ราคชาน บานิ-เอเทเม็ด,ซามิร่า มัคมัลบาฟ ฯลฯ ซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และกลุ่มนี้ก็ทำหนังดีๆ แบบ “The Blackboard”,”The hidden Half”,”Two Women” ฯลฯ

คราวหน้าเวลาไปร้านวิดีโอหรือเดินเข้าโรงหนังอย่างเฮ้าส์หรือลิโด้ ก็ลองมองหาหนังจากประเทศเหล่านี้ดูบ้างจะเป็นไร

ที่มาจากหนังสือพิมพ์