ยึดมือถือหน้าโรงหนัง! ปัญหาโลกแตกอีกเรื่องหนึ่ง

Home / ข่าวหนัง / ยึดมือถือหน้าโรงหนัง! ปัญหาโลกแตกอีกเรื่องหนึ่ง

นิตยสารเกี่ยวกับ innovation ที่ดีที่สุดในโลกเล่มหนึ่งอย่าง Wired ทำนายโลกของเทคโนโลยีแบบ ‘ดีครึ่งร้ายครึ่ง’ เอาไว้ในปี 2010 ว่า…ทุกอย่างจะสามารถถ่ายทำเป็น clip ทั้งกระบวนการตัดต่อ แล้วส่งเป็นไฟล์เล็กๆ ต่อกันได้ทาง ‘มือถือ’ แบบดูกันได้เป็นชั่วโมงๆ

แรกๆ หลายคนก็บอกว่า คำพยากรณ์นี้แสนเวอร์ แต่เมื่อต้นปีสถานีทีวีในอังกฤษ มีการใช้มือถือถ่ายตัดเป็น clip เกี่ยวกับหนังโฆษณาของซีรีส์เรื่องหนึ่ง เพื่อส่งต่อให้เอเจนซีดู ผลที่เขย่ามาก็คือ โฆษณาในทีวีลดลง เพราะบรรดานักโฆษณามองเห็นแล้วว่า อีกหน่อยมนุษย์สามารถทำหนังโฆษณาด้วยตัวเอง และ ‘ส่งต่อ’ ไปให้ใครก็ได้ดูตามที่เราต้องการ

ผมอ่านบทความเรื่องนี้แล้ว ไม่ได้คิดไปถึงคนในแวดวงนวัตกรรม หากแต่คิดถึง ‘วงการหนัง’ ในอนาคตอันใกล้ ..นี่ขนาดอะไรยังไม่ไปถึงขีดสุด หนังเรื่องใหม่ก็มีออกมาขายก่อนเข้าโรงกันอย่างสนุกสนาน สมมติว่าปี 2010 มาถึง บางทีบ้านเราอาจจะมีบริการแบบนี้ รับยิงส่ง clip หนังเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปถึงคอมพิวเตอร์บ้านท่าน แค่จ่ายเงินและ ‘คลิก’ ก็จะได้ดูหนังเรื่องใหม่ทันที ก่อนโรง ก่อนสื่อ และก่อนคนทำงานด้านนี้

ก่อนจะไปถึงวันนั้น…ผมอยากชวนทุกท่านสนทนากันวันนี้ในเรื่องปัญหาโลกแตก (หลายด้าน) นานหลายเดือนและเป็นแรมปีแล้ว ที่การดูหนังของสื่อมวลชน นักวิจารณ์ หรือแขก ‘ผู้มีเกียรติ’ ในการ์ดเชิญ ต้องเจอ ‘พิธีกรรม’ จากค่ายหนังหลายแห่ง ซึ่งก็คือ การยึดโทรศัพท์มือถือ (พูดให้ดูดีหน่อย ก็รับฝากมือถือ คือถึงเอ็งไม่อยากฝาก ข้าก็จะเอาอยู่ดี)

บทความวันนี้ ผมเชื่อว่าคงมีทั้งคน ‘เห็นด้วย’ และ ‘ไม่เห็นด้วย’ ซึ่งไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้น และน่าจะมาเล่าสู่กันฟัง มากกว่าด่าบิดามารดากัน

คนทั่วไปอาจไม่ทราบว่า ระยะหลังๆ หลายเดือนมานี้ เวลามีการจัดหนังรอบสื่อฯ พิธีกรรมหน้าโรงที่เจอก็คือ ยึดมือถือ (ขอยืนยันว่าไม่ใช่บริการรับฝากมือถือ) ของคนดู หลายคนยินยอมเพราะไม่รู้จะทำอย่างไร แต่บางคนก็ไม่เห็นด้วย มีนักข่าวหลายคนนะครับ นักวิจารณ์บางส่วนด้วย มาบ่นกันแกมด่าอยู่เรื่อยๆ ว่า ‘รับไม่ได้’ กับการยึดมือถือพวกเขา

ผมบอกทุกคนว่า ผมไม่เคยเห็นด้วยเลย ไม่เคยฝาก และจะไม่ฝาก เพราะเจอแบบนี้ ขอคืนตั๋วกลับบ้านมาตลอด ไม่ได้ว่าค่ายหนังว่าผิดนะครับ และเมื่อเป็น ‘นโยบาย’ และ ‘ระบบการจัดการ’ ที่คิดว่า ‘เหมาะสมแล้ว’ ผมก็ให้ความเคารพระบบ แต่ก็ขอใช้สิทธิคือ ไม่ดู….เอาไว้มาดูเองในรอบเสียค่าตั๋วดีกว่า เพราะคิดว่าหนังดีๆ การเสียเงินดูเป็นเรื่องที่จิ๊บจ๊อยมากครับ

ประเด็นตรงนี้ไม่เกี่ยวกับการเสียค่าตั๋วดูภายหลัง ผมเชื่อว่าหลายคนพร้อมจะเสียเงิน (ในขณะที่หลายคนก็พร้อมจะไถตั๋วฟรี..ฮา) ถ้าหนังมันดีจริง แต่สิ่งที่เป็นน้ำหนักหลักมากกว่า ก็คือ แขกผู้มีเกียรติที่ค่ายหนังเชิญมา โทรจิกให้มาดู หรือแทบจะบอกเตือนบ่อยๆ นั้น ทำไมถึงต้องถูก ‘ยึดมือถือ’

ลองมาวิเคราะห์กันเล่นๆ โดยไม่ได้มีเจตนาจะต่อว่าค่ายหนังใดๆ

1. ‘มือถือ’ นั้น แม้จะมี function (และความเป็น fashion) ในการติดต่อสื่อสาร แต่อารมณ์ความรู้สึกที่ผสมอยู่ด้วยก็คือ ‘ของส่วนตัว’ ความเป็นส่วนตัวมาจากเบอร์คนใกล้ตัว แหล่งข่าวและรูปถ่ายที่เก็บไว้ (จะเป็นรูปอะไรก็ช่าง) มือถือจึงเป็นมากกว่า ‘โทรศัพท์ไร้สาย’ แต่เป็นเหมือนของส่วนตัว

เมื่อความหมายของมือถือ เดินทางก้าวความมาสู่การเป็นของส่วนตัว มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครหลายคนจะรู้สึกว่า การถูกยึดมือถือนั้น เป็นเรื่องอ่อนไหว …ยังไม่ต้องไปคิดว่าถ้ามันหาย ? หรือคิดไปต่อว่า ที่เคยมีข่าวว่ามือถือของนักข่าวคนหนึ่งหาย และไม่มีใครรับผิดชอบจนถึงป่านนี้ ..ยังไม่ต้องไปนึกถึงตรงนั้น

2. ประการต่อมา, ค่ายหนังเคยใช้สมองคิดมั้ยว่า ในการ์ดเชิญหรือในแฟกซ์อะไรก็ตาม ที่เขียนมาว่า เรียนเชิญผู้มีเกียรติมาชมภาพยนตร์รอบ…อะไรนั้น มันก็ควรมีระบบหรืออะไรบางอย่างที่แสดงถึงการเป็น ‘แขกผู้มีเกียรติ’ ที่เขียนๆ มาเชิญๆ มา…ไม่ใช่ตอนเชิญ ก็ผู้มีเกียรติ แต่พอจะเข้าโรงหนัง ทำราวกับเป็นโจรปั๊ม dvd !

3. แต่ก่อน หนังที่ทำการยึดมือถือนั้น มักจะเป็นรอบของ ‘หนังไทย’ ซึ่งเรื่องนี้ผมพอจะเข้าใจได้ คนทำหนัง ค่ายหนังลงทุน จะมากลายเป็นของถูกฉวยไปขายและขาดทุน ก็น่าเห็นใจอยู่ …แต่หลังๆ หนังเทศ ผลิตผลของฮอลลีวู้ด ก็กลายเป็นรอบที่ยึดมือถือมากขึ้น

เคยมีหนังเรื่องหนึ่ง ขอยึดมือถือ ผมก็ไม่ว่าอะไร ขอสละสิทธิ์ที่จะดู กลับบ้าน …และระหว่างกลับบ้านก็คิดว่า เอ๊ะ หนังเทศมายึดมือถือ เคยมองข้ามพื้นที่ตรงนั้น และมองภาพกว้างๆ มั้ยว่า แถวสีลมเอย คลองถมเอย หรือตามศูนย์การค้าบางแห่งนั้น มี dvd ผี แผ่นเถื่อน วางขายมากแค่ไหน เลยตัดสินใจไปสีลมในคืนนั้น และลองถามไถ่ขอซื้อ dvd หนังเรื่องนั้น

ผลก็คือ มี dvd เถื่อนวางขายเยอะแยะ จนผมรู้สึกว่า แทนที่ค่ายหนังจะมาเอาแต่ยึดถือคนดู สื่อมวลชน หรือแขกผู้มีเกียรตินั้น น่าจะเอาเวลาไปสำรวจและตรวจจับบรรดาร้านขายแผ่นเถื่อนมากกว่า เพราะขณะที่คุณยึดมือถือปาวๆ หน้าโรง แค่ไปสีลมหรือคลองถม เสียเงินแค่ 100 บาท ก็ได้แล้ว 1 แผ่น

4. อันที่จริง ก็รู้จักและคุ้นเคยกับคนของค่ายหนังอยู่แล้วเป็นปกติ และพอจะทราบว่า การยึดมือถือนักข่าวหรือสื่อมวลชน กระทั่งแขกผู้มีเกียรตินั้น เป็นนโยบายของ ‘บริษัทแม่’ แต่ผมมีไอเดียอย่างหนึ่ง ที่เห็นจากค่ายหนังค่ายหนังในบ้านเรา ค่ายหนังค่ายนี้ผลิตหนังไทยครับ และมีระบบที่ค่อนข้างดีคือ แบ่งโรงแยกออกมาเลยว่า นี่เป็นโรงของสื่อมวลชนและนักข่าว ซึ่งโรงนี้จะไม่มีการยึดมือถือใดๆ

ผมว่า ถ้าไม่มีฝ่ายไหนยอมกัน ระบบแบบนี้ เป็นทางออกที่ดีที่สุด

5. ข้อนี้เป็นการพยายามจะเข้าใจค่ายหนัง ผู้กำกับหนัง และบริษัทที่ดูแลผลประโยชน์ที่ควรจะได้ของค่ายหนัง การที่เขียนบทความแสดงทัศนะในวันนี้ ไม่ได้มีความหมายใดๆ เลยว่า ต้องการจะบอกว่านักข่าวนั้นใหญ่หรือเบ่งได้ ไม่ได้บอกว่า สื่อมวลชนควรมีอภิสิทธิ์เหนือสังคม มองอย่างเข้าใจ…และน่าเห็นใจ มันก็น่าเศร้าและน่าท้อแท้เหมือนกัน ที่หนังเรื่องหนึ่ง สินค้าตัวหนึ่ง ถูกคิด สร้างและลงทุนมาเป็นปี จะมาถูกแอบถ่าย ลักลอบเอาไปขาย โดยเจ้าของหนังสูญเสียอะไรไปมากมาย

การลักลอบแอบถ่าย ตลอดไปจนถึงวัฒนธรรมก๊อบปี้และดาวน์โหลดของคนรุ่นใหม่นั้น หนังกับดนตรี ได้รับผลกระทบหนักสุด วรรณกรรมและฟุตบอล ยังไม่ได้รับผลอะไรมาก (สังคมที่อ่านหนังสือน้อย ดูหนังโป๊เยอะ เข้าเวบโป๊เยอะ อันดับ 1 ของโลกนั้น …นายทุนสิ่งพิมพ์ยังมีเวลาสบายใจไปอีกหลายปี)

ผมให้ความเคารพครับ และไม่เคยต่อว่าบนหน้ากระดาษหากว่าค่ายหนังค่ายใดจะยึดมือถือต่อไป เพียงแต่ก็ยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยและขอกลับบ้านดีกว่า ขอมาดูเสียเงิน (ช่วยชาติ) ในวันหลังดีกว่า

มีคนทำงานสื่อหลายคนนะครับ ที่คิดแบบนี้ และค่อยๆ ถอนตัวไม่ไปรอบสื่อ เพราะรับไม่ได้ เป็นความรับไม่ได้อันไม่ได้เกี่ยวกับสถานะพิเศษอะไรตรงไหน เพราะสื่อฯ ที่เลวๆ ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยไป

เขียนมาถึงตรงนี้ ก็เกิดคำถาม 2 ข้อในสมองที่มีรอยหยักน้อยของผม

ข้อแรก, คลิปหนังที่หลุดออกมาจากรอบสื่อฯ นั้น จริงๆ แล้วมีแค่ไหน มีจริงหรือ ?

ข้อสอง, ผมนอนฝันไปว่า…สำหรับบางค่ายนั้น ที่มันพิมพ์กันเป็นแผ่นผีได้ ก็เพราะคนวงใน คนกันเอง เล่นกันเอง…

จริงไม่จริงไม่รู้ แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือคนข้างในกันเอง

ขอให้ค่ายหนังได้ประโยชน์ที่ควรจะได้ และคนทำแผ่นผี โดนจับในที่สุด

……………………………

หมายเหตุ : ในอนาคต อาจจะมียึดกางเกงใน, สมุดบัญชี และคนรัก เพราะว่ากางเกงในอาจจะถ่ายหนังได้ สมุดบัญชีอาจจะถ่ายหนังได้ …อะไรประมาณนั้น…


ที่มา กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์
http://www.bangkokbiznews.com/2008/05/09/news_255600.php