ดารา-บุคคลสาธารณะ เส้นบางๆ ระหว่าง”ข่าว”กับ”การละเมิด”

Home / ข่าวหนัง / ดารา-บุคคลสาธารณะ เส้นบางๆ ระหว่าง”ข่าว”กับ”การละเมิด”

สื่อบันเทิงกับดารา ใครก็ว่าเป็น “น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า” แต่ถ้าน้ำเชี่ยวมาก หรือป่ารกชัฏ เรือกับเสือก็ชักลำบาก

เหมือนอย่างที่มีเสียงบ่นๆ กันอยู่

ทั้งฝ่ายดาราที่ถูกสื่อบ่นว่าไม่ให้ความร่วมมือ และฝ่ายสื่อที่โดนมากกว่า ด้วยข่าวบันเทิงยุคปัจจุบันมักนำเสนอข่าวที่ส่งผลกระทบต่อดาราค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันก็ยังมีหนังสือบันเทิงแนวปาปาราสซี่ที่ถ่ายช้อน ถ่ายกดเพื่อให้เห็นสัดส่วน รวมถึงจ้อง “ภาพหลุด” ต่างๆ

ว่ากันตรงๆ คงรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เกินไปใช่ไหม?

รึอาจจะไม่ก็ได้-ถ้าคิดว่าก็ดาราเป็นบุคคลสาธารณะ ถ้าทำตัวไม่ดีก็ต้องโดนประจาน (แม้บางเรื่องจะเป็นเรื่องจริง แต่ก็ส่วนตั๊ว ส่วนตัว แถมไม่ได้เสียหาย แต่ก็กลายเป็นประเด็นข่าว) เอ, แต่ถ้าเรื่องที่เสนอไม่จริง หรือเว่อร์ไปจะทำไง จะให้แล้วๆ ไป (แม้คนเป็นข่าวจะเสียชื่อเสียง เสียงานไปแล้ว) หรือจะให้ลงขอโทษในหน้าหนังสือขนาดพื้นที่เท่ากล่องยาอม?

“อะไรคือเส้นแบ่งของความเป็นส่วนตัวกับการเป็นบุคคลสาธารณะ แล้วอะไรคือการละเมิดสิทธิส่วนตัวและอะไรไม่ใช่?”

“ผศ.รัตนวดี นาควานิช” จากคณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้าไทย ได้ศึกษาเรื่อง “ขอบเขตการรายงานข่าวซึ่งไม่รุกล้ำสิทธิของบุคคลในแวดวงบันเทิง” โดยไปเก็บข้อมูลใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึก จากหัวหน้าข่าว บรรณาธิการ รวมถึงผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายข่าวบันเทิง ผู้พิพากษาที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์คดีดาราฟ้องสื่อมวลชน และนักวิชาการด้านกฎหมายสื่อมวลชน

ผลวิจัยพบว่า ทั้งที่สัดส่วนการรุกล้ำสิทธิของสื่อมวลชนมีมาก แต่กลับเป็นคดีถึงศาลน้อย เพราะมีการยอมความกันก่อน อีกทั้งดาราก็ต้องการเพียงแค่ใช้การฟ้องเป็นเครื่องล้างมลทินในสายตาสาธารณชนเท่านั้น ไม่ได้หวังอย่างอื่น

ส่วนที่มาถึงชั้นการพิจารณามักจบลงที่เป็นคดีไม่ร้ายแรง มีการลงโทษสถานเบา นอกจากนี้โทษทางแพ่งยังไม่มีการคำนวณค่าเสียหายทางจิตใจและชื่อเสียงซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการเป็นดาราอย่างชัดเจน และไม่มีการกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ ทำให้การชดใช้ค่าเสียหายอย่างมากก็ไม่เกิน 2 แสนบาทเท่านั้น

เลยอาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของดารามีมากขึ้นๆ นอกจากนี้ยังมีช่องว่างทางกฎหมายที่เปิดให้สามารถถ่ายรูปและติดตามคนในที่สาธารณะได้ การถ่ายภาพช้อนต่างๆ ในงานโชว์ตัวก็อาจจะมองได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงซึ่งไม่ถือเป็นการละเมิดเช่นกัน

จากการสุ่มตัวอย่างข่าวบันเทิง 477 ชิ้น ยังพบว่า ส่วนหนึ่งของข่าวที่มีการละเมิดสิทธินั้นเกิดจากการไม่ได้สัมภาษณ์บุคคลที่ตกเป็นข่าวโดยตรง และประเด็นหลักก็เกี่ยวกับเรื่องชู้สาว และนำเสนอในส่วนที่กระทบกับความสัมพันธ์ในครอบครัวมากที่สุด อาทิ การนอกใจภรรยา, ดาราชายเป็นรักร่วมเพศ ซึ่งส่งกระทบต่อบุตร

ยิ่งไปกว่านั้นความคิดที่ว่า “บุคคลในแวดวงบันเทิงเป็นบุคคลสาธารณะต้องยินยอมให้สื่อมวลชนเสนอเรื่องส่วนตัว” นั้น อันที่จริงแล้วกฎหมายยกเว้นความผิดในกรณีละเมิด-ถ้าเรื่องที่นำเสนอเกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ ซึ่งบุคคลบันเทิงไม่ได้เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ ความคิดที่ว่าจึงใช้เป็นข้ออ้างไม่ได้

สำหรับทางออกของปัญหาที่ว่านี้ ฝ่ายผู้ผลิตข่าวบันเทิงมองว่าดาราควรประพฤติตนให้ดีและเปิดให้สัมภาษณ์โดยตรง นอกจากนั้นยังควรมีการจัดอบรมวิธีการอยู่ในอาชีพบันเทิงให้ดารา และดาราควรรวมตัวกันเพื่อปกป้องสิทธิของตนบ้าง ส่วนในมุมของผู้สื่อข่าวทางสมาคมนักข่าวบันเทิงควรมีการอบรมจรรยาบรรณในการทำงานให้ผู้สื่อข่าวด้วย

ในขณะที่ทางส่วนของผู้พิพากษาและนักกฎหมาย มองว่านักข่าวควรต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และดาราถ้าถูกละเมิดสิทธิก็ควรฟ้องร้องและไม่ควรยอมความ ขณะเดียวกันก็ควรจะมีการรวมตัวกันประณามสื่อที่รุกล้ำสิทธิดารา และยังให้มีการกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษ และควรมีการกำหนดโทษให้ชัดเจน พร้อมทั้งปรับปรุงกระบวนการดำเนินคดีให้กระชับเพื่อรักษาสิทธิของผู้ถูกละเมิด

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 กลุ่มมีความเห็นตรงกันในเรื่องคนอ่านว่าเป็นธรรมชาติที่จะต้องสนใจเรื่องของคนในวงการบันเทิง เจ้าของหนังสือจึงทำเพื่อเอาใจตลาด

“ดังนั้น คุณเองก็มีส่วนในการสนับสนุนกระบวนการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลผู้อื่นด้วยเช่นกัน”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์