สัมภาษณ์ ?นนทกร ทวีสุข? ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ?ส้มตำ?

Home / ข่าวหนัง / สัมภาษณ์ ?นนทกร ทวีสุข? ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ?ส้มตำ?

หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์ไทย ในฐานะผู้เขียนบทและผู้ช่วยผู้กำกับมาหลายต่อหลายเรื่อง อาทิเช่น องค์บาก, บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม และ เกิดมาลุย ณ วันนี้ กุ้ง นนทกร ทวีสุข ก็พร้อมแล้วกับการนั่งแท่นผู้กำกับภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในภาพยนตร์ไทยแอ็คชั่น-ดราม่าเรื่อง ส้มตำ ที่เพียงแค่ชื่อเรื่องก็ทำให้ใครต่อใครต้องซี้ดปากแล้ว เบื้องหลังการทำงานเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ไปพูดคุยกับผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้กันดีกว่า


 

ก่อนมากำกับเรื่องนี้ เคยอยู่เบื้องหลังหนังไทยมาหลายเรื่องแล้ว
ใช่ครับ ก็เริ่มเข้ามาช่วยถ่ายทำเวิร์คช็อปในส่วนแอ็คชั่นของเรื่อง องค์บาก และก็ช่วยแก้ไขบทภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก กับพี่พันนา (พันนา ฤทธิไกร) กับพี่ปรัช (ปรัชญา ปิ่นแก้ว) จากนั้นก็มาช่วยเขียนบท บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม ภาค 1 กับ เกิดมาลุย รวมถึงช่วยกำกับการแสดงทั้งสามเรื่องด้วยครับ

 

จุดเริ่มต้นของโปรเจ็กต์นี้ เป็นไงมาไงถึงได้เข้ามากำกับหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก
มันก็เริ่มต้นมาจากพี่พันนานะครับ พี่เค้าเห็น นาธาน โจนส์ ในเรื่อง TROY ก็เลยไปคุยกับพี่ปรัช แล้วก็เอานาธานมาเล่น ต้มยำกุ้ง กับ จา พนม อย่างที่ทราบกัน แล้วทีนี้พี่พันนากับผมก็นึกสนุก คิดถึงภาพว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้านาธานที่ตัวใหญ่ ๆ สูง 2 เมตรมาเจอกับเด็กตัวเล็ก ๆ สัก 2 คนอะไรอย่างนี้ มีเรื่องราว ความผูกพัน และแอ็คชั่นสนุก ๆ ผมก็เลยคุยกับพี่พันนาอย่างจริงจัง ก็ใช้เวลานานพอสมควรเลยครับกว่าจะออกมาเป็นหนังแอ็คชั่นครบรสเรื่อง ส้มตำ เรื่องนี้ครับ ก็ช่วยกันคิดเรื่อง แตกไอเดียกัน แล้วก็ร่วมเขียนบทด้วยครับ

 

เรื่องราวของ ส้มตำ เป็นอย่างไร
เรื่องย่อ ๆ ของเรื่องนี้ก็คือ มีครอบครัวไทยอยู่ครอบครัวหนึ่ง ซึ่งหาเช้ากินค่ำอะไรอย่างนี้  ก็เปิดร้านขายส้มตำอยู่ที่พัทยา เด็ก 2 คนนี้ก็คือ น้องเกรซกับน้องแคทเนี่ยอยากหาตังค์ช่วยแม่ กลางวันขายส้มตำกลางคืนก็ไปต่อยมวยโชว์ที่พัทยา แล้วก็ได้มาเจอนาธานซึ่งมาเที่ยวที่พัทยาแล้วก็โดนมอมยาหมดตัว เหตุการณ์บางอย่างทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้มารู้จักกันและเริ่มช่วยเหลือกัน พอฝรั่งคนนี้เข้ามาอยู่กับครอบครัวนี้ก็เห็นความเป็นไทยที่มีน้ำใจ เห็นความอบอุ่น ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แล้วทีนี้ก็ดันต้องไปพัวพันกับเรื่องร้าย ๆ โดยไม่ตั้งใจ ก็เลยต้องร่วมกันต่อสู้จนเอาชนะได้ประมาณนี้ครับ

ความน่ารักและความสนุกมันอยู่ที่คาแร็คเตอร์ของตัวละครในเรื่องนี้ครับ อย่างตัวยักษ์นาธาน โจนส์ในเรื่องจะเป็นคนที่ไม่ค่อยสู้คน ทีนี้ด้วยความไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็ดันไปกินส้มตำเข้า ก็เกิดอาการเผ็ดร้อนไปกระตุ้นสารอะไรบางอย่างในตัว ทำให้เขาแพ้ แล้วก็เกิดมีพลังมหาศาลขึ้นมาครับ มันก็เลยกลายเป็นส้มตำที่เป็นตัวกระตุ้นสัญชาตญาณของนาธานให้ออกมาใช้ในส่วนแอ็คชั่นได้ คล้าย ๆ ป๊อบอายที่กินผักโขมแล้วก็มีพลังประมาณนั้นครับ อันนี้เป็นเรื่องราวโดยคร่าว ๆ ครับ

ถ้าพูดในส่วนภาพรวมของหนังแล้ว มันก็เป็นหนังในโทนแอ็คชั่นที่มีส่วนของคอเมดี้สนุกสนานและดราม่าประทับใจปะปนอยู่ด้วย ซึ่งสามารถดูสนุก ๆ ได้ทั้งครอบครัว โดยเราพยายามจะไม่ใช้อะไรที่มันโหดร้ายหรือไม่ดีกับเด็กอะไรอย่างนี้ครับ ก็ดูกันได้ทุกเพศทุกวัยแน่นอนครับ

 

การคัดเลือกนักแสดงนำ ทำไมถึงมาลงล็อคที่ นาธาน โจนส์ ประกบกับ เกรซ และ แคท
ก็อย่างที่บอกไปนะครับว่าไอเดียหลัก ๆ เราอยากเห็นผู้ชายตัวใหญ่ยักษ์แต่ไม่สู้คน ซึ่งเราก็วางตัว นาธาน โจนส์ ไว้แต่แรกอยู่แล้ว ส่วนเด็กเล็กทั้ง 2 คน เราก็ต้องเลือกนักแสดงที่สามารถแสดงได้ทั้งบู๊และบุ๋น ซึ่งน้องเกรซ (นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ) ในเรื่องการแสดงก็โอเคหายห่วงได้ และเหมาะกับคาแร็คเตอร์ในเรื่องที่เป็นพวกเจ้าเล่ห์ ชอบคิดวางแผนต่าง ๆ เป็นอย่างดี ส่วนน้องแคท (ศษิสา จินดามณี) นั้นความสามารถในด้านมวยไทยของเค้าก็เป็นที่ยอมรับกัน บวกกับการแสดงอารมณ์ด้านดราม่าก็ทำได้ดีทั้งคู่ พอมาผนึกกำลังกับตัวนาธาน ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจและน่าสนุกดีที่จะจับทั้ง 3 คนนี้มาอยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน

 

คาแร็คเตอร์ของ 3 ตัวหลักเป็นอย่างไร
เริ่มจากตัวนาธานก่อนเลยนะครับ ในเรื่องจะเล่นเป็น บาร์นนี่ แน่นอนว่าเขาเป็นคนที่ตัวใหญ่ รูปร่างดูน่ากลัวนะครับ แต่เขาจะเป็นคนจิตใจดี เป็นมิตรกับทุกคน เป็นคนรักสนุก ซึ่งจะตรงข้ามกับเด็ก 2 คนที่เขาได้มารู้จัก ก็คือ เด็กทั้งคู่จะสู้ชีวิตมาก ทำยังไงก็ได้เพื่อที่จะช่วยเหลือครอบครัว ต่างกับนาธานที่ไม่ค่อยจะสู้ชีวิต ไม่สู้คน ค่อนข้างจะหนีปัญหา จนกระทั่งมาเจอกับเด็ก 2 คนนี้ ต่างคนก็ต่างเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนนำไปสู่จุดยิ่งใหญ่ในชีวิตของเขาคือ ลุกขึ้นสู้ด้วยตัวเองได้

ตัวน้องเกรซ ในเรื่องจะเล่นเป็น กะเต็น ครับ เขาเป็นเด็กกำพร้าซึ่งอาศัยอยู่ที่วัด แล้วก็มารู้จักกับ ดอกหญ้า ซึ่งก็คือน้องแคท และก็สนิทสนมกันจนแม่ของดอกหญ้าเนี่ยรักและก็เอาไปเลี้ยงเหมือนเป็นลูก แต่นิสัยคาแร็คเตอร์เขาจะเป็นคนกะล่อน เจ้าเลห์ ด้วยเพราะว่าการที่เขาเป็นเด็กกำพร้าแล้วต้องเอาตัวรอดในสังคมที่พัทยา ก็เลยเป็นคนกะล่อนเอาตัวรอด จับโกหกยากมากอะไรประมาณเนี่ย แต่โดยเนื้อแท้แล้วเขาก็เป็นคนดี อย่างการโกหกก็เป็นการโกหกอย่างบริสุทธิ์ โกหกเพื่อจะหาเงินมาช่วยครอบครัวอะไรอย่างนี้ครับ ลึก ๆ แล้วเค้าก็เป็นเด็กดี เป็นลูกที่ดีของครอบครัวนี้น่ะครับ

ส่วนน้องแคทก็จะเล่นเป็น ดอกหญ้า ลูกของพี่กิ่ง (สุภัทรา ทิวานนท์) นะครับ ซึ่งแม่ของดอกหญ้าก็จะมีอาชีพขายส้มตำ ปกติก็ใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วไป เรียนหนังสือ ขายส้มตำ แต่ว่าด้วยเพราะร้านมันขายไม่ดี ก็เลยอยากหาตังค์ช่วยแม่ ก็มีความรู้เรื่องมวยไทย ชอบมวยไทย แอบแม่ไปเรียนมวยไทยอะไรอย่างนี้ กลางคืนก็จะแอบแม่ไปชกมวยเพื่อจะหาตังค์ เป็นพี่สาวที่สามารถช่วยเหลือปกป้องน้องจากแก๊งอันธพาลละแวกพัทยานั้นได้

 

ในเรื่องมีนักแสดงสมทบที่หายจากจอหนังไปนานด้วย
ใช่แล้วครับ คนแรกก็คือ พี่กิ่ง สุภัทรา ทิวานนท์ ที่หายหน้าจากจอหนังไปเป็นสิบปี มาเล่นเรื่องนี้เป็นแม่ของเด็กทั้ง 2 คน ในเรื่องก็เล่นเป็นคนสู้ชีวิตในสังคมเมืองพัทยาที่ค่อนข้างจะแข่งขันกันสูงนะครับ แล้วก็พยายามจะทำทุกอย่างเพื่อจะเลี้ยงดูลูก 2 คนให้มีชีวิตที่ดีขึ้น แล้วก็พยายามสอนลูกทุกอย่าง ไม่ให้เข้าไปในสิ่งที่ไม่ดีซึ่งมันแวดล้อมอยู่ในสังคมพัทยา

ทำไมถึงเลือกพี่กิ่งเหรอครับ ก็ด้วยเพราะไม่ได้เห็นพี่กิ่งเล่นหนังมานานแล้ว แล้วโดยคาแร็คเตอร์ของเขา ผมรู้สึกว่าเขาเป็นคนอบอุ่น แล้วดูน่าจะเป็นแม่ที่สมกับบทที่คิดไว้ แต่จะติดเพียงนิดหน่อยตัวจริงพี่กิ่งเป็นคนขาวมาก มันก็จะไม่ตรงกับอาชีพแม่ค้าเท่าไหร่ เพราะมันน่าจะโดนแดด กร้านแดดดำ ๆ หน่อยอะไรประมาณนี้ ก็จะต้องมีการทาตัวทาหน้าลงผิวให้ดำคล้ำขึ้น ก็จะเกิดปัญหาการบล็อก ตัวบ้าง พอโดนเหงื่อร้อน ๆ แล้วมันจะแบบจะลอกบ้างอะไรอย่างนี้ฮะ แต่เรื่องการแสดงนี่หายห่วงอยู่แล้ว ทำงานร่วมกันก็สนุกดีครับ

นักแสดงร่วมอีกคนก็คือ ยุทธ ทองเจริญ พอดีเรื่องนี้มันไปเกี่ยวเนื่องกับมาเฟียต่างชาติ ซึ่งมาทำงานในเมืองไทยซึ่งมาร่วมมือกับคนไทยที่อยู่เมืองไทย โจรกรรมของมีค่าในเมืองไทย ที่นี้ก็เลยนึกถึงพี่ยุทธ เพราะว่าพี่ยุทธเป็นอาจารย์สอนอยู่นิด้า ภาษาอังกฤษก็ดีอยู่แล้ว ภาษาไทยก็ใช้ได้ ก็เลยมองลุคว่าน่าจะเป็นคนประสานงานที่ทำอะไรในเมืองไทยอย่างงี้ได้ ก็เลยเลือกพี่ยุทธครับ อีกอย่าง ก็ไม่ได้เห็นแกในจอหนังมาหลายปีแล้ว และโดยคาแร็คเตอร์ก็ค่อนข้างตรงกับแก คือเราต้องการตัวร้ายหน้าตาดี บุคลิกมาดนิ่ง ๆ เห็นแล้วก็ไม่น่าจะเป็นคนร้ายได้อะไรอย่างนี้ ก็เลยเลือกพี่ยุทธมาเล่น ก็ไม่ผิดหวังครับ การทำงานด้วยกันก็ราบรื่นดีครับ

 

ยังมีตัวร้ายที่เป็นนักมวยปล้ำจริง ๆ มาร่วมสร้างสีสันในหนังด้วย
นักมวยปล้ำ 3 คนนี้ คือ แมทท์ วีซี่, โธมัส ฮาวเวิร์ด และ ซิลเวสเตอร์ แบร์ เทอร์ไคย์ คือไอเดียของพี่พันนากับผมที่ร่วมกันดีไซน์ฉากแอ็คชั่นไว้ คือเราอยากจะใช้ศิลปะของมวยปล้ำมาเป็นแอ็คชั่นให้เป็น Real Action เหมือน องก์บาก เหมือน ต้มยำกุ้ง นะครับ ก็เลยเลือกนาธานมา ส่วนนักมวยปล้ำ 3 คนนี้ ด้วยเพราะว่าเขาต้องเล่นกับนาธาน ผมก็เลยปรึกษากับนาธาน ให้นาธานเป็นคนเลือก เค้าก็เลือกเพื่อนเขามา 3 คน ซึ่งเป็นนักมวยปล้ำอยู่ WWE พวกเขาเคยปล้ำกันมาก่อนด้วย ก็เลยเข้าขากันดี เวลาออกแอ็คชั่น ก็ถือเป็นอีกสีสันหนึ่งของหนังได้เลยครับ

 

เห็นว่ายังมี เดี่ยว ชูพงษ์ มาเล่นรับเชิญให้ด้วย
ครับ คือผมกับเดี่ยวก็สนิทกันระดับหนึ่ง พอผมมีโอกาสได้มาทำหนังเรื่องแรก ก็เลยชวนเดี่ยวมาเล่นรับเชิญให้หน่อย เรื่องนี้ก็จะเปลี่ยนคาแร็คเตอร์ไปเลย เพราะว่าเดี่ยวเล่นเป็นพระเอกมาหลายเรื่องแล้ว เขาก็จะดูเท่ ๆ นิ่ง ๆ แต่ว่าในเรื่องนี้เปลี่ยนมาเป็นคอเมดี้ กวน ๆ แบบไม่เคยเห็นในเรื่องไหนมาก่อน
เรื่องนี้เดี่ยวจะเล่นเป็นตำรวจครับ เป็นตำรวจในสไตล์คอเมดี้ขำ ๆ ครับ ก็จะเข้ามาข้องเกี่ยวกับ 3 ตัวหลัก คอยช่วยเหลืออยู่ห่าง ๆ ด้วย

ก็จะพยายามทำให้คาแร็คเตอร์เดี่ยวออกแนวเซอร์ ๆ นะครับ เหมือนพวกสายสืบ ก็เลยไม่ต้องตัดผม ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เอาคาแร็คเตอร์ของเค้าจริง ๆ เลย พอใส่เสื้อผ้า พอเปลี่ยนลุคเค้าแล้วก็ดูดีไปอีกแบบเหมือนกันครับ

 

การทำงานร่วมกับนักแสดงแต่ละคนเป็นอย่างไร
การทำงานกับนักแสดงในเรื่องนี้ ผมโอเคและก็มีความสุขมากนะครับ เพราะว่าทุกคนตั้งใจทำงานกันมาก โดยเฉพาะนาธาน เวลาทำอะไรทำเต็มร้อยจริง ๆ ที่เป็นห่วงสำหรับนาธานที่สุดก็คือเวลาเล่นแอ็คชั่น กลัวเค้าจะบาดเจ็บ เพราะว่าเค้าเป็นคนที่เล่นอะไรแล้วเล่นเต็มร้อยมาก บางทีบอกให้เซฟ บอกให้ใส่เซฟ เค้าจะไม่ยอม เค้าบอกว่าเค้าไม่เป็นไรเค้าเซฟตัวเองได้ แต่ก็พยายามจะให้เค้าใส่เซฟ เพราะว่าเป็นห่วงเรื่องเค้าจะบาดเจ็บเพราะว่าแอ็คชั่นที่ดีไซน์ไว้มันค่อนข้างจะดุดันพอสมควร

ส่วนน้องเกรซ กับ แคท ก็ไม่ยุ่งเลยนะครับ ผมว่าเค้าโตเกินผู้ใหญ่ครับ มีวินัยในการแสดงมาก ไม่มีอะไรน่าห่วง มีเพียงแต่ว่า ต้องดึงความสามารถของเค้าออกมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ค่อนข้างเก่งครับ ทั้ง  2 คนเลย คือมันจะเป็นเหมือนกับฝ่ายบู๊กับฝ่ายบุ๋น เหมือนกับว่ามันจะใช้สมองกับใช้ศิลปะการต่อสู้ น้องเกรซพยายามจะใช้ความคิดและก็เล่ห์เหลี่ยมของเค้าหลอกล่อทุกอย่างเพื่อจะช่วยเหลือพี่ ส่วนพี่ก็จะใช้ความสามารถด้านการต่อสู้ของไทยมาช่วยเหลือน้อง ก็ประมาณนี้ครับ

 

ไม่ใช่แค่เรื่องแอ็คชั่นเท่านั้น ในเรื่องยังมีซีนอารมณ์ดราม่าด้วย
ใช่ครับ ใช่ คือในเรื่องเราพยายามจะเล่าในโทนคอเมดี้ แอ็คชั่น และก็ดราม่าซึ่งเป็นวิถีชีวิตพวกเขาที่อยู่ในพัทยา ต้องต่อสู่เพื่อจะเอาชีวิตรอด แล้วมันจะมีบทหนัก ๆ ซึ่งเขาพยายามจะทำทุกอย่าง ไปชกมวยหาเงินมาช่วยแม่ เพราะว่านาธานมาทำร้านส้มตำพัง พยายามหาตังค์ซ่อมร้าน แอบหนีแม่ไปชกมวย พอแม่รู้เข้าเนี่ย แม่ก็เสียใจมากที่แบบ ทำไมลูกต้องไปเจ็บตัวเพื่อเอาตังค์มาช่วย ต่างคนต่างแบบห่วงซึ่งกันและกัน มันก็เลยเกิดช่องว่างซึ่งไม่เข้าใจกัน ก็เลยเกิดเป็นซีนดราม่าขึ้นมา ซึ่งทุกคนก็ทำออกมาได้ดีครับ

แต่ตอนถ่ายทำก็ค่อนข้างยากอยู่เหมือนกันนะครับ ในเรื่องนี้ช่วงที่เป็นดราม่า ผมพยายามเหมือนกัน มันจะไม่มีไดอะล็อกของมัน มันจะต้องใช้จินตนาการคิดถึงสิ่งที่ผ่านมาในเรื่องนะครับ พอมันไม่มีไดอาล็อกเนี่ยมันก็ทำให้น้อง 2 คนเค้าบิวท์อารมณ์ออกมาได้ยากเหมือนกัน แต่เค้าสองคนก็ยังทำได้ ถือว่ายากนะครับ ถ้าเกิดมีไดอะล็อกแล้วก็ต้องโปรเจ็คต์เสียงออกมา ทำไมเธอทำอย่างโน้นอย่างนี้ ทำให้ร้องไห้ง่ายขึ้น แต่ทีนี้มันไม่มีไดอะล็อกเลย เค้ามองหน้ากันสองคน มองกันแล้วก็ต้องส่งความรู้สึกถึงกัน จนกระทั้งเค้าแสดงออกมาได้อย่างที่ผมต้องการ  ก็ค่อนข้างดีครับ ผมว่าแบบนี้มันสื่ออารมณ์ได้ดีกว่าที่จะใส่ไดอะล็อกฟูมฟายเข้าไปอีกครับ

 

แอ็คชั่นในเรื่องนี้จุดเด่นของมันอยู่ที่ตรงไหนบ้าง
ในเรื่องนี้ก็ได้พี่พันนามาช่วยดีไซน์ ช่วยคิดไอเดียแอ็คชั่นให้ก็คือ เรื่องมวยปล้ำ ซึ่งเราเคยเห็นมวยปล้ำอยู่บนเวที แต่เราไม่เคยเห็นมวยปล้ำในสไตล์ที่จริงจัง เป็นเรียลิสติก พี่พันนาก็พยายามเอามวยปล้ำที่เล่นกันบนเวที มาทำเป็นเรียลิสติกติกให้ได้ ให้คนดูรู้ว่าศิลปะการต่อสู้แบบมวยปล้ำเนี่ย ก็สามารถใช้ได้จริง มันก็เลยเป็นจุดหนึ่งซึ่งในหนังเรื่องนี้จะโดดเด่นเรื่องมวยปล้ำ แล้วก็ผสมกับมวยไทยซึ่งเด็ก ๆ เนี่ย ตัวน้องแคทเนี่ยเก่งเรื่องมวยไทยอยู่แล้ว ที่นี่พอน้องแคทไปสอนนาธานมวยไทยให้นาธาน ก็เอามวยไทยกับมวยปล้ำมาผสมกัน มันก็เลยเป็นสองอย่างที่มันมามิกซ์กันได้ลงตัวครับ

ใน เกิดมาลุย น้องแคทจะใช้ความสามารถเรื่องดนตรีไทย ซึ่งเป่าปี่ เชิดมวยทำอะไรอย่างงี้  แล้วก็มีคิวแอ็คชั่นนิดหน่อย แต่ว่าเรื่องนี้ได้ใช้ความสามารถของเค้าเต็มที่เลย ซึ่งในวัยของเค้ามาถึงวันนี้ ผมคิดว่าระยะเวลาที่ฝึกฝนเค้ามาเนี่ย มันบ่มเพาะจนเค้าพร้อมที่จะโชว์แอ็คชั่นในแบบที่ยังไม่เคยเห็นเด็กผู้หญิงคนไหนทำมาก่อนครับ

 

มาถึงโลเกชั่นการถ่ายทำในเรื่องบ้าง
ก็โดยเรื่องเรากำลังคิดถึงสถานที่ที่คนทั่วโลกรู้จัก ทีนี้พัทยาเนี่ย คนทั่วโลกรู้จักมากรู้จักเยอะก็เลยนึกถึงโลเกชั่นพัทยาในเมืองไทยนะครับ ซึ่งในเรื่องผมก็พยายามจะ เอ่อ…คนจะมองว่าพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวทางเซ็กซ์อย่างเดียวเลย นี่เป็นทัศนคติในแง่ลบเยอะ ทีนี้ผมอยากจะเล่าเรื่องครอบครัวไทย ความมีน้ำใจต่อคนต่างชาติก็มีอยู่จริงครับ ก็เลยเลือกโลเกชั่นย่านพัทยาและเล่าในมุมที่เป็นในเชิงบวก ไม่ใช่ในเชิงลบอย่างที่รู้จักกันเพียงอย่างเดียว

ถ่ายทำที่พัทยา ก็โอเค ไม่ค่อยยากเท่าไหร่ครับ เพราะสถานที่หลักซึ่งใช้ที่พัทยาก็คือ ร้านส้มตำ ร้านส้มตำก็ไปได้ชายหาดสวย ๆ ก็ไปเซ็ตร้านอยู่ตรงนั้นเลย ก็ค่อนข้างไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ โลเกชั่นก็สวยดีครับ

เรามาพูดถึงการออกแบบงานงานสร้างในเรื่องนี้กันบ้าง อย่างฉากร้านส้มตำที่เป็นแกนหลักของเรื่อง
ครับ เรื่องออกแบบงานสร้าง  คือผมคุยกับโปรดักชั่นดีไซน์ว่าอยากได้ร้านส้มตำไทย ๆ ที่อยู่ริมหาดพัทยา ก็อยากได้มุมชายหาดสวย ๆ แต่ว่าก็ต้องมีกลิ่นของพัทยาอยู่ พอดีไซน์ออกมาแล้วเราไปเซ็ตกันตรงนั้นเลย ก็ได้ภาพเหมือนกับที่ผมคิดไว้เลย

แต่สุดท้าย ก็ต้องมาทำร้านพังด้วยนะครับ (หัวเราะ) ก็รู้สึกเสียดาย แต่มันเป็นจุดใหญ่จุดพลิกผันในเรื่องน่ะครับ เป็นตอนที่นาธานมากินส้มตำแล้วควบคุมตัวเองไม่ได้ แล้วพังร้านส้มตำจนถล่มทลาย เรื่องเล็ก ๆ แค่นี้ ก็เลยทำให้ทุกอย่างในเรื่องมาผนวกกันครับ

 

ฉากแอ็คชั่นในเรื่องโดดเด่นอย่างไร
ถ้าจะพูดถึงฉากแอ็คชั่นของเรื่องนี้ ผมก็แบ่งฉากแอ็คชั่นที่โดดเด่นออกเป็น 4 ส่วนได้เลย ก็คือว่า แอ็คชั่นของน้องแคทซึ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ชกมวยเพื่อจะหาตังค์มาช่วยแม่ ซึ่งมีทั้งบนเวทีและบนนอกเวที และก็ตอนสู้กับพวกผู้ร้าย ก็ใช้ความสามารถของน้องเค้าเป็นหลัก ซึ่งมวยไทยโดดเด่นมาก นี่ก็เป็นก้อนหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับมวยไทย ส่วนก้อนที่ 2 และ 3 ก็เป็นเรื่องของแขกรับเชิญก็คือ เดี่ยวกับนุ้ย (เกศริน เอกธวัชกุล) เดี่ยวก็จะเป็นแนวคอเมดี้ นุ้ยเองก็เป็นคอเมดี้เช่นกัน แล้วก็สุดท้ายจะเป็นแอ็คชั่นของนาธานซึ่งเป็นไฮไลท์ของเรื่อง ก็คือพอกินส้มตำแล้วมีพลัง  ใช้ศิลปะการต่อสู้ที่เค้ารู้มาจากเด็ก ทั้งมวยไทยและมวยปล้ำมาผสมผสานกันครับ

 

ความยาก-ง่ายในการถ่ายทำหนังเรื่องแรกนี้
ผมว่าการกำกับเป็นอะไรที่มันยากมาก ที่จะมารวมสัดส่วนทุกอย่างในเรื่องให้ออกมาได้ดี ผมก็พยายามทำให้ดีที่สุด ความยากของเรื่องนี้ผมว่ามันเป็นเรื่องของเวลาด้วยส่วนหนึ่ง ตัวนาธานเนี่ยให้เวลาให้คิวเราได้ประมาณ 28 คิวนะครับ เพราะเค้ามีงานอะไรต่อด้วย มันก็ต้องใช้เวลากับแอ็คชั่นที่ยากๆ มันค่อนข้างจะบีบคั้นหน่อย แต่โชคดีที่พันนามาช่วยออกแบบแอ็คชั่นยากๆ มาอยู่ด้วยตลอดใน 10 คิวของนาธานที่ถ่ายแอ็คชั่นนะครับ ทำให้ปัญหาต่าง ๆ ซึ่งเคยกังวล ก็สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ลุล่วงไปด้วยดีนะครับ

 

ปัญหา-อุปสรรคในการถ่ายทำเรื่องนี้
เรื่องสภาพอากาศมีผลกับนักแสดงต่างชาติมากครับ สำหรับเมืองไทย มันร้อนมากนะครับ พอร้อนมากเนี่ย นักแสดงต่างชาติ ทั้งหมด 4 คนเนี่ยไม่คุ้นกับอากาศเลย โดยเฉพาะฉากแอ็คชั่นที่ต่อสู้ เล่นได้ซัก 2-3 คิว ไม่เกิน 10 นาที เค้าต้องขอพักแล้วเพราะว่าเค้าตัวใหญ่มากครับ ร้อนมาก พอเค้าเหนื่อยปุ๊บเนี่ย แบบเวลาพักเหนื่อย กับเวลาแสดงเนี่ยเกือบ ๆ จะพอ ๆ กันเลย มันก็เลยทำให้ผมอดกังวลใจไม่ได้ว่าแบบมันจะเสร็จไหมเนี่ย (หัวเราะ) แต่สุดท้ายแล้วก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีครับ

ความยากของท่าแอ็คชั่นก็มีส่วนครับ เพราะว่าตอนที่ดีไซน์ท่าแอ็คชั่นมวยปล้ำไว้เนี่ย เราไม่มีความสามารถด้านมวยปล้ำ ก็ไปหา Reference มวยปล้ำมาดูกัน แล้วก็พยายามดีไซน์กัน ทำ WORKSHOP กัน แต่ยังไงก็ยังไม่สวย จนกระทั่งนักมวยปล้ำ 3 คนนี้มา แล้วก็มาดีไซน์ท่ามวยปล้ำร่วมกัน คุณทำท่ามวยปล้ำอะไรได้บ้างอะไรอย่างนี้ แล้วก็พี่พันนาก็มาดูแล้วก็คัดเลือกท่า ก็เอาท่ามวยปล้ำมามิกซ์กับมวยไทยกับรอยต่อที่ดีไซน์ไว้ พอเห็นพวกเค้ามาทำมันดูเป็นเรื่องง่าย แล้วก็เค้าทำได้แบบง่ายมาก เพียงแต่ว่าเป็นห่วงเรื่องการบาดเจ็บกับสภาพอากาศแค่นั้นเอง นอกนั้นโดยรวมแล้วค่อนข้างจะราบรื่นดีครับ

 

กดดันต่อความคาดหวังของกลุ่มผู้ชมบ้างมั้ย
สำหรับเรื่องแรกก็แน่นอนฮะ ผมว่ามันกดดันพอสมควรนะครับ โดยเฉพาะที่เป็นหนังแอ็คชั่นด้วย ทีนี้เพราะว่าพี่พันนามาเป็นโปรดิวเซอร์ด้วย มาดูแลเรื่องแอ็คชั่นให้ผมด้วย มันก็เลยลดความกังวลสำหรับผมลงไปเยอะ ส่วนจะถูกใจคนดูหรือเปล่า ก็คือพยายามหาแอ็คชั่นใหม่ ๆ มาถ่ายทอดนะครับ รวมถึงความน่ารักน่าเอ็นดูของคาแร็คเตอร์ตัวละครในเรื่อง ก็คิดว่าน่าจะสนุกและตื่นเต้นไปกับเรื่องราวได้ไม่ยากครับ

 

เสน่ห์หรือความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้อยู่ตรงไหน
โดยรวม ๆ เลย ผมว่าการพลิกคาแร็คเตอร์ของนาธาน เราเคยเห็นเค้าเล่นหนังในแอ็คชั่นที่ดุดัน โหดร้าย เรามาเปลี่ยนคาแร็คเตอร์ให้เค้าอ่อนโยน น่ารัก ดูคนตัวใหญ่ ๆ สูง 2 เมตร ทำให้เค้าดูน่าทะนุถนอม ผมว่ามันเป็นภาพแบบที่ผมอยากเห็น อยากให้คนดูเห็นเหมือนกันว่ามันจะเป็นยังไง แล้วก็การแสดงของน้องเกรซเนี่ย ผมยังไม่เคยเห็นเค้าเล่นหนังที่กะล่อนแบบเอาตัวรอด แบบทำทุกอย่างเพื่อจะเอาตัวรอดทั้งโกหก ปลิ้นปล่อน กะล่อน หลอกลวง มันอยู่ที่น้องเกรซหมดเลย น้องเกรซทำออกมาแล้วผมค่อนข้างชื่นใจ

น้องแคทก็ด้วย ซึ่งน้องแคทก็เล่นเป็นพี่ใหญ่ที่ดูแลน้อง คอยจับผิดน้อง รู้เท่าทันน้อง แต่บางทีก็โอเคให้อภัยน้อง ไม่ได้ทำอะไรที่มันเลวร้ายครับ ก็เป็นความสัมพันธ์ของพี่น้องที่รักกันมากครับ ทั้งสองคนให้การแสดงที่คนดูจะสามารถเชื่อและมีอารมณ์ร่วมตามไปกับตัวละครทั้งคู่ด้วยครับ

นอกจากนี้ ความเป็น Real Action ผมว่ามีอยู่เยอะ เราเอาภาพของมวยปล้ำอยู่บนเวที ซึ่งทุกคนรู้อยู่แล้วเป็นการแสดง แต่เราหยิบท่าของมวยปล้ำ มาทำให้มันดูสมจริง จนคนดูเชื่อว่าท่ามวยปล้ำเนี่ยก็เป็นศิลปะการต่อสู้ได้อย่างหนึ่ง มันก็เลยกลายมาเป็นจุดแข็งในการดีไซน์แอ็คชั่น พอเราเอามาบวกกับมวยไทย คนตัวใหญ่ ๆ อย่างนาธานเนี่ย กระโดดแทงเข่า ฟันศอกเนี่ย ผมว่ามันน่าดู มันก็เลยเป็นแอ็คชั่นที่มิกซ์ระหว่างมวยปล้ำกับมวยไทย ซึ่งมาอยู่บนตัวนาธาน ดูแล้วก็จะทึ่งและสนุกไปกับฉากแอ็คชั่นต่าง ๆ ได้ไม่ยากครับ

 

ความคาดหวังของคุณต่อภาพยนตร์เรื่องนี้
ก็อยากให้คนดูสนุก อยากให้ไปดูหนังเรื่องหนึ่งซึ่งสนุกด้วย ตื่นเต้นเร้าใจด้วย แล้วก็ประทับใจด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ผมพยายามจะใส่ทุกรสลงไปในเรื่องครับ ทั้งคอเมดี้ ทั้งแอ็คชั่นแล้วก็ดราม่า ซี่งในเรื่องเนี่ย ผมพยายามจะสื่อสารมุมมองของคนต่างชาติที่รู้สึกกับเมืองไทยโดยเฉพาะพัทยา ซึ่งมักจะมองในแง่ลบ แต่ว่ามันมีครอบครัว ๆ หนึ่งซึ่งทำทุกอย่างบนความดีบนความถูกต้องเพื่อจะเอาชีวิตรอด แล้วก็มีน้ำใจช่วยเหลือชาวต่างชาติคนหนึ่ง แล้วก็ทั้ง 2 ฝ่ายก็เรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนกระทั่งรู้ว่า สุดท้ายก็ต้องลุกขึ้นสู้ด้วยตัวเองเพื่อสิ่งที่ถูกต้องครับ