การทดลองและค้นพบ กับสิ่งที่ผู้ทดลองต้องแลก

Home / ข่าวหนัง / การทดลองและค้นพบ กับสิ่งที่ผู้ทดลองต้องแลก

เป็นที่ยอมรับกันว่า ความก้าวหน้าของโลกเรานี้ เป็นหนี้ เหล่านักคิด นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่ได้ช่วยกันพัฒนาให้เกิดสิ่งใหม่ๆอันเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติ และโดยมากแล้วกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดี ก็ต้องแลกมาด้วยความมุมานะ อดทน พยายาม ศึกษาวิจัย ทดลองแล้วทดลองเล่า และบางคนก็ถึงกับแลกมาด้วยชีวิต!

ในบรรดานักวิทยาศาสตร์ซึ่งเสียสละ ทุ่มเท และเป็นที่รู้จักกันดีว่า ต้องสูญเสียมากมายกว่าจะได้ความรู้ใหม่ๆนั้น คงไม่มีใครลืมชื่อของมาดามแมรี่ คูรี่ ไปได้

คู่สามีภรรยา ปิแอร์ และแมรี่ คูรี่ ร่วมกันศึกษาธาตุที่เปล่งรังสี ท่ามกลางความลำบากนานัปการ แม้ในระยะแรกจะไม่มีห้องปฏิบัติการที่เหมาะสม แต่ก็สู้อุตสาหะใช้โรงไม้เก่าๆเป็นห้องทดลอง และในที่สุดก็ค้นพบและสกัด “เรเดียม” ออกมาได้

การค้นพบเรเดียม กลายเป็นเรื่องสำคัญ และทำให้เกิดผลตามมาอย่างกว้างขวาง เพราะเมื่อได้ศึกษาคุณสมบัติแล้ว ก็พบว่า เรเดียมสามารถช่วยรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งได้ ปิแอร์และแมรี่ คูรี่ จึงกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีผู้ยอมรับนับถือไปทั่วโลก และสามารถคว้ารางวัลโนเบลมานอนกอดได้สำเร็จ

ในการศึกษาเรเดียมนั้น ปิแอร์ยอมใช้ตัวเองเป็นหนูทดลอง นักวิทยาศาสตร์เรืองนามผู้นี้ สัมผัสเรเดียมและเกิดเป็นแผลจากพิษร้ายของกัมมันตภาพรังสี ในขณะที่มาดามเองก็ถูกเรเดียมไหม้นิ้วอยู่เสมอๆ แต่ในขณะนั้นยังไม่ทราบกันว่า กัมมันตภาพรังสีในปริมาณที่มากเกินไปจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

หลังจากปิแอร์เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชน มาดามคูรี่ก็ ยังคงค้นคว้าวิจัยเรื่องกัมมันตภาพรังสีต่อ และได้รับรางวัลโนเบลเป็นครั้งที่ 2 แต่ต่อมาพิษของเรเดียมก็ค่อยๆ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของอัจฉริยะนักวิทยาศาสตร์สตรีผู้นี้จนถึงกับชีวิต

นอกจากมาดามแมรี่ คูรี่ ที่ได้รับพิษจากห้องทดลองแล้ว เซอร์ไอแซ็ค นิวตัน นักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่อง และเลื่องลือในฐานะผู้ประกาศถึงการมีอยู่ของแรงดึงดูดของโลก และผลงานอื่นๆอีกหลากหลายก็เฉกเช่นเดียวกัน

หลังจากนักคิดเรืองนามผู้นี้ถึงแก่กรรม ได้มีการศึกษาศพของเขา ก็พบว่า มีสารปรอทจำนวนมากอยู่ในร่างกาย สันนิษฐานกันว่า สารปรอทที่พบเป็นผลมาจากความพยายามในการใช้สารพิษนี้ในการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อหวังที่จะคิดค้นสิ่งใหม่ๆทางเคมี ซึ่งในสมัยนั้นรู้จักกันแพร่หลายทั่วไปในเรื่องของการเล่นแร่แปรธาตุ

ว่ากันว่า การใช้สารปรอทจำนวนมากในห้องแล็บ ได้ส่งผลให้เกิดความผิดปกติขึ้นกับนิวตัน โดยเฉพาะในช่วงท้ายๆของชีวิต ที่เกิดความผิดปกติของรูปร่าง และบางคนยังคาดว่า สารปรอทยังได้ส่งผลถึงสภาพจิตใจทำให้เกิดอาการตื่นตัว นอนไม่หลับ จนบางคนถึงกับบอกว่าพิษของสารปรอททำให้นิวตันสติแตกไปพักใหญ่

พูดถึงสติแตกแล้ว สารเคมีบางชนิดก็ทำให้คนเรามีอาการแปลกๆได้ชั่วครั้งชั่วคราวเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไนตรัสออกไซด์ เซอร์ ฮัมฟรีย์ เดวี เป็นผู้ค้นพบแก๊สนี้ในขณะที่พยายามทำการทดลองเกี่ยวกับคุณสมบัติของแก๊สในการรักษาโรค อย่างไรก็ตาม ไนตรัสออกไซด์เป็นสารที่มีพิษ จะใช้ทดลองอะไรก็ต้องระมัดระวัง ว่าแล้ว ท่านเซอร์ก็ตัดสินใจใช้ตัวเองเป็นหนูทดลอง ซึ่งเมื่อสูดดมแก๊สนี้เข้าไปก็ทำให้รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย และฮ่า…ฮ่า…เขารู้สึกอยากหัวเราะ…ฮ่า….ฮ่า…ว่าแล้ว แก๊สชนิดนี้ก็ได้ชื่อเล่นที่น่ารักน่าชังว่า “แก๊สหัวเราะ”

และเพื่อทดลองให้มากขึ้น เดวีก็ลงทุนสูดแก๊สนี้ในปริมาณมากขึ้น ทีนี้เลยเจอดี เพราะมันส่งผลให้เขาหมดสติ และป่วยไปพักใหญ่ แต่ผลของการทดลองนี้ก็คุ้มค่า เพราะแพทย์สามารถใช้แก๊สหัวเราะในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อใช้เป็นยาสลบ ช่วยในการผ่าตัดผู้ป่วย

อีกหนึ่งในการค้นพบที่ช่วยด้านการแพทย์เป็นอย่างมาก คือการค้นพบรังสีเอกซ์ ซึ่งต้องขอบคุณการค้นคว้าวิจัยของวิลเฮล์ม เรินต์เก็น ซึ่งในตอนที่กำลังทดลองฉายรังสีอยู่ ก็เกิดสังเกตเห็นว่ามีลำแสงหนึ่งที่สามารถทะลุทะลวงกระดาษไปได้ และตั้งชื่อมันว่ารังสีเอกซ์ ที่เมื่อศึกษาทดลองเพิ่มเติม ก็ได้ความรู้ว่า มันสามารถทะลุผ่านเนื้อหนังมังสาของคนเราได้ด้วย และนั่นก็เป็นต้นกำเนิดของการเอกซเรย์ ที่ช่วยให้แพทย์สามารถรักษา และวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำมากขึ้นนั่นเอง

ผลงานชิ้นโบแดงจากห้องแล็บนี้ ทำให้วิลเฮล์ม เรินต์เก็น คว้ารางวัลโนเบลไปได้อีกคนหนึ่ง

ความบังเอิญในทำนองนี้ยังเกิดขึ้นในวงการวิทยาศาสตร์ กับการทดลองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในการทดลองบันลือโลก นั่นคือการเพาะเชื้อแบคทีเรียของอเล็กซานเดอร์ เฟลมิ่ง ที่จู่ๆก็เจอะเชื้อราสีเขียวในจานเพาะเชื้อที่ทำเอาเชื้อแบคทีเรีย “เดี้ยง” สนิท และนั่นก็คือเพนนิซิลิน ยาที่ปฏิวัติการแพทย์ และช่วยชีวิตผู้คนมาแล้วมากต่อมากจนไม่ต้องแปลกใจ เหมือนกันที่มันช่วยนำรางวัลโนเบลมาสู่ผู้ค้นพบ

นอกจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในแวดวงวิทยาศาสตร์แล้ว ในนวนิยายก็มีการนำเสนอเรื่องราวของนักคิดที่สร้าง “สิ่งอัศจรรย์” จากห้องทดลองอยู่มากมายหลายเรื่องเช่นกัน เช่น กรณีของ ดร.แฟรงเกนสไตน์ ผลงานจากปลายปากกาของแมรี เชลลีย์ ซึ่งตีพิมพ์มาได้ 190 ปีแล้ว และยังคงความน่ากลัวอยู่จนปัจจุบัน

ในเรื่องแฟรงเกนสไตน์นี้ คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่า แฟรงเกนสไตน์เป็นชื่อของผีดิบ แต่ที่จริง ดร.แฟรงเกนสไตน์เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่อง เขาได้คิดค้นวิธีการปลุกร่างที่ไร้ชีวิตให้กลับมีชีวิตขึ้นมา แต่เมื่อทำสำเร็จแล้ว แทนที่จะดูดำดูดีผลงานของตัวเองสักหน่อย ดร.แฟรงเกนสไตน์กลับกลัวผลงานสร้างของตัวเอง และปล่อยให้ผีดิบผู้น่าสงสารไปเผชิญชะตากรรม ที่ไม่ว่าไปไหนก็มีแต่ผู้คนเกลียดชัง แม้จะทำดีก็ไม่มีใครรัก

ท้ายที่สุด ผลงานของ ดร.แฟรงเกนสไตน์หวนกลับมาหาผู้ให้กำเนิด และสังหารเขา กลายเป็นโศกนาฏกรรมสุดรันทดเรื่องหนึ่ง

โศกนาฏกรรมของนักวิทยาศาสตร์อีกรายหนึ่งที่จบลงด้วยชีวิตเหมือนกัน คือ นิยายคลาสสิกระดับโลกของโรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน เรื่องราวของ ดร.เจคิลและมิสเตอร์ไฮด์ นักวิทยาศาสตร์ที่พยายามคิดค้นตัวยาที่ดึงเอาด้านเลวของคนออกมา เพื่อกำจัดมันทิ้ง แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ดร.เจคิลผู้ทดลองยากับตัวเองกลับไม่สามารถสลัดมิสเตอร์ไฮด์ ความเลวที่ซ่อนอยู่ภายในใจของเขาออกไปได้

มิสเตอร์ไฮด์ซึ่งก็คืออีกภาคหนึ่งของ ดร.เจคิล ออกอาละวาด สร้างเรื่องร้ายๆหลายอย่าง และท้ายที่สุด ดร.เจคิลก็ต้องจบชีวิตลงพร้อมกับความลับของตัวยาอันแสนอัศจรรย์

เรื่องที่คล้ายกับกรณีของ ดร.เจคิล คือเรื่องของ บรูซ แบนเนอร์ นักวิทยาศาสตร์ที่เกิดได้รับ รังสีแกมมาจากห้องทดลอง ทำให้เกิดการเปลี่ยน แปลงขึ้นกับตัวเขา ทำให้ไม่ สามารถควบคุมอารมณ์โกรธ และกลายเป็นมนุษย์ตัวเขียวทรงพลัง ในนาม เดอะ ฮัล์ค ซึ่งเป็นการ์ตูนที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสหรัฐอเมริกา และถูกสร้างเป็นทั้งเกมพีซียอดนิยม ละครจอแก้ว และภาพยนตร์จอเงินมาแล้วหลายครั้ง

ซึ่งในปีนี้ มนุษย์ตัวเขียวจอมพลังก็หวนสู่จอเงินอีกครั้งใน The Incredible Hulk กับภาระอันหนักหน่วงที่บรูซ แบนเนอร์ ต้องพบกับคู่ปรับ โดยเฉพาะอมนุษย์ตัวร้าย Abomination ซึ่งเกิดจากผู้ที่ใช้รังสีแกมมากับตัวเอง เพื่อการครองโลกด้วยพลังที่เหนือกว่า งานนี้คงต้องลุ้นกันว่าการปะทะอันดุเดือดระหว่างพลังที่ได้มาโดยบังเอิญจากการทดลอง กับพลังร้ายกาจอันเกิดจากความจงใจ อย่างไหนจะยิ่งใหญ่กว่ากัน.

ทีมงาน ต่วย’ตูน

ที่มาจากหนังสือพิมพ์