“ปักษ์ใต้บ้านเรา” สารคดีแห่ง “น้ำใจคนใต้”

Home / ข่าวหนัง / “ปักษ์ใต้บ้านเรา” สารคดีแห่ง “น้ำใจคนใต้”

“เพราะไหม ไม่เคยได้ยินเสียงขลุ่ยอะไรเพราะขนาดนี้เลยเนอะ” นก-นิสา คงศรี หนึ่งในผู้กำกับของหนังสารคดี “ปักษ์ใต้บ้านเรา” หันมาถามขณะเปิดซีดีซาวด์แทรคประกอบภาพยนตร์ได้ยินเสียงขลุ่ยในเพลง “บินหลา” แว่วมาซึ่งเจ้าของเพลงวงดนตรีปักษ์ใต้รุ่นใหญ่อย่าง “แฮมเมอร์” บรรจงเรียบเรียงใหม่ให้เธอโดยเฉพาะ โดยมี ป๊อป-อารียา สิริโสดา ผู้กำกับฯอีกคนของสารดคีเรื่องนี้นั่งอมยิ้ม “พี่เขาเห็นพวกเราเป็นผู้หญิง ก็เลยทำให้เหมาะสมกับพวกเรา” พูดจบเธอก็หัวเราะคิกคัก

หลายคนคงประทับใจกับเรื่องราวจากทางเหนือของประเทศไทย ที่เด็กชาวเขาที่ฝันอยากจะเห็นทะเลสักครั้งหนึ่งใน “เด็กโต๋” มาแล้ว คราวนี้พวกเธอกลับมาพร้อมเรื่องราวของชีวิตดีๆ จากทางใต้ใน “ปักษ์ใต้บ้าน” ภาพยนตร์สารคดีเรื่องใหม่ของพวกเธอ ซึ่งจะเข้าฉายในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ที่โรงภาพยนตร์ลิโด้

จะให้เปรียบไปแล้วหนังอย่าง “เด็กโต๋” พวกเธอว่ามันก็เหมือนลูกสาวเธอ ส่วน “ปักษ์ใต้” ก็เป็นลูกคนเล็กที่ออกจะกระโชกโฮกฮากนิดๆ ต่างจากพี่สาว

“ฉะนั้นอย่าคาดหวังมาก เรื่องนี้ไม่มีเด็กแล้วถึงเป็นนางสาวไทยก็ไม่ใช่จะต้องรักเด็กตลอดเวลา” อารียาแซวตัวเองแล้วยิ้มตาหยี

ถ้าถามว่าอะไรถึงทำให้พวกเธอเลือกจะทำสารคดีเกี่ยวกับภาคใต้ ถ้าจะบอกว่าเป็นเพราะเรื่องที่แล้วทำเกี่ยวกับภาคเหนือ หรือเรื่องราวเกี่ยวกับภาคใต้กำลังเป็นที่สนใจหรือเปล่า

“คือเราเป็นมนุษย์อีกประเภทน่ะ คือคนทำหนังสารคดีคนอื่นเขาจะจับประเด็นก่อนว่าจะทำหนังเกี่ยวกับอะไรแล้วเริ่มเล่าเรื่องจากตรงนั้น แต่เราเริ่มจากความรู้สึกก่อน” นิสาว่า

ความรู้สึกที่ว่าเกิดตอนที่เธอพาหนังของเธอ หรือจะเรียกให้ถูกว่ามันพาเธอไปฉายโชว์ในจังหวัดใหญ่ๆ ทางภาคใต้ อย่าง ภูเก็ต, สงขลา ฯลฯ เพื่อให้เด็กปลายน้ำที่เห็นทะเลอยู่ทุกวันได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับเด็กต้นน้ำที่พยายามสุดตัวเพื่อจะมาเห็นทะเลสักครั้งหนึ่ง โดยการนำของ บริษัท หาดทิพย์ ซึ่งเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายน้ำอัดลมในภาคใต้แล้วได้พบกับอะไรหลายๆ อย่าง

สิ่งที่เป็นจุดหลักของสารคดีเรื่องนี้ก็คืออคติเรื่องที่คนอื่นคิดกับคนใต้ว่า “ดุ โหดร้าย เอาแต่พวกพ้อง ไม่มีน้ำใจ” ซึ่งจริงแล้วไม่ใช่เลย

“พูดอย่างนี้คนก็สงสัยใช่ไหมคนใต้มีน้ำใจไหม เพราะว่าถ้าพูดเรื่องน้ำใจจะเป็นเรื่องของคนเหนือ แต่พอลงไปถึง คือมันไม่เหมือนที่เราได้ยิน เขามีความเอื้ออารีมีความพึ่งพาอาศัยกัน เราเป็นเด็กต่างจังหวัดมาก่อนพอไปเจอเราก็นึกถึงบรรยากาศแบบนี้เหมือนกันทำอะไรก็แบ่งกัน”

พวกเธอได้เห็นจากการลงไปติดตามชีวิตครอบครัวชาวปักษ์ใต้ 4 ครอบครัว อย่างครอบครัวของชาวประมงมุสลิมที่ระนองที่พลัดพรากจากกันเพราะสึนามิ, ครอบครัวข้าราชการที่ภรรยาเป็นพยาบาลและสามีเป็นตำรวจซึ่งถูกส่งลงไป 3 จังหวัดชายแดนใต้, ครอบครัวของคนปักษ์ใต้เชื้อสายจีนที่ขายอาหารที่จังหวัดกระบี่ และครอบครัวใหญ่เป็นองค์กรอย่างบริษัท หาดทิพย์ เพื่อสะท้อนภาพทุกระดับของสังคมในปักษ์ใต้ ท่ามกลางบรรยากาศหลังสึนามิ เหตุการณ์วางระเบิด (ที่เธอไปเจอเข้าโดยบังเอิญ) ที่หาดใหญ่ ฯลฯ


28 มิถุนายนนี้ ที่ลิโด้ นะครับ

“เหตุการณ์รอบๆ มันโหดร้ายกว่า ใหญ่กว่าเด็กโต๋มาก ในเด็กโต๋ ไม่มีอะไรขนาดนี้ แต่ว่าท่ามกลางบรรยากาศเหล่านี้ยังมีคนที่ทำความดี ครอบครัวที่สั่งสอนกันดูแลเกื้อกูลกันเพื่อให้ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายไปได้” อารียาว่า

สำหรับ อารียา ที่ครอบครัวเธอคุณพ่อเป็นชาวจังหวัดตรังแท้ๆ เธอเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคนภาคอื่นชอบมองคนภาคใต้ในแง่ร้าย

“แม่ป๊อปคนอยุธยาก็บอกว่าไม่ชอบเลยไม่อยากแต่งงานกับคนใต้เลย เพราะดุพูดห้วนๆ หรักแหรง เกลียดแหรง (เธอแหล่งใต้ขึ้นมาอีกหลายคำ) แล้วเป็นไง” เธอยักไหล่เพราะคำตอบนั่งตัวเป็นๆ นั่งอยู่นี่แล้ว

“เท่าที่สังเกตเองญาติคนใต้ป๊อปนี่ ทุกคนหลอกไม่ได้ คือรู้ทันทุกอย่าง ไม่ง่ายไม่หัวอ่อน บริษัทไหนลงไปให้ชิงโชค เล่นเกม คนใต้ก็ไม่เล่น ไม่มีใครไปซื้อของมากกว่าที่ต้องใช้ มันเป็นภาคที่มีความภูมิใจในตัวเองสูง เป็นตัวของตัวเองสูง”

คนนอกที่ถูกตอกย้ำด้วยอคติที่ว่านี้เต็มๆ อย่างนิสา ก็ว่าตอนเธอเรียนธรรมศาสตร์ ย่าของเธอย้ำเสมอว่าอย่าไปคบคนใต้เพราะเห็นแก่ตัวเอาแต่พวกพ้อง ซึ่งเธอก็เก็บความสงสัยไว้เงียบๆ ว่ามันจะจริงเหมือนย่าว่าหรือไม่ จนเธอลงไปเจอกับตัวจริงๆ ตอนที่ทำสารคดีเรื่องนี้ ทุกอย่างที่ฟังมาอคติต่างๆ ลบหายไปหมดสิ้น

“เขาไม่ได้ลงไปสัมผัสเองเขาไม่เข้าใจ คือบางทีเรารับสื่อแล้วก็ฟังคำคนอื่นมากๆ เราเป็นคนไปทำหนังเรื่องนี้เรายังเปลี่ยนทัศนคติเลยนะ คนที่ได้ดูหนังของเราก็น่าจะเปลี่ยน น่าจะเปิดรับกันมากขึ้น”

แน่นอน ระหว่างที่ถ่ายทำสารคดีเรื่องนี้อยู่ พวกเธอก็เจอคำทัดทานจากเพื่อนๆ และญาติๆ ประเภท “ไม่กลัวเหรอ คนใต้ดุ เขาวางระเบิดเขาฆ่าคนกัน มีคนมุสลิมฆ่าตัดคอ ฯลฯ”

“เราก็เฮ้ยๆๆๆ… ไม่ใช่นะคนพุทธเป็นมือปืนฆ่าคนก็เยอะ คนไม่ดีมันก็มีอยู่ทุกสังคมแหละ บางทีจากคำเล่าลือ ข่าวจากสื่อมันตอกย้ำเราไง แต่ว่ามันไม่จริงเท่าเราลงไปสัมผัสที่จริงแล้วมุสลิมเป็นคนดีมากเลยนะ เราไปอยู่หมู่บ้านมุสลิมที่ระนองก็ปลอดภัยมาก ไม่มีใครดื่มเหล้า บังที่เขาขับรถมารับเราก็มาตรงเวลาเป๊ะ น่ารักช่วยเราทุกอย่าง เผลอๆ ช่วยถ่ายด้วย มันลบล้างไอ้ที่ว่ามุสลิมน่ากลัวหมดเลย เรามัวแต่อยู่กรุงเทพฯเลยไม่ได้สัมผัสตรงนี้” นิสาว่า

“จะน่ากลัวก็อาจจะมีผีนี่แหละ ตรงที่ไปนอนโดนสึนามิเต็มๆ เลย นอนๆ ไปพอได้ยินเสียงอะไรต้องหันมาถามกันว่า ได้ยินเหมือนกันไหม” นิสาหัวเราะร่า

ในตอนที่สถานการณ์การเมืองแตกแยกแบ่งฝักฝ่ายและแบ่งภาคกันแบบนี้ อาจจะมีคนคิดว่าสารคดีของเธออาจจะช่วยลบล้างอคติอะไรบางอย่างที่ฝังรากลึกลงมานานได้ซึ่งก็อาจจะได้แต่หวัง

“ถ้ามันช่วยก็ดีนะแต่ว่ามันก็เป็นแค่น้ำหยดเดียวในกระแสสื่อที่มันทับถมมาหลายๆ ปี ไม่รู้จะช่วยได้ไหม จะทำให้คนรักคนใต้ไหม มันก็ดีถ้ามันเกิดขึ้นจริง” ป๊อปว่า

“คือถ้ามันเกิดขึ้นก็เป็นผลดีกับประเทศ เราก็ทิ้งเขาไปเรื่อยๆ เองไม่อยากบอกว่าเพราะใครนะ เขาก็ต้องช่วยเหลือตัวเองถ้าเราไม่ช่วยแล้วเราจะไปบอกว่าเขาเป็นของเราได้หรือ? ถ้าเราไปใต้เนี่ยเราจะไปเอาแต่วิวทะเลใช่ไหม ไม่ได้ไปดูวิถีชีวิตวัฒนธรรมเขาเลยนะแล้วเราก็ไม่สนใจด้วย ถ้าไม่สนใจหรือไปสัมผัสจะเข้าใจได้ยังไง ถ้าเห็นแก่ตัวว่าไม่ใช่เรื่องของคุณ ประเทศมันก็พัฒนาไปไม่ได้เพราะคนไม่เข้าใจกัน แต่ว่าเราก็ไม่ใช่หนังอุดมการณ์แบบนั้นหรอกนะ” นิสาบอกยิ้มๆ

สิ่งที่เธออยากให้ทุกคนไปดูในหนังของพวกเธอคือ ทัศนคติและความคิดที่สั่งสอนกันในสังคมของคนใต้และวิถีทางการเกื้อกูลกัน ไม่ว่าโดยตรงและโดยอ้อม จากหน่วยเล็กไปหาหน่วยใหญ่ในสังคม ร้อยเรียงกันไป

“โดยเริ่มจากครอบครัว สังคมมันจะอยู่รอดถ้าพึ่งพาอาศัยกัน ถ้าไม่เห็นแก่ตัวซะแล้วก็รอด”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์