สัตว์น่ารักจากโลกน้ำแข็ง

Home / ข่าวหนัง / สัตว์น่ารักจากโลกน้ำแข็ง

 สวัสดีค่ะแฟนานุแฟนที่ติดตาม ไทยรัฐ ซันเดย์ สเปเชียล ทุกท่าน โลกเราทุกวันนี้ดูจะแปลกไปนะคะ เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เอาแน่เอานอนไม่ค่อยจะได้ แต่ก็มีอยู่บางแห่งเหมือนกันที่ดูเผินๆแล้วจะไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงกับใครเขา นั่นคือบริเวณ ขั้วโลก ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็เป็นดินแดนแห่งน้ำแข็งอยู่ตลอดกาล

แต่จะเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า เดี๋ยวจะเฉลยให้ได้รับทราบกันค่ะ

ก่อนจะบอกเล่าเก้าสิบถึงสถานการณ์อากาศขั้วโลก เห็นทีจะต้องเล่าแจ้งแถลงไขกันก่อนว่า โลกเรานี้มี 2 ขั้ว ขั้วโลกเหนือ อยู่บริเวณมหาสมุทร อาร์กติก ที่นี่เย็นจัดจนน้ำเป็นน้ำแข็งมหึมา ในขณะที่ขั้วโลกใต้นั้น อยู่บนทวีปแอนตาร์กติกา ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ก็เป็นน้ำแข็งเหมือนกัน สรุปว่าขั้วโลกทั้งด้านบนและด้านล่าง ล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่สีขาว เพราะมองไปทางไหนก็เจอะแต่น้ำแข็งทั้งนั้น

ด้วยอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็งมาก ทำให้ยากจะเชื่อได้ว่ามี สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ บริเวณขั้วโลกได้ แต่เอาเข้าจริง ก็มีสัตว์หลายชนิดที่ยึดเอาขั้วโลกเป็นแหล่งพักพิง และส่วนใหญ่เป็นสัตว์ที่น่ารักน่าชังเสียด้วย อย่างที่รู้จักมักคุ้นกันดี เช่น หมีขาวขนปุกปุยที่มีบ้านอยู่ขั้วโลกเหนือ และนกเพนกวินที่ใช้ขั้วโลกใต้ เป็นเรือนตาย

เมื่อพูดถึงนกเพนกวินแล้ว บางคนบอกว่าไม่น่าจะเรียกว่านก เพราะบินก็ไม่ได้ เอาแต่เดินทำท่าดุ๊กดิ๊กๆ แต่นั่นก็เป็นเพราะสิ่งที่เรียกว่า วิวัฒนาการ กล่าวคือ เพนกวินได้ดัดแปลงอวัยวะที่เคยใช้ในการบิน ซึ่งก็คือปีกให้กลายเป็นอวัยวะที่ช่วยในการว่ายน้ำ เพราะบ้านที่อาศัยอยู่คือมหา สมุทร อาหารการกินก็อยู่ในน้ำทั้งนั้น ถ้าว่ายน้ำไม่เป็นก็เห็นทีจะอดตาย ว่าแล้วจะบินไปทำไมให้ เหนื่อย เจ้าเพนกวินก็เลยขอเอาดีทางว่ายน้ำจะดีกว่า

ย้อนขึ้นไปที่ขั้วโลกเหนือ หมีขาว หรือหมีขั้วโลก (โพลาร์ แบร์) เป็นหนึ่งในพี่เบิ้มที่สำคัญของย่านนี้ หมีขั้วโลกเป็นนักว่ายน้ำที่ใช้ได้ เวลาดำผุดดำโผล่เพื่อไล่จับอาหารนั้น ปราดเปรียวจนยากจะเชื่อว่าเป็นหมีอ้วนๆเลยทีเดียว ส่วนสีที่ออกโทนขาวล้วนนั้น แต่เดิมมันเคยเป็นหมีสีน้ำตาลมาก่อนค่ะ แต่เมื่อมาใช้ชีวิตอยู่ในทุ่งน้ำแข็งสุดลูกหูลูกตาแห่งขั้วโลกเหนือ ก็เลยปรับตัว เปลี่ยนสีขนจนกลายเป็นสีขาว ซึ่งช่วยพรางไม่ให้ใครมองเห็นง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นศัตรู หรือเหล่าสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่เป็นเหยื่อในฐานะอาหาร

พูดเรื่องสีแล้ว เหล่าสัตว์ขั้วโลกเป็นพวกที่เปลี่ยนสีกันเป็นว่าเล่นทีเดียว อย่างอาร์กติกฟ็อกซ์ หรือหมาป่าขั้วโลกนั้น จะเปลี่ยนจากสีน้ำตาลเทาในช่วงหน้าร้อน เป็นสีขาวในฤดูหนาว ด้วยจุดประสงค์ คือไม่ให้เหยื่อเห็นได้ง่ายๆ

แต่จะเปลี่ยนกันเฉพาะผู้ล่าก็กระไรอยู่ ผู้ถูกล่าเองก็มีวิวัฒนาการเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าอาร์กติกแฮร์ สัตว์ตัวเล็กๆคล้ายกระต่าย หรือตัวเออร์ไมน์ ที่เหล่าไฮโซฝรั่งชอบถลกหนังมาทำเป็นเสื้อผ้าขนสัตว์ ก็ขอแปลงโฉมจากสีน้ำตาลเป็น สีขาวในช่วงที่มีหิมะโพลนไปทั่วทุ่งเหมือนกัน เพื่อพรางไม่ให้เหล่าสัตว์นักล่าเห็นได้ชัดนัก เรียกว่า ต่างฝ่ายต่างหลบกันงั้นเถอะ

นอกจากพฤติกรรมในเรื่องการล่า และถูกล่าแล้ว สัตว์ขั้วโลกเหล่านี้ก็ยังมีนิสัยแปลกๆ อย่างหมาป่าขั้วโลกนั้น พออากาศเย็นทีไร ก็จะขดตัวเป็นก้อนกลมๆ แล้วเอาหางยาวๆมาปิดหน้าปิดจมูกไว้ เรียกว่ามีหางยาวปุกปุยก็ดีอย่างนี้ ช่วยกันหนาวได้เป็นอย่างดีทีเดียว ส่วนอุ้งเท้าก็มีขนนุ่มๆช่วยให้เดินบนหิมะได้สบายๆไม่ลื่นปรื๊ด…ลื่นปรื๊ด…แถมยังอุ่นอีกต่างหาก

ด้านอาร์กติกแฮร์นั้น อย่างที่บอกแล้วว่าเป็นสัตว์ตัวจ้อยคล้ายกระต่าย แต่ที่แตกต่างคือ หูสั้นกว่า และหูที่สั้นนี่เองที่เป็นตัวช่วยสำคัญ ทำให้ไม่ หนาว เพราะตามปกติของสัตว์พวกนี้จะมีเส้นเลือดมาเลี้ยงที่หูมาก และทำให้เสียความร้อนในร่างกายได้ง่าย แต่พอหูสั้นลง ก็ไม่ค่อยจะเสียความร้อน แถมเจ้าพวกนี้ยังมีนิสัยเป็นสัตว์สังคม ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ก็ทำให้อุ่นได้ไปอีกแบบ เสียแต่ว่าขี้ตกใจ เพราะฉะนั้น พอเจอะศัตรูทีไร แทนที่จะรวมกลุ่มสู้ กลับแตกกระเจิงไปคนละทิศละทางอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีอุ้งเท้าใหญ่ พร้อมขนหนา ที่ให้ทั้งความอบอุ่น และทำให้วิ่งเร็ว เท้าไม่จมลงไปในหิมะเหมือนเวลาคนเราเดินกันพรวดๆ

เห็นเจ้าอาร์กติก แฮร์ไม่ค่อยสู้อย่างนั้น อย่านึกว่าชีวิตที่ขั้ว โลกจะหวานหมูสำหรับสัตว์นักล่า เพราะเหยื่อที่ยืนหยัดไม่ยอมถอยก็มีเหมือนกัน อย่างวัวขั้วโลก ที่เรียกว่า มูสค์ พวกนี้ชอบยืนเบียดให้ไออุ่นแก่กันและกัน และหากมีศัตรูอย่างหมาป่าบุกเข้ามาทีไร มูสค์ก็จะยืนล้อมพวกลูกเล็กเด็กแดงเอาไว้ไม่ให้หมาป่ามาพรากไปง่ายๆ เป็นเทคนิคการต่อสู้แบบหนึ่งที่ทำให้คนได้เห็นคำว่า สามัคคี เป็นตัวอย่าง

ส่วนการต่อสู้กับความหนาวนั้น มูสค์อาศัยขนที่มี 2 ชั้น ชั้นนอกเป็นขนยาวถึงพื้น ส่วนชั้นในเป็นขนที่เปลี่ยนได้ คือหน้าร้อนจะสั้นหน่อย แต่พอหน้าหนาว ขนจะงอกมาหนาขึ้น บางทีหนาตั้ง 3-4 นิ้วเลยทีเดียว

แต่หากจะพูดถึงการปรับตัวที่ต้องถือว่า สุดๆ จริงๆ เห็นทีต้องยกนิ้วให้กระรอกดินอาร์กติก เจ้าพวกนี้มักจะขุดรู สร้างอุโมงค์มากมายไว้ใต้ดิน พอฤดูร้อนก็จะกิน…กิน…กิน เพื่อเก็บสะสมอาหารไว้ยามนอนหลับ

ใช่แล้ว…พวกมัน จำศีล เป็นการจำศีลที่นักชีววิทยาลงความเห็นว่า เป็นการจำศีลแท้ๆต่างกับสัตว์อื่นๆในขั้วโลก ที่จำศีลเทียม คือได้แต่ นอนนิ่งๆเพื่อประหยัดพลังงาน แต่กระรอกดินอาร์กติกจำศีลแบบเอา จริงเอาจัง ตั้ง 7 เดือน ที่ขดตัวกลม หลับลึก หัวใจเต้นช้า อุณหภูมิร่างกายลดลงมาอย่างมาก เหนือจุดเยือกแข็งไปนิดเดียว และจะออกจากโพรงมาอีกทีก็เมื่ออากาศอุ่นกำลังเหมาะ

อันว่าโพรงใต้ดินนี้ เป็นที่อาศัยของสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะพวกที่ตัวเล็กๆอย่างเลมมิ่ง ที่พอหนาว มาเยือนก็จะหายซ่า เข้าไปอยู่ในอุโมงค์ใต้น้ำแข็งแบบเจียมเนื้อเจียมตัว แต่พอหน้าร้อนมาถึง ก็ค่อยทำซ่ามาหากินข้างนอกได้ใหม่

แล้วพวกตัวใหญ่ๆล่ะ จะทำยังไงเวลาหนาว ไม่ยาก…ไม่ยาก ดูพี่วอลลัสเป็นตัวอย่าง ด้วยขนาดใหญ่โตมโหฬาร บางตัวหนักตั้งตันครึ่ง แต่พอบทจะปรับตัวก็ปรับได้รวดเร็ว จากผิวหนังหนาสีชมพูอมน้ำตาลในหน้าร้อน ก็จะมีสีอ่อนลงในฤดูหนาว เพราะเส้นเลือดที่ผิวหนังเกิดการหดตัวเนื่องจากวอลลัสปรับระบบหมุนเวียนเลือด เพื่อช่วยกักเก็บความร้อนในร่างกายไว้

นอกจากนี้ การมีผิวหนาก็ทำให้วอลลัสสามารถนอนบนพื้นน้ำแข็งเย็นเจี๊ยบได้สบายๆไม่เคยบ่น และด้วยขนาดร่างกายอันตุ๊ต๊ะตุ้มตุ้ยนั้น แม้จะทำให้ มองเผินๆแล้วหลายคนหัวเราะเยาะว่าเดินไปไหนก็อุ้ยอ้าย แต่ลองดูในน้ำซะก่อนเถอะ วอลลัสของเราว่ายน้ำคล่องปรื๋อ หากินปลาเล็กปลาน้อยได้สบายใจเฉิบเชียวละ

ย้อนกลับไปที่พวกตัวเล็กๆอีกหน อย่างแมลง…ช่ายแล้ว…ขั้วโลกก็มีแมลงอยู่กับเขาด้วยเหมือนกัน จากการศึกษาพบว่า แมลงขั้วโลกมีลักษณะพิเศษ ด้วยลักษณะทางเคมีภายในเลือดที่มีสารโปรตีนต่อต้านความเย็น ไม่งั้นเลือดคงแข็งไปหมด (ส่วนคนเราที่มีนิสัยเป็นพวกเลือดเย็นนั้น ไม่จำเป็นต้องมาจากขั้วโลก แต่เวลาอากาศร้อนๆก็เป็นกันได้ สรุปแล้ว คนเรานี่แหละที่แปลกกว่าสัตว์อื่น)

แต่เห็นสัตว์ขั้วโลกเก่งในเรื่องการปรับตัวกันขนาดนี้ เอาเข้าจริงๆ เมื่อเวลาลำบากที่สุดมาเยือน พวกมันก็เอาไม่อยู่เหมือนกัน ดังที่ได้เกริ่นไว้ข้างต้นว่า จริงหรือที่ขั้วโลกเป็นสถานที่ที่ไม่เคยเปลี่ยน

ถึงตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นจุดไหนในโลก ต่างก็กำลังเปลี่ยน แถมยังเป็นการเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และรุนแรง จากความน่ากลัวของภาวะ โลกร้อน ซึ่งเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ น้ำแข็งที่เคยมีปริมาณมหาศาลในขั้วโลก กำลังลดลงไปเรื่อยๆ และสัตว์ที่ยึดเอาดินแดนสีขาวเป็นบ้าน ก็ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงนี้ และคาดว่า สัตว์หลายชนิดอาจจะถึงคราวสูญพันธุ์ได้ ยกเว้นเสียแต่ว่า พวกมันอาจจะต้องปรับตัวหนีตายด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้สามารถต่อสู้กับความโหดร้ายที่มนุษย์หยิบยื่นให้ ในขณะที่คนซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการทำให้โลกร้อนก็จะต้องช่วยกันลดปัญหา และทำความ เข้าใจ กับความเป็นไปของโลก และสัตว์ร่วมโลกให้มากขึ้น

ว่าแล้ว ทีมผู้สร้างสารคดีดังเรื่อง March of the Penguins ซึ่งเคยนำเสนอเรื่องราวของนกเพนกวิน ก็ได้เข้าไปติดตามชีวิตของแม่ช้างน้ำ และหมีขาวแห่งขั้วโลกเหนือ ถ่ายทอดออกมาเป็นสารคดีที่น่าติดตาม อีกเรื่องหนึ่งคือ อาร์กติก เทล มหัศจรรย์ชีวิตโลกน้ำแข็ง (Arctic Tale) ที่จะบอกถึงเรื่องราวอันน่ารักแห่งพัฒนาการ และอะไรจะเกิดขึ้น หากโลกน้ำแข็งค่อยๆละลายไปทีละน้อย…

แล้วเรายังจะเฉยเมยกับภาวะโลกร้อนนี้ได้หรือ??

ทีมงาน ต่วย’ตูน

ที่มาจากหนังสือพิมพ์

 
http://www.thairath.co.th/news.php?section=specialsunday08&content=94326