ต้องมนต์แสดง “ก้อย”ชี้ ปฏิบัติคือครู

Home / ข่าวหนัง / ต้องมนต์แสดง “ก้อย”ชี้ ปฏิบัติคือครู

คอลัมน์ คุยกับดาว
อนงค์ จันทร เรื่อง

ด้วยเสียงที่น่าฟัง บวกกับหน้าตาที่น่ารักแสนหวาน ทำให้ดีเจ.สาวแห่งคลื่นเอฟ.เอ็ม. 104.5 แฟต เรดิโอ “ก้อย”รัชวิน วงศ์วิริยะ เป็นที่รู้จักได้ไม่ยาก

แต่สิ่งที่ทำให้สาวก้อยเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ต้องยอมรับว่าไม่พ้นงานแสดงภาพยนตร์เรื่อง “รัก/สาม/เศร้า” ที่กำลังลงโรงฉาย มีหลายคนสงสัยว่า “ก้อย” คือใคร มาจากไหน แล้วเคยทำอะไรมาก่อน วันนี้เรามาทำความรู้จักกับเธอให้มากยิ่งขึ้นดีกว่า

เริ่มเข้าวงการตั้งแต่เมื่อไหร่?
ก้อย – “งานแรกคือเป็นพิธีกรรายการ “ทีน เซ็นเตอร์” ตอนนั้นเรียนจบม.6 ใหม่ๆ มีคนชวนไปแคสต์แล้วก็ได้งานนี้มา จากนั้นก็มีงานถ่ายแบบ มีเงินไปกินขนมโดยไม่ต้องรบกวนคุณพ่อคุณแม่ตั้งแต่ปี 2 ณ ตอนนั้นก็ไม่คิดจะก้าวเข้าทำงานตรงนี้แบบเต็มตัว คิดแค่เป็นงานอดิเรก เพราะความฝันคืองานดีเจ. คิดว่าพอเรียนจบจะมุ่งไปงานดีเจ.”

อะไรที่ทำให้อยากเป็นดีเจ.?
ก้อย – “ก้อยบ้านไกล ใช้เวลาเดินทางจากบ้านไปโรงเรียนถึง 2 ชั่วโมง สิ่งที่อยู่กับก้อยตลอดคือวิทยุ แล้วก้อยรู้สึกว่าดีเจ.เป็นอาชีพที่มีเสน่ห์มาก ยุคนั้นเพื่อนๆ เขาอยากเป็นครูเป็นหมอ แต่ก้อยอยากเป็นดีเจ. ซึ่งแปลกที่สุดแล้ว”

แล้วได้มาเป็นดีเจ.ตอนไหน?
ก้อย – “ตั้งแต่ปี 3 จัดที่คลื่นแฟตเรดิโอเลย ช่วงนั้นมีรุ่นพี่ชวนไปถ่ายแบบถ่ายเอ็มวี ได้ลงนิตยสารก็ให้สัมภาษณ์ว่าฝันอยากเป็นดีเจ. พี่เต็ด-ยุทธนา(บุญอ้อม) มาอ่านเจอ เลยชวนให้ไปทำเดโมดู แล้วก็ผ่าน ได้มาทำตั้งแต่ตอนนั้น ก้อยโชคดีที่ได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ ก่อนอื่นเรามีความฝันที่มุ่งมั่นว่าต้องทำให้ได้ และคิดว่าถ้าไม่ได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ตรงนี้ ก็จะพยายามทำตามความฝันให้ได้ แต่โชคดีที่ความฝันของเรามาเร็ว มาตั้งแต่ที่เรายังเรียนไม่จบ”


ก้อย—> เป้… ฮ่วย (ภาพจาก แฟต เวิร์ดเพรส)

อยากเป็นดีเจ.มาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ได้เป็นแล้ว ถือว่าทำความฝันสำเร็จไหม?
ก้อย – “มาถึงตรงนี้รู้สึกว่าได้ทำความฝันๆ หนึ่งของเราสำเร็จ แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าชีวิตต้องจบ คือคนเราฝันได้หลายอย่าง ดีเจ.เป็นเป้าหมายหนึ่ง แต่ช่วงชีวิตก้อยก่อนจะก้าวมาเป็นดีเจ.เจออะไรมาเยอะแยะ รู้สึกว่าชีวิตมีอะไรน่าค้นหาอีกมาก ก้อยได้แสดงละครเวที ได้เรียนการแสดง หลงรักงานแสดง รู้สึกว่างานแสดงเป็นอะไรที่น่าหลงใหล แต่เรายังไม่รู้จักหรือเข้าใจมันอย่างแท้จริง มันเป็นสิ่งที่ต้องค้นหา”

“จนมาตอนนี้มีอีกเป้าหมายหนึ่งที่ก้อยได้ทำอาชีพเบื้องหลัง มาเป็นแอ๊กติ้งโค้ชให้นักแสดงเรื่อง “เด็กหอ” บังเอิญว่าผู้กำกับฯ เขารู้ว่าเราอยากทำอาชีพนี้ก็เลยให้ลองทำ ซึ่งตอนนั้นเป็นงานแรกของก้อย และเราไม่เก่งจึงไม่สามารถเรียกว่าเป็นอาชีพของก้อยได้ ตอนนั้นก้อยยังเด็ก เรียนอยู่แค่ปี 3 เอง”


ถ่ายแบบลงดีดีที เล่มนี้ แจ่ม

พอได้มาอยู่เบื้องหน้าในตอนนี้แล้วเป็นอย่างไร?
ก้อย – “สอนคนอื่นกับมาเล่นเองไม่เหมือนกันเลย การที่ก้อยได้มาอยู่เบื้องหน้ามันเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ อีกหนึ่งวิธีการเรียนของก้อย เพราะพอก้อยได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากตรงนี้ พอถึงวันหนึ่งก้อยจะได้เอาไปถ่ายทอดให้คนอื่นๆ ได้ดีกว่าการที่ก้อยเรียนอย่างเดียว แต่ไม่ได้เอามาใช้ ถ้ามีแต่ความรู้อย่างเดียว แต่ไม่ได้มาถ่ายทอด ไม่ได้มาแสดงจะไม่มีวันเก่งขึ้นเลยล่ะ การที่เราได้เล่นมันเป็นประสบการณ์จริง มันดีกว่าการที่เราเรียนอย่างเดียวแล้วไม่ได้เอามาปฏิบัติ อยากจะบอกว่าการปฏิบัติคือครูที่ดี พอมาเล่นเองเรายังรู้สึกว่าเรายังเล่นได้ไม่ค่อยดี ต้องพัฒนาต่อไป” 
 
ภาพยนตร์เรื่อง “รัก/สาม/เศร้า” ถือเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตไหม?
ก้อย – “อาจจะเป็นอย่างนั้น อาจจะทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น แต่ถามว่าจากเรื่องนี้ทำให้เราเกิดมั้ย ก้อยคงต้องให้คนอื่นเป็นคนตัดสินมากกว่าในแง่ของการแสดง แล้วเราก็ถือว่าเรายังใหม่เรื่องการแสดง ดูเหมือนผ่านงานมาเยอะ เป็นแอ๊กติ้งโค้ชเล่นละครเวทีมาเยอะ แต่พอมาแสดงเอง ก้อยว่าก้อยยังใหม่มาก แล้วก็มีเรื่องที่เราต้องเรียนรู้อีกเยอะมาก”

จากภาพยนตร์ได้มาเล่นละคร “ดิน น้ำ ลม ไฟ” เป็นไงบ้าง?
ก้อย – “มันทำให้ก้อยรู้สึกว่าตัวเองชอบงานแสดงมากเลย เหมือนเราไปอยู่อีกโลกหนึ่ง มีมนต์บางอย่างทำให้เราลืมทุกอย่าง พอหลุดไปอยู่ตรงนั้นเราจะมีสมาธิแล้วคิดว่าเราคือตัวแสดงตัวนั้น พอมาเล่นละครได้มีโอกาสไปเรียนการแสดงกับหม่อมน้อย (ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล) ท่านเป็นคุณครูที่ทำให้ก้อยเข้าใจการแสดง ไม่ได้บอกว่าถ่องแท้นะ แต่เป็นการทำให้เราเห็นแง่มุมในการแสดงที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน มันทำให้ก้อยเข้าใจมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นงานแสดงหรือการใช้ชีวิตอยู่ในวงการ”


รูปสมัยงานแฟตเฟส7

ตอนนี้งานแสดงมีเข้ามามากขึ้น งานดีเจ.ล่ะเป็นอย่างไร?
ก้อย – “ตอนนี้ก็มีจัดอยู่ค่ะ ก็พยายามประคองตรงนี้ให้ดีที่สุด แต่ถ้าถึงจุดหนึ่งก็บอกไม่ได้ว่าจะยังไง ตอนนี้ยังมีแรงที่จะทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกันได้ แต่ถ้าวันหนึ่งไม่สามารถทำได้ทั้งคู่ แน่นอนว่าก็ต้องเลือก แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งตรงนั้นไปเลย วันหนึ่งเรามีโอกาสก็สามารถกลับไปทำตรงนั้นได้อีก”

วางแผนกับงานในวงการบันเทิงไว้อย่างไรบ้าง?
ก้อย – “อยากเห็นวงการบันเทิงพัฒนาค่ะ คือทุกวันนี้ละครบ้านเรามีแต่ความบันเทิง แต่มาตรฐานหรือคุณภาพมันเริ่มถอยลง ดังนั้น ถ้ามีคนสักคนหรือกลุ่มหนึ่งพยายามทำให้มาตรฐานมันดีขึ้น ก้อยก็อยากเป็นหนึ่งในนั้นที่ทำผลงานที่ดีออกมาสู่สายตาคน ถ้าไม่ใช่ในฐานะนักแสดงก็ฐานะคนเบื้องหลัง ซึ่งในอนาคตถ้าก้อยอิ่มตัวกับการแสดงหรือถึงจุดหนึ่งก็คงมาทำงานเบื้องหลัง มาช่วยให้วงการบันเทิงบ้านเราดียิ่งขึ้น รวมถึงละครเวทีที่เป็นศาสตร์ที่ก้อยชอบ อยากช่วยพัฒนาให้คนมาเสพงานตรงนี้และทำให้มันเป็นสื่ออีกอย่างหนึ่งที่คนไทยหลงใหลค่ะ”

แล้วพวกเราจะรอ


“หวาน”กลบ”ห้าว”

เพราะเป็นน้องคนสุดท้อง มีพี่ชายถึง 2 คน จึงทำให้ “ก้อย”รัชวิน วงศ์วิริยะ ในวัยเด็ก ค่อนข้างแก่นเซี้ยวออกไปทางห้าว โดยเจ้าตัวย้อนอดีตให้ฟังว่า

“ตอนเด็กๆ ซนมาก แก่นแก้วมาก ด้วยความที่ก้อยมีพี่ชาย 2 คน เล่นอะไรก็เล่นกันแรงๆ เวลาอ่านการ์ตูนก็อ่านการ์ตูนผู้ชาย ทำอะไรเหมือนผู้ชายจนเข้าโรงเรียนก็เล่นกีฬาแบบผู้ชาย ทำให้ช่วงหนึ่งหลายคนสงสัยว่าตกลงเป็นผู้หญิงหรือทอมกันแน่ (หัวเราะ)”
 
ช่วงนั้นก้อยบอกเธออยู่ประมาณป.4 มีเพื่อนผู้หญิงมาชอบ จนต้องบอกปัดพัลวันว่าเธอไม่ใช่ “ทอม”

ก็แหม…จะไม่ให้เข้าใจผิดได้ยังไง ขนาดเวลามีงานโรงเรียน แต่ละห้องจะส่งการแสดงประเภทหวานแหวว รำอวยพร รำดอกบัวตูม แต่ของน้องหนูน่ะกลับแต่งตัวเลียนแบบวง “ยูเอชที” เต้นแมนๆ ฮาๆ ทำเอาคนขำก๊าก

จากสาวห้าวกลายเป็นสาวหวาน เมื่อ “ก้อย-รัชวิน” เปลี่ยนจากใส่แว่นมาใส่คอนแท็กเลนส์ตอนที่เลื่อนชั้นอยู่ม.ปลาย ช่วงนี้นี่แหละที่รุ่นพี่เริ่มมองเห็นแววในตัวเธอ เลยลากถูให้มาเป็นลีดเดอร์ซะเลย

หลังเรียนจบมัธยมปลายแล้ว เธอก็สอบเอ็นทรานซ์ติดคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ตามที่ตั้งเป้าไว้ “ตอนนั้นฝันอยากเป็นดีเจ. แล้วรู้ว่ามหาวิทยาลัยที่สอนเกี่ยวกับเรื่องวิทยุโทรทัศน์ก็คือนิเทศฯ จุฬาฯ เลยตั้งเป้าจะเข้าคณะนี้ให้ได้ เลยตั้งใจเรียนและก็สอบเอ็นทรานซ์ได้ในที่สุด”

“แต่เพราะเรียนโรงเรียนหญิงล้วนมาตลอด พอเรียนมหาวิทยาลัยช่วงแรกยังปรับตัวไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยกล้าคุยกับเพื่อนผู้ชาย ใครไม่มาคุยกับเราก่อนเราก็จะไม่คุยด้วย ซึ่งภาพลักษณ์ภายนอกคนมองจะคิดว่าเราเรียบร้อยเป็นผู้ญิ้งผู้หญิง เป็นสาวหวาน แต่ลึกๆ เรายังซนเหมือนเดิม”

ถึงจะซนยังไง แต่ความหวานก็ยังสะดุดตา “ตอนนั้นก็โดนพี่ๆ จับให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ให้เล่นเป็นนางเอกละครเวที แล้วก็ยังให้เป็นตัวแทนนิสิตอัญเชิญถ้วยฟุตบอลประเพณี ตั้งแต่เข้าปีหนึ่งก็จะกลายเป็นเด็กกิจกรรม มีคนรู้จักพอสมควรค่ะ”

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ที่อยู่ในวงการมายา ความโดดเด่นของผู้หญิงที่ชื่อ “ก้อย-รัชวิน” ก็ยังเจิดจรัสไม่คลาย


ความรักไม่ใช่อนาคต-แต่เป็นปัจจุบัน

คบหาดูใจแฟนหนุ่ม “เป้”อารักษ์ อมรศุภสิริ มาปีกว่า ตลอดระยะเวลาที่คบกัน “ก้อย-รัชวิน” ยอมรับว่าเป็นช่วงที่ต้องปรับตัว

“จากที่เราเป็นเพื่อนกัน พอมาคบกันมันก็ต้องปรับตัวบ้าง เพราะคนเราไม่ได้เหมือนกันซะทุกอย่าง แต่ส่วนใหญ่ค่อนข้างเข้ากันได้”

แย็บถามว่าเป้ขี้หึงไหม ก้อยพยักหน้า “ค่อนข้างขี้หึง เป็นเรื่องเดียวที่เป้ขอ เป้บอกว่าเป้อาจจะดูมากนิดหนึ่ง แต่ก็ใช่ว่าเขาจะหึงพร่ำเพรื่อนะ เขาเป็นคนที่มีเหตุผล แล้วก้อยเป็นคนที่ค่อนข้างวางตัวกับเพื่อนผู้ชายอยู่แล้ว”

การคบหาดูใจกัน คู่รักบางคู่มีการตั้งกฎหรือข้อห้าม แต่คู่ของ “ก้อย-เป้” บอกไม่ต้อง ทว่าเป็นการเคารพซึ่งกันและกันมากกว่า

“ก้อยรู้สึกว่าคนคบกันถ้ามีข้อห้ามมันเป็นการจำกัดกรอบ แต่อย่างเราถ้าต่างฝ่ายไม่พอใจ เราก็จะมาพูดกัน แล้วก็ต้องคิดได้เองว่านี่นะเป็นสิ่งที่เขาไม่ชอบแล้วก็จะไม่ทำอีก เราพยายามจะคบกันแบบผู้ใหญ่”

ว่าแต่เป้ขี้หึง แล้วก้อยล่ะ เจ้าตัวค้อนหนึ่งทีก่อนตอบ “ก้อยเป็นคนขี้งอนค่ะ”

“กับคนอื่นจะไม่งอน แต่พอเป็นเขา อะไรที่ทำกับคนอื่นไม่ได้ก้อยก็จะมาลงที่เขา ของอนนิดหนึ่ง แต่งอนอย่างมีเหตุผลนะ ไม่พร่ำเพรื่อ ประมาณงอนให้เขาง้อนิดหนึ่ง แต่พองอนมากเกินไป เขาก็จะงอนกลับ กลายว่าเราต้องกลับไปง้อเขา เพราะเราต่างมีนิสัยเด็กกันอยู่ ดังนั้น จึงต้องค่อยๆ ปรับ”

“ก้อยว่าเวลามันจะทำให้เราโตขึ้น เหมือนช่วงเวลาที่เราคบกันมันก้ำกึ่งระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ในมุมผู้ใหญ่ของเราคือต่างคนต่างมีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ แต่ในนิสัยต่างคนก็ยังมีมุมเด็กๆ ค่ะ”

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า งานมักไปด้วยกันไม่ได้กับเรื่องความรัก เมื่อไหร่ที่งานรุ่ง ความรักมักแป้ก แต่ถ้ารักรุ่ง งานกลับแย่ แต่ในคู่ของก้อย เธอยืนยันว่า

“ก้อยกับเป้รู้สึกว่าทั้งงานกับเรื่องนี้มันไปด้วยกันได้ดี เหมือนกับว่าเราเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน ก้อยว่าทั้งสองอย่างมันควบคู่ไปด้วยกันได้ค่ะ”

ส่วนการวางแผนในเรื่องความรักครั้งนี้นั้น ก้อยปฏิเสธ “ไม่มีการวางแผนค่ะ (หัวเราะ) ก้อยเคยมีความรักแล้ววางแผน แล้วมันไม่เป็นไปตามแผน มันไม่มีความสุข แต่พอมาถึง ณ จุดหนึ่งก้อยรู้สึกว่าตัวเองมีวุฒิภาวะที่เริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ เริ่มจะสร้างความมั่นคงของตัวเองและครอบครัว ความสัมพันธ์ของก้อยจำเป็นที่จะต้องจริงจังกว่าแต่ก่อน”

“ถ้าเรามัวไปคาดหวังกับอนาคต แต่ทุกวันนี้เรายังทำไม่ได้ดี ก้อยอยากจะบอกว่าเราทำวันต่อวันให้ดีที่สุดดีกว่า เพราะความรักมันไม่ใช่อนาคต ความรักมันเป็นปัจจุบัน แล้วถ้าเราทำทุกวันให้มันดี เมื่อนั้นอนาคตจะดีขึ้นมาเอง แล้ววันนั้นเราจะได้คำตอบว่ามันจะเป็นอย่างไร”

“ก้อยไม่อยากคาดหวังอะไรว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนค่ะ”


ภูมิใจ”รัก/สาม/เศร้า”

ผ่านงานในวงการบันเทิงมาหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา ร้องเพลง ดีเจ. เล่นหนัง เล่นละคร แต่ผลงานที่ “ก้อย”รัชวิน วงศ์วิริยะ ยกให้เป็นชิ้นโบแดง เธอว่า

“คงจะเป็นหนัง “รัก/สาม/เศร้า” ที่ได้ร่วมงานกับพี่ต้อม-ยุทธเลิศ เพราะเขาเป็นผู้กำกับฯ ที่เราชื่นชอบในผลงาน และการที่ได้มาร่วมงานกับน้องพีค(ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ) แล้วก็เป้(อารักษ์ อมรศุภสิริ) รวมถึงบทหนังในเรื่อง อ่านแล้วชอบ พอได้ร่วมงานจริงๆ เจอทีมงานน่ารัก เหมือนพี่น้อง เวลาไปแล้วมีความสุข รู้สึกว่างานเบื้องหลังมันดีมาก ยิ่งออกสู่สายตาผู้ชมคนดูชอบเราก็ภูมิใจ ภูมิใจในตัวหนังและก็ภูมิใจในตัวเองที่มีโอกาสมารับบทในหนังเรื่องนี้ด้วยค่ะ”


 

ชื่อเล่น : ก้อย
ชื่อ/นามสกุล : รัชวิน วงศ์วิริยะ
วัน/เดือน/ปีเกิด : 18 ม.ค. 2527
บิดา/มารดา : ธงชัย/ศลีนา
พี่น้อง : มีพี่ชาย 2 คน “กบ-กวิน/กุ้ง-รวิน”
การศึกษา : เรียนอนุบาล-ประถมฯ-มัธยมฯ ที่ร.ร.ราชินีบน ปริญญาตรีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ

ที่มาจากหนังสือพิมพ์
ภาพประกอบอื่นๆ จากลิ้งค์นี้ๆๆๆๆๆๆ นะครับ
http://www.intania83.com/forums/lofiversion/index.php/t36.html
http://fatradio.wordpress.com/

ผมเคยคลั่งตายไปตั้งแต่สมัยเป็นนางฟ้า จัดรายการเพลงอยู่ที่ แฟทเรดิโอ 104.5 ชอบตอนผมยาวๆมากกว่านะ