“เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์” หันโฟกัส “บันเทิง”ในบ้าน

Home / ข่าวหนัง / “เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์” หันโฟกัส “บันเทิง”ในบ้าน

“เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์” เดินหน้าต่อยอดคอร์บิสซิเนส หันโฟกัสธุรกิจโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์รุกเข้าสู่บันเทิงในบ้าน หวังเพิ่มแวลูเชนธุรกิจหนังครบวงจรได้อย่างแท้จริง พร้อมครีเอตตลาดให้มีโมเมนตัม-ดีมานด์ตลอดเวลา คาดเห็นภาพชัดเจนได้ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า มั่นใจตัวเลขรายได้รวมปีนี้ยังเติบโตได้ 15-20%

นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศจะดูไม่ค่อยเอื้อต่อบรรยากาศการลงทุนนัก แต่ในเชิงการบริหารจัดการธุรกิจ ในฐานะที่เมเจอร์ฯเป็นผู้นำ จึงต้องมองทุกอย่างระยะยาว เพราะสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ฯลฯ ทุกประเทศทั่วโลกประสบเหมือนกันหมด และเป็นเรื่องที่นักธุรกิจและผู้บริหารทุกคนต้องรู้อยู่แล้ว

ทั้งนี้ ในส่วนของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป ยังมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นโอกาส ในการขยายตลาดและสร้างธุรกิจใหม่ เพื่อต่อยอดธุรกิจโรงภาพยนตร์ ซึ่งเป็นคอร์บิสซิเนส อย่างต่อเนื่องขยับรุกบันเทิงในบ้าน

นายวิชากล่าวว่า เมื่อปลายปี 2550 ที่ผ่านมาบริษัทได้ขยับเข้าสู่ธุรกิจอาหารด้วยการเข้าซื้อกิจการของร้านแมคโดนัลด์ในเมืองไทย จากนั้นก็เข้าถือหุ้นในทราฟฟิก คอร์นเนอร์ โฮลดิ้ง ในสัดส่วน 40.8% พร้อมเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็นเอ็ม พิคเจอร์ ในช่วงต้นปี 2551 และถัดจากนั้นเพียงเดือนเดียวก็ได้เข้าไปลงทุนในบริษัท วีอาร์ ซีนีม่าร์ จำกัด บริษัทผู้สร้างโรงภาพยนตร์รายใหญ่ ประเทศอินเดีย ในสัดส่วน 49% เพื่อทำธุรกิจโบว์ลิ่ง คาราโอเกะในประเทศอินเดีย

ขณะนี้บริษัทได้หันมาโฟกัสกับการทำตลาดธุรกิจโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ หรือบันเทิงในบ้าน ด้วยการนำบริษัทเอ็ม พิคเจอร์เข้าไปซื้อหุ้นร่วมทุนกับแปซิฟิก มาร์เก็ตติ้ง ผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์สู่ตลาดโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ และมีเดีย เน็ตเวิร์ค บริษัทบริหารช่องทางขาย (ค้าปลีก) รายใหญ่ ที่มีสาขาอยู่ในโมเดิร์นเทรดรวม 150 สาขา โลตัส เอ็กซ์เพรส 300 สาขา และเซเว่นอีเลฟเว่นอีก 4,400 สาขา

“การรุกเข้าสู่ธุรกิจโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ครั้งนี้มีอะไรที่สนุกและตื่นเต้นกว่าทำ แมคโดนัลด์ โดยเฉพาะในแง่แวลูเชน เพราะหากทำหนังไทยเข้าฉายในโรงทำเงินได้ 50 ล้านบาท และนำไปทำเป็นวีซีดี-ดีวีดีได้อีก 50 ล้านบาท ผมทำหนังไทยออกสู่ตลาด อีกมหาศาล ตอนนี้ผมทุ่มไม่อั้นอยู่แล้วถ้ามีตลาด”

นายวิชากล่าวต่อไปว่า แต่การจะทำตลาดวีซีดี-ดีวีดีให้ได้ถึง 50 ล้านบาทในวันนี้เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากธุรกิจด้านรีเทลไม่แข็งแรง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ร้านค้าปลีกเพิ่มจาก 150 สาขาเป็น 1,000 สาขา ถึงเวลานั้นการตั้งเป้าขายวีซีดีและดีวีดี 50 ล้านบาทไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป ซึ่งมั่นใจว่าอีก 3-5 ปีจะเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

มุ่ง “ครีเอต” ตลาดเพิ่มดีมานด์ต่อเนื่อง

นายวิชากล่าวด้วยว่า การขยับเข้าสู่ธุรกิจโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ของกลุ่มเมเจอร์ฯครั้งนี้ถือเป็นการครีเอตตลาด ให้มีโมเมนตัมอยู่ตลอดเวลา โดยเข้ามาวางโครงสร้างและบิสซิเนสโมเดลให้ทุกส่วนธุรกิจตั้งแต่ผลิตภาพยนตร์ไทย นำภาพยนตร์ที่ผลิตและนำเข้ามาจำหน่ายผ่านโรงภาพยนตร์ ขายสิทธิ์วีซีดี-ดีวีดี และจำหน่ายสินค้าวีซีดี ดีวีดีผ่านช่องทางค้าส่งและค้าปลีกให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ที่สำคัญยังเป็นธุรกิจที่ช่วยให้ธุรกิจหลัก (โรงภาพยนตร์) มีความแข็งแรงและเติบโตควบคู่กันไปได้อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ยังอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างและยุทธศาสตร์ใหม่ทั้งหมด

“การครีเอตโมเมนตัมที่ว่านี้ถ้าทำได้ตามแผนจะยิ่งสนุกมาก ก็เหมือนกับวันหนึ่งที่หนังไทยกำลังจะตาย แต่เมเจอร์ฯออกมา บอกกับผู้สร้างหนังไทยว่าอย่าหยุดเลย เมเจอร์ฯจะสร้างโรงหนังเพิ่ม 30-40 โรง ทุกปี คนทำหนังก็เอาด้วย ถึงวันนี้หนังไทยก็ไม่ตายแล้ว แถมยังมีศักยภาพในการสร้างรายได้ดีกว่าหนังเทศด้วยซ้ำ เพราะว่ามี โรงหนังเกิดขึ้นในต่างจังหวัดซึ่งเป็นฐานใหญ่ของกลุ่มคนดูหนังไทยเต็มไปหมด” นายวิชากล่าวและว่า

เช่นเดียวกับโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ที่วันนี้มีสินค้าละเมิดออกมามากมายจนผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจถูกต้องกำลังจะตาย แต่ส่วนตัวกลับมองว่าโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ยังมีตลาดและมีโอกาสในการเติบโต เพราะทุกอย่างอยู่ที่การปั้น และไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ไทย อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี มีตลาดหมด เพียงแต่ต้องออกแรงเพื่อครีเอตตลาดเพิ่มขึ้น ที่สำคัญการขยับไปร่วมทุนกับธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาก็เป็นยุทธศาสตร์หนึ่งในการครีเอตตลาดเช่นกัน

 

มั่นใจตัวเลขทั้งปียังโตได้ 15-20%

ไม่เพียงแค่ธุรกิจโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์เท่านั้น นายวิชากล่าวว่า ตนในฐานะผู้บริหารยังคงต้องมองหาธุรกิจใหม่ๆ มาต่อยอดให้กับธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการสร้างอัตราการเติบโตของกลุ่มในวันนี้ต้องโตทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงแค่รายได้จากการขยายตั๋วเท่านั้น ส่วนของธุรกิจ หลักก็ยังเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้ง โรงภาพยนตร์ โบว์ลิ่ง ฯลฯ โดยเฉพาะการลงทุนในทำเลและสาขาที่เป็นสแตนด์อะโลน เพื่อให้สามารถยืนและเติบโตอยู่บนขาของตัวเองได้

ประธานกรรมการบริหาร เมเจอร์ฯ กล่าวอีกว่า โดยในส่วนของโรงภาพยนตร์มีแผนจะลงทุนเฉลี่ย 30-40 โรง และในเดือนสิงหาคมนี้โครงการเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สาขารัตนาธิเบศร์ก็จะเริ่มก่อสร้างแล้ว ขณะที่โครงการรัชโยธิน อเวนิว ก็เปิดให้บริการในบางส่วนแล้ว เหลือเพียงแค่วิลล่า มาร์เก็ต ที่จะเปิดให้บริการได้อีกใน 2 เดือนข้างหน้านี้

จากแผนงานดังกล่าวนี้ทำให้บริษัทยังมีความมั่นใจว่าผลประกอบการรวมในปีนี้จะขยายตัวได้ 15-20% โดยในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาผลประกอบการก็ยังดีกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทำให้เชื่อว่าตัวเลขในครึ่งปีแรกจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ถ้าเทียบกับบรรยากาศทางเศรษฐกิจและจำนวนภาพยนตร์ที่เข้าฉาย และยังเชื่อด้วยว่าตัวเลขครึ่งปีหลังปีนี้จะปรับตัวดีขึ้นกว่าปีที่แล้วเช่นกัน เนื่องจากมีภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่เข้าฉายเป็นจำนวนมาก

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ