แค่คน”คิดสั้นๆ” แต่มีความสุขคนนึง สุกี้ – กมล สุโกศล แคลปป์

Home / ข่าวหนัง / แค่คน”คิดสั้นๆ” แต่มีความสุขคนนึง สุกี้ – กมล สุโกศล แคลปป์

ปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้ว ที่ สุกี้ กมล สุโกศล แคลปป์ ถือกล่องใบเล็กขึ้นมาที่ “มติชน” เพื่อขอรับบริจาคเงินไปมอบให้องค์กรการกุศล โดยจะนำไปสมทบกับอีกส่วนที่จะได้มาจากการรวมกลุ่ม เพื่อนพ้องจัดคอนเสิร์ต ซึ่งทั้งหมดจะมอบให้มูลนิธิรักษ์ไทย

ก่อนหน้านี้สุกี้ว่า ถ้ามีโอกาสเขาก็ช่วยงานการกุศลบ้าง แต่หลังจากออกขี่มอเตอร์ไซค์ตระเวนไปตามที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เขาก็อยากช่วยเหลือให้มากขึ้น

ปีที่แล้วเขาเลือกช่วยช้าง มาปีนี้พอได้เห็นเด็กทรมานจากโรคเอดส์ที่ติดจากพ่อแม่ในเขมรและองค์กรแคร์ดูแลอยู่ เขาก็ตัดสินใจจะหาเงินให้มูลนิธิรักษ์ไทยที่ขึ้นกับองค์กรแคร์เหมือนกัน

“สิ่งที่ผมเห็นทำให้ผมอยากช่วย…” สุกี้บอกด้วยท่าทางจริงจัง

“ผมยกตัวอย่างให้ฟังดีกว่า สมมุติเรารู้เรื่องมูลนิธิรักษ์ไทย หรือรู้ว่าบ้านเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งที่เขมรมีเด็กอยู่ 150 คน ซึ่งติดเอดส์หมด เรารู้จากการอ่านเจอในหนังสือหรือได้ยินในข่าว แต่

เราจะไม่รู้จนได้ไปสัมผัสด้วยตัวเอง ตอนผมไปจะเห็นห้องนอนเด็ก และทุกห้องนอนจะมีภาพพ่อแม่ที่ตายไปแล้ว และตัวพ่อแม่เองก็เด็กมาก สมัยที่เราอ่านหนังสือก็รู้สึกเฉยๆนะ แต่พอได้ไปเห็นจริงๆ..” สุกี้อึ้งไปนิด

ก่อนจะพูดต่อว่า “คือมันต้องไปเห็นด้วยตาตัวเองน่ะครับ”

การขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่ต่างๆ ส่วนหนึ่งเพื่อทำรายการ “ดรีมเชสเซอร์” นั้น สุกี้บอกว่า เป็นเหมือนการเปิดโลกใหม่ให้เขาได้เห็นในสิ่งที่อย่าว่าแต่ไม่เคยเห็นเลย แค่คิด บางเรื่องเขาก็ไม่เคยคิดมาก่อน

“อย่างปีนี้ผมไปทำนามา 3 ครั้ง แต่ละครั้งทำอยู่ 15 นาที แทบตาย มันเจ็บ มันเมื่อย และตลอดเวลาที่ทำผมคิดถึงสมัยที่ยังอยู่ในวงการบันเทิง แล้วพวกศิลปิน พวกนางแบบบ่นน่ะ เล่นคอนเสิร์ตเหนื่อย ต้องเดินสายนักข่าวทั้งวันเลย เหนื่อย ผมก็แบบอะไรวะ คุณลองไปทำนาสัก 15 นาทีสิ คุณเล่นโชว์ครั้งหนึ่งคุณได้ 200,000 บาท แต่เขาทำนาทั้งวันได้ 20 บาท เพราะฉะนั้นคุณไม่มีสิทธิบ่นเลยนะ”

ไม่เพียงแค่นั้น หากการเปิดโลกครั้งนี้เขายังได้พบคนดี จนเกิดมีศรัทธาเกี่ยวกับมนุษย์ขึ้นอีกครั้ง

“พูดได้ว่าชีวิตผมเปลี่ยนไป” สุกี้บอก

“ช่วงที่ผมไปอยู่ต่างจังหวัด แล้วคนต่างจังหวัดนิสัยดีน่ะ ผมเลยได้อะไรกลับมาเยอะ อย่างไปหนองคาย ไปคนเดียว ไปถึงมีเด็กคนนึงขี่มอเตอร์ไซค์มาถาม กำลังหาที่พักเหรอ เดี๋ยวผมหาให้ ไอ้เราก็คิด เออ มึงจะเอาตังค์ ก็โอเคๆ คงไม่กี่บาท แล้วเขาก็ถามอีกว่าอยากเที่ยวไหม จะพาเที่ยว ผมก็เออ ตอนนั้นขี้เกียจคิดเรื่องจะเสียตังค์เท่าไหร่แล้ว ไปก็ไป พอ 6 โมงเย็น ผมจะกลับห้อง ก็ยื่นเงิน 300 บาท ให้ เขาบอกไม่เอาพี่ ผมอึ้งเลยนะ เกิดมาไม่เคยเจอแบบนี้”

“อีกหนหนึ่งอยู่แถวๆ ประจวบฯ มอเตอร์ไซค์คว่ำแล้วเบรกมันพัง ผมเลยถามว่าใครซ่อมมอเตอร์ไซค์เป็นบ้างครับ มีคนนึงบอกเดี๋วจะโทร.เรียกให้ พอเขามาถึง ก็บอกต้องซื้ออะไรสักอย่าเงปลี่ยน ที่ตลาดมีขาย 300 บาทเอง ผมก็ให้เงินไป 1,000 แล้วเขาหายไปเลยนะ ผมเลยมานั่งคิดว่าเราโง่มากๆ เลยว่ะ แต่ชั่วโมงนึงผ่านไป เขากลับมา ยื่นของให้ พร้อมเงินทอน ผมงงเลยน่ะ”

เจอเรื่องแบบนี้บ่อยเข้า เขาก็เลยมีศรัทธากับคนขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเลือนๆ ไป

สิ่งดีๆ ที่ได้เจอนี้ สุกี้ยอมรับว่า เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เขาอยากทำรายการ “ดรีมเชสเซอร์” ต่อ นอกจากจากอีกเหตุผลที่ฟังเมื่อไหร่ก็ชื่นใจ คือ “ไปไหนจะมีคนมาทัก บอกว่าผมดูรายการคุณด้วยนะ”

แต่จะทำรายการนี้ไปอีกนานแค่ไหน สุกี้บอกว่า ตอบไม่ได้จริงๆ

“ถึงวันนี้ เรื่องคิดยาวๆ ผมไม่มีแล้ว มีแต่คิดสั้นๆ ไปตามน้ำ คิดแบบโคตรพุทธเลย ทั้งๆ ที่ไม่ใช่คนพุทธนะ” บอกพลางหัวเราะเสียงดัง

“คือตอนที่ออกจากเบเกอรี่ (เบเกอรี่ มิวสิค-ค่ายเพลงที่เป็นผู้ก่อตั้ง) 6 เดือนแรกผมค้นหาแล้ว มันหาอะไรไม่เจอ จนเครียดน่ะ เพราะผมไม่ใช่คนที่อยู่โดยไม่ทำอะไร จนวันนึงรู้สึกขึ้นมาเองว่าเราจะไปเครียดทำไมล่ะ ก็ปล่อยวางมันซะสิ แล้วตอนที่ผมปล่อยวาง ไม่พยายามค้นหา มันก็มีเข้ามาเองโดยผมไม่ต้องพยายามอะไรเลย ตอนนี้ผมเลยไปตามน้ำดีกว่า แต่ไม่ใช่ว่าจะปล่อยตัวตามน้ำอยู่ตลอดไป เพราะแม่น้ำมีทางออกหลายทาง เราก็ต้องเลือกว่าจะไปทางไหน”

พอ “ได้รู้” อย่างนั้น สุกี้จึงกล้าพูดเต็มปากเต็มคำว่า 3 ปีกว่าที่ออกมาจากเบเกอรี่เขาได้เรียนรู้อะไรๆ มากกว่าที่ได้เรียนรู้มาตลอด 15 ปีที่อยู่ในวงการเสียอีก

“ที่ผ่านมาบริษัทมันโต แล้วเราก็ไปอยู่ในหลุมตรงนั้นแบบไม่รู้ตัว คือมัวแต่แก้ปัญหาตรงนั้นตรงนี้ แต่พอออกมาแล้ว และมองย้อนกลับไป โห เราพลาดน่ะ แต่มันก็ดีนะ ได้ประสบการณ์

ได้รู้ว่าทำอย่างนี้ไม่ได้ ต้องทำอีกอย่าง เพราะเราเคยผ่านวิกฤตมา จนอะไรๆ เราก็รู้หมดแล้ว”

ยิ่งไปกว่านั้น ยังเรียนรู้เรื่องสำคัญยิ่งอีกอย่างนั่นคือ “คนทุกคนจะกลัวว่าคนอื่นจะคิดยังไงเกี่ยวกับตัวเอง 99% มนุษย์เป็นอย่างนั้นหมด แต่ถ้าเกิดเรารู้จุดแข็ง จุดอ่อน ของตัวเอง เราก็จะไม่แคร์ว่าคนอื่นจะคิดยังไง เหมือนปกติเวลาพวกขี่มอเตอร์ไซค์แล้วล้มเนี่ย เขาจะอาย แล้วปิดข่าว แต่ถ้าผมล้ม ผมบอกเลย ไม่แคร์ เหมือนเรารู้ตัวเราเองมากขึ้นไง

“ทีนี้พอเรารู้ตัวเองมากขึ้น คนอื่นก็ทำร้ายเราไม่ได้

“แล้วชีวิตเราก็มีความสุขมากขึ้น”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์

บทความ ข้อคิดดีๆ หยิบมาฝากเนอะ ไม่เกี่ยวกับหนังอีกแล้ว แหะแหะ