“โจอี้ บอย”ไม่หยุดนิ่ง เริ่มไต่ฝันชิ้นใหม่!

Home / ข่าวหนัง / “โจอี้ บอย”ไม่หยุดนิ่ง เริ่มไต่ฝันชิ้นใหม่!

คอลัมน์ คุยกับดาว
จีรณัฐ จงประสพมงคล เรื่อง

 
ใครจะคิดใครจะคาด จากหนุ่มแร็พเพอร์ ซ่าๆ กวนๆ จะกลายมาเป็นพระเอกหนัง เริ่มจากเรื่อง “เก๋าเก๋า” มาถึง “หลวงพี่เท่ง 2 รุ่นฮาร่ำรวย” ที่ทำเอาชื่อของแร็พตี๋ “โจอี้ บอย” กระฉ่อนวงการอีกครั้ง

แต่คราวนี้ชื่อที่กระฉ่อนกลับส่งเสียงดังอยู่บนแผ่นฟิล์ม ไม่ใช่บนถนนตัวโน้ตเหมือนที่ผ่านมา

วันนี้เขาคิดยังไงกับเส้นทางเดินใหม่ แล้วกับเส้นทางเดินเก่าเขาจะทิ้งมันไปเลยมั้ย วันนี้มาฟังความคิดของเขากัน

เริ่มสนใจดนตรีตั้งแต่เมื่อไร?
โจอี้ – “มันเริ่มที่ความชอบความรักดนตรีฮิพฮอพ ฟังครั้งแรกก็ชอบ ต่อมาก็อยากฟังเป็นภาษาไทยบ้าง ตอนนั้นอายุ 15 ก็แต่งเพลงแล้วก็ร้อง ผมออกอัลบั้มครั้งแรกอายุ 18 แต่งเพลงเองด้วย ผมไปออดิชั่นที่เบเกอรี่ มิวสิค โดยเขาตั้งลำโพงให้ผมที่หน้าร้านเปี๊ยก ดีเจสยาม ถ้าผมร้องแล้วเอาคนอยู่ ค่ายก็เซ็นสัญญา วันนั้นผมก็ร้องแหลก ผลที่ออกมาก็ได้เซ็นสัญญาเลย หลังจากนั้นก็มาออกอัลบั้มแรก (โจอี้บอย) จนอัลบั้ม 2 (โจอี้ แมน) ที่มีเพลง “ลอยทะล” ผมเดินไปตามแผงยังไม่มีคนรู้จักเลย เพราะผมเป็นศิลปินที่คนไม่เคยเห็นหน้า ตอนนั้น “ลอยทะเล” ดังมาก ผมก็เดินไปถามแผงเทปว่าเทปโจอี้ บอย ขายดีมั้ยครับ คนขายก็บอกว่าขายดีมากเลย เมื่อกี้โจอี้ บอยก็แวะมาแจกลายเซ็น ดูมัน (หัวเราะ)”

จากนักร้อง ก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหาร หลายคนสงสัยว่าจะทำได้เหรอ?
โจอี้ – “ผมว่าเรื่องการบริหารจะยากง่ายมันไม่ใช่ประเด็น การเป็นผู้บริหารมันมีเป้าหมายใหญ่ๆ คือเพื่อความสบายใจของตัวเองหรือลูกน้อง หรือคนซื้อผลิตภัณฑ์ แต่การที่จะเอาทุกอย่างมาบริหารแล้วแชร์ให้ทุกคนมีความสุขได้เป็นเรื่องยากที่สุด ซึ่งผมคิดว่าตัวเองทำได้ระดับนึง ตัวผมมีความสุข ลูกน้องมีความสุข ยอดขายก็พอไปได้ เจ้าของเขาก็น่าจะมีความสุข”

ในเมื่อทุกคนมีความสุขแล้วทำไมเลือกที่จะลงจากตำแหน่งผู้บริหาร?
โจอี้ – “เพราะมันพอแล้วครับ ผมเริ่มจากการเป็นนักร้อง มาเป็นคนแต่งเพลง เป็นโปรดิวเซอร์ เป็นเจ้าของค่าย แล้วมาเป็นคนเขียนบทหนัง เล่นหนัง การที่ออกมาตัดไปได้เลยเรื่องธุรกิจหรือผลประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องขัดแย้ง มันอยู่ที่ตัวเรา เราก็มีความฝันโน่นนี่ อยากเล่นหนัง อยากกำกับฯ แต่หยุดในมุมของการรับเงินเดือนเป็นผู้บริหารและครองตำแหน่งเท่านั้นเอง บอกได้เลยว่าการออกครั้งนี้ไม่เคยมีทะเลาะสักแอะ”

มีข่าวว่าจะย้ายมาอาร์เอส เฮียฮ้อบอกว่าพูดคุยกันระดับนึง คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว?
โจอี้ – “บอกก่อนว่าผมโตมากับค่ายอินดี้ ไม่ค่อยเข้าใจมุมที่ค่ายไหนจะทะเลาะกับค่ายไหน ผมมีเพื่อนอยู่ที่อาร์เอสและแกรมมี่ คนทำงานก็วนไปวนมาอยู่ 2 ค่ายนี่แหละ วันนึงผมจะคุยกับลีเดีย(ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา) หรือใครก็แล้วแต่ที่เป็นนักร้องที่เรารู้จักและเคยอยากร่วมงานด้วยกัน เจอพี่อี๊ด โปงลางสะออน ก็บอกว่าถ้าทำงานได้จะทำให้ แค่นี้เอง สำหรับผมไม่ใช่เรื่องซื้อนักเตะข้ามทีมสโมสรอย่างนั้น จริงๆ ผมยังไม่ได้ทำอะไร ผมยังไม่ได้มีความคิดจะย้ายไปอยู่ค่ายไหน ที่ผมออกมาเพราะอยากอยู่เฉยๆ อยากไปบินร่มบิน ตอนนี้ผมอิสระแถมบินได้ด้วย”

นอกจากเล่นหนังแล้ว เห็นว่าจะเป็นผู้กำกับฯ หนังด้วย?
โจอี้ – “จริงๆ ผมเป็นคนดูหนังวันละเรื่องก่อนนอน แต่ความคิดที่อยากจะสร้างหนังมันก็มีเรื่องราว คนแต่งเพลงเวลาแต่งเขาเห็นภาพ เป็นไปได้ก็อยากมีมิวสิควิดีโอทุกเพลงอยู่แล้ว ฉะนั้นผมก็เคยมาคิดว่าถ้ามันเป็นหนังมันสนุกนะ ซึ่งตอนนี้ก็กำลังฝึกซ้อมตัวอยู่ อาศัยตอนไปถ่ายหนังก็แอบดูเขาไปเรื่อยๆ ว่าเขาทำกันยังไง ตอนนี้ผมมีพล็อตเสนอแล้วก็น่าสนใจอยู่แล้ว รับประกันว่ามันต้องกวน…และสมกับเป็นโจอี้ บอย แน่ๆ”
 

แล้วจะเป็นผู้กำกับฯ ได้เหรอ?
โจอี้ – “ผมยอมรับว่าไม่เป็นงานผู้กำกับฯ แต่ผมก็จะเรียนรู้ให้เป็นให้ได้ ผมเริ่มจากศูนย์เพราะไม่มีชื่อโจอี้ บอย ในวงการหนังอยู่แล้ว ฉะนั้น ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองเรื่อยๆ ก็ต้องลองดู ผมว่างานกำกับฯ หนังเป็นศาสตร์ที่ยากที่สุดสำหรับผมในวงการบันเทิง”

ที่เบี่ยงมาเส้นทางสายหนัง เป็นเพราะเพลงแร็พเริ่มตันรึเปล่า
โจอี้ – “แร็พไม่มีตันหรอกครับ เพิ่งจะถือกำเนิดเอง ผมไม่ได้คิดจะทิ้งวงการเพลงไปไหน การทำเพลงสักเพลงเป็นเรื่องเล็กมากๆ โดยเฉพาะถ้าผมไม่คิดทำเพลงเป็นธุรกิจผมต้องทำอย่างอื่นเพื่อที่จะเลี้ยงดูตัวเองได้”

เป็นนักร้องที่มีข่าวเยอะมาก ช่วงที่เจอข่าวยาเสพติดถือเป็นมรสุมชีวิตอย่างหนัก ผ่านมาได้ยังไง?
โจอี้ – “ผมผ่านมาโดยครอบครัว เวลาผมกลับถึงบ้านพ่อผมพูดคำเดียว กูเป็นพ่อมึงกูรู้จักมึงดีที่สุด กูไม่คิดว่ามึงเป็นอย่างนั้นทำไมมึงจะต้องมานั่งแคร์อะไร ได้ฟังแล้วผมตาสว่างเลย”

คิดว่าตัวเองเคลียร์จากสายตาทางสังคมรึยัง?
โจอี้ – “มันไม่จำเป็น คนๆ นึงไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าชายดีเลิศประเสริฐศรีสำหรับใคร ผมอยู่ตรงนี้อย่างมีความสุข ผมอยู่ด้วยแฟนเพลงผม คนที่ชอบฟังเพลงผมรู้ว่าผมมีตัวตนที่แท้จริง ผมใช้ชีวิตพื้นๆ เหมือนคนทั่วไป มีพลาดพลั้ง มีทำความดี แต่ในมุมนี้ต้องเป็นคนรอบตัวเท่านั้นถึงจะรู้และเข้าใจ ซึ่งมันเพียงพอสำหรับผม”

ภาพ “โจอี้ บอย” จะออกแนวติดลบ รู้สึกยังไง?
โจอี้ – “ผมรู้สึกดีที่คนที่มองแบบนั้น เพราะเขาได้รู้จักตัวตนผมซึ่งเป็นมนุษย์คนนึง ไม่ใช่คนวิเศษวิโสอะไร เป็นคนธรรมดาทำผิดทำถูกได้ ผมมีความสุขมากกับชีวิตที่เป็นนักร้องและสามารถทำอะไรที่ตัวเองต้องการได้ ผมใช้ชีวิตนักร้องบนเวที ลงมาก็เป็นคนธรรมดา”

โจอี้ บอย วันนี้เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนเยอะมั้ย ยังไงบ้าง?
โจอี้ – “แตกต่างเยอะ วันนี้มันโตขึ้น ช่วงวัยเด็กเป็นวัยคะนองวัยแห่งความซ่า ตอนนี้ก็ยังซ่ายังซนแต่มีสติมากขึ้น”

คิดว่าประสบความสำเร็จในชีวิตรึยัง
โจอี้ – “นานแล้วครับ ผมประสบความสำเร็จตั้งแต่เคยออกเทป ตั้งแต่วันแรกที่ทำให้แม่ไม่ด่าผม ทำให้เขาแฮปปี้ ถือว่าตรงนั้นมันจบไปแล้ว วันนี้ผมก็แค่รักษามันให้ดีที่สุด เลี้ยงดูเขาให้ได้ ทุกวันนี้ผมยังไม่พอใจกับชีวิต มีหลายอย่างที่นอนคิดแต่ยังไม่ได้ลุกขึ้นมาทำ ซึ่งผมก็กำลังจะทำมัน”

ภาพกับตัวตน บางทีก็ขัดแย้งกันสิ้นเชิง หากไม่ได้มาสัมผัสด้วยตนเอง


“ครอบครัว”เป็นใหญ่

โจอี้ บอย

“โจอี้ บอย” เป็นชื่อที่ตั้งให้ลูกครับ จริงๆ ผมชื่อ โจ้ แม่เรียกว่า โจโจ้” นักร้องหนุ่มแร็พ “โจอี้ บอย” เผยถึงชื่อตัวเอง

“ผมเคยมีแฟนคนนึงเป็นแฟนคนแรกในชีวิต เคยวางแผนว่าจะแต่งงานกันและมีลูก แล้วก็ตั้งชื่อลูกว่า “โจอี้ บอย” ตอนที่ไปเซ็นสัญญาเพลงแล้วเขาถามว่าจะใช้ชื่ออะไร นึกไม่ออกเลยเอาชื่อลูกมาใช้ก่อน”

“โจอี้” เกิดมาในครอบครัวคนจีนที่อยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ มีกิจการเป็นอู่ซ่อมรถ ความผูกพันกันในครอบครัวอบอุ่น เพราะนอกจากครอบครัวตัวเองแล้วยังมีครอบครัวของญาติพี่น้องด้วย

เขาถูกเลี้ยงดูมา 2 ทาง จากพ่อซึ่งเป็นคนจีนที่ดุให้ลูกทำมาหากินขยันขันแข็ง สอนให้รู้จักเจียมตัวว่าเงินไม่มี ส่วนทางฝั่งแม่ค่อนข้างตามใจ อยากทำอะไรทำ เป็นแนวฝันให้ไกลและทำให้ได้

สำหรับนิสัยและพฤติกรรมตอนเด็กๆ เขาเล่าว่า “สมัยอนุบาลซนมาก เป็นคนเดียวที่หัวแตกทุกปีที่เรียนหนังสือ กลางวันจะโดนกักบริเวณไม่ให้พักกลางวันกับเพื่อนๆ เพราะเป็นคนเล่นกับเพื่อนแรง ผมเป็นคนชอบเล่น พอโตมาแม่ก็พาไปเล่นไอซ์สเกตและมีโอกาสได้อยู่ร่วมทีมลีโอ เป็นทีมจูเนียร์ทีมชาติไทย จากนั้นก็หันมาเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม พวกเวคบอร์ด สเกตบอร์ด เล่นทุกอย่างที่ชาวบ้านเขาเล่นกัน สุดท้ายก็มาเป็นร่มบิน”

พอถามถึงเรื่องการเรียน “โจอี้ บอย” ทำหน้าเหยก่อนบอกว่า “ผมเป็นคนที่เรียนห่วยมาก มีครั้งเดียวในชีวิตที่สอบได้ที่ 11 นอกนั้นเละเทะ ผมไม่เคยรู้เลยว่าเกรดเฉลี่ยเกิน 2.00 เป็นยังไง”

แม้จะเรียนห่วยแค่ไหน แต่ก็มีวิชาภาษาไทยที่เขาชื่นชอบและทำได้ดี เพราะเขาชอบอ่านกาพย์ โคลง กลอน จึงส่งผลต่อชีวิตในปัจจุบันทำให้เขาเขียนเพลงแร็พได้ดี

เป็นลูกชายคนโต ย่อมเป็นความหวังของบ้าน ซึ่งเขาเปรียบเทียบว่า “พอๆ กับเป็นความหวังของประเทศชาติเลย ผมไม่ใช่แค่ลูกชายคนโต แต่เป็นหลานชายคนโตของบ้านด้วย หลานคนโตก็เปรียบได้กับลูกชายคนเล็กของปู่ ยังไงคนนี้ๆ ก็ต้องเป็นคนที่เชิดชูวงศ์ตระกูล เป็นคนที่ต้องสืบสกุล “แซ่โอ๊ว” หรือ “โอภาสเอี่ยมลิขิต” ต่อไป”

“ผมเหนื่อยที่เราเป็นอะไรที่เขาเคยเป็นกันมาไม่ได้ ผมมาเป็นนักร้องซึ่งในยุคสมัยนั้นญาติพี่น้องก็พูดกันว่าหน้าอย่างมึงจะออกเทปได้เหรอ ผมก็ใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง แต่จุดนึงที่ผมเป็นคือผมไม่ชอบทะเลาะกับพ่อแม่ สิ่งเดียวที่ผมต่อรองกับพ่อแม่ได้คือการพิสูจน์และก็ทำให้ได้ นั่นคือจุดที่ผมภูมิใจในตัวเอง”

มีเรื่องไหนที่ดีใจและเสียใจที่สุด? “มันอยู่ที่การตั้งเป้าหมายของชีวิต เป้าหมายในชีวิตผมขึ้นอยู่กับครอบครัว พ่อแม่ และน้องสาว เป็นหลักใหญ่ที่สุด ฉะนั้น ผมไม่กังวลว่าจุดไหนผมจะเป็นยังไง ครอบครัวมีความสุขผมก็ดีใจที่สุด ถ้าครอบครัวไม่มีความสุขผมก็เสียใจที่สุด”

และเชื่อว่าตอนนี้เขาคงดีใจที่สุด เพราะเขาทำให้ “ครอบครัว” มีความสุข


ลาพักร้อน”รัก”

นาตาลี

เป็นแร็พตี๋ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักรักคนหนึ่ง และมีข่าวเรื่องผู้หญิงออกมาเป็นระยะๆ สำหรับหนุ่มโจ๋ “โจอี้ บอย” ซึ่งเจ้าตัวแจงว่า

“จริงๆ มันเป็นความโชคร้ายของสาวๆ ที่มีข่าวด้วย ง่ายๆ ตรงๆ คือผมเป็นลูกผู้ชาย คุยกับเพื่อนเรื่องผู้หญิงแทบยังไม่เคยคุยเลย พ่อแม่ผมยังไม่เล่าให้ฟังเลย บางทีข่าวที่ออกมาเยอะแยะเกี่ยวกับผู้หญิงมันยังไม่เป็นอะไรไปเท่าไร พอมันมีเยอะๆ เข้าคนก็จะดูว่าผมโคตรเจ้าชู้เลย”

“การจะจีบผู้หญิงคนนึงได้มันใช้เวลานานนะ ถ้าผมมีแฟนก็ไม่อายที่จะบอก แต่ถ้ามันไม่ใช่มันก็จะถูกคะยั้นคะยอให้เป็นแฟน เอาง่ายๆ เลยถ้าผมกำลังจีบใครสักคนยังไม่ทันรู้เลยว่าออกหัวออกก้อย แต่พอมีข่าวปุ๊บผมก็ชวดแล้ว มันก็จะเหนื่อยหน่อยกับการจะมีแฟน”

ถามจริง เจ้าชู้มั้ย?
ตี๋แร็พหัวเราะ “เรตเต็มสิบผมน่าจะอยู่สัก 7 ถ้าผมมีแฟนผมคบคนเดียว แต่ถ้าช่วงที่ไม่มีแฟนและยังไม่ได้คบกันมันเป็นแค่การเรียนรู้ จะหาแฟนสักคนจะไม่ลองดูหลายๆ ร้านหน่อยเหรอ ไม่ใช่ซื้อแล้วจะเอาไปคืนเขาได้ เราต้องให้เวลาดู”

15 ปีที่อยู่วงการ มีแฟนมาแล้วกี่คน?
โจอี้ทำท่านับก่อนมาลงที่ตัวเลข 5 “5 คนครับ ที่เป็นแฟนกัน ที่พาไปเจอพ่อแม่ ที่เป็นข่าวไม่เคยเป็นแฟนสักคน มีแค่น้องปู (ไปรยา) คนเดียว โดยแฟนที่คบนานที่สุด 3 ปี น้อยสุดก็ 1 ปีขึ้นไปถึง 2 ปี”

และสาเหตุใหญ่ๆ ที่ทำให้ความรักจบลงทุกครั้ง นั่นคือไม่มีเวลา โจอี้ยอมรับว่า ทุกครั้งที่มีความรักเขาคิดจริงจังอยากสร้างครอบครัว ผู้หญิงทุกคนที่เขาพาไปพบพ่อแม่คือคนที่เขาอยากแต่งงานด้วย

ซึ่งสเป๊กสาวที่โดนใจ โจอี้กล่าวว่า “นอกจากเข้ากับผมได้แล้ว ต้องเข้ากับครอบครัวผมได้ด้วย”

แล้วต้องเด็กและลูกครึ่งด้วยรึเปล่า?
“ก็แซวกันไป คนที่อายุน้อยสุดที่เคยคบมาก็เป็นน้องปู แล้วไม่จำเป็นว่าต้องเป็นลูกครึ่งด้วย ที่เห็นเป็นลูกครึ่งก็คงเห็นจากตอนที่คบน้องปูอีกแหละ”

ว่าแต่ตอนนี้หัวใจเป็นยังไงบ้าง?
“เป็นช่วงลาพักร้อนของชีวิต ความรักของผมนิ่งมาก ตอนนี้โสด”

แหม…แต่นิ่งๆ อย่างนี้ยังมีข่าวว่าจีบ “นาตาลี เดวิส” นะ
“อันนี้ผมก็ไม่ทราบ อยู่ๆ ก็มีข่าว ผมเคยเจอน้องเขาครั้งสองครั้ง เคยคุยบ้าง แต่พอมีข่าวแบบนี้ออกมามันก็คงมองหน้ากันไม่ติด คงตอบคำถามกันไม่จบสิ้น แล้วผมเป็นผู้ชายไม่พูดเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว สุดท้ายถ้าอยากได้ข้อสรุปคือผมยอมรับง่ายๆ เลยว่าผมจีบไม่ติดแล้วกัน ทุกอย่างจะได้จบสักที”

แสดงว่าจีบจริงน่ะสิ
“ถ้าพูดเรื่องความน่ารักของน้องใครเห็นก็อยากจีบ เพียงแต่เราจะเริ่มกระทำรึเปล่า ทำแค่ไหน กับน้องนาตาลีบอกตรงๆ ผมยังไม่ได้เริ่ม แต่ข่าวมันไปไกลแล้ว”

ความรักในแบบ “โจอี้ บอย” เป็นยังไง?
“คนที่รักกับผมต้องเป็นได้ทั้งแฟน ภรรยา เพื่อน แม่ของลูก คนที่อยู่ด้วยกันแล้วมีความสุขทุกวัน หัวเราะเฮฮา ต่อมุขกันได้ ปรึกษาได้ทุกเรื่อง ไม่ใช่เรื่องของความสวยงามขาวสวยหมวยเซ็กซ์เลย”

“ความรักคือการต้องการให้คนที่เรารักชอบและมีความสุข” โจอี้สรุป



ชื่อ”โจอี้ บอย”ทำดัง

ถามถึงผลงานชิ้นเยี่ยมที่ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงของตัวเอง แร็พตี๋ “โจอี้ บอย” บอกว่า

“ชื่อ “โจอี้ บอย” นี่แหละครับคือชิ้นโบแดง กว่าจะทำจนชื่อนี้เป็นอะไรทำอะไรก็ได้ ใช้เวลานานมาก คนเอ็นดูผมมากในความที่ผมเป็นโจอี้ บอย ผมเดินไปในกลุ่มนักเลงจิ๊กโก๋ได้ เดินไปกลุ่มคุณยายได้ เดินไปหายามได้ ชื่อนี้ทำให้ผมเป็นที่รู้จักครับ”

ชื่อเล่น : โจ้
ชื่อในวงการ : โจอี้ บอย
ชื่อนามสกุลจริง : อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต
วัน/เดือน/ปีเกิด : 25 ธ.ค. 2518
บิดา/มารดา : สุนทร-วาริสา โอภาสเอี่ยมลิขิต
พี่น้อง : มีน้องสาว 1 คนชื่อ น.ส.อภิรดี
การศึกษา : อนุบาล อนุบาลเวศวาณี/อนุบาลยุคลธร ชั้นประถมฯ ที่ร.ร.สยามวิทยา และร.ร.วัดพลับพลาชัย ชั้นมัธยมฯ ร.ร.วัดราชาธิวาส และร.ร.เซนต์ดอมินิค อุดมศึกษา ม.เอแบค/ม.รามคำแหง

ที่มาจากหนังสือพิมพ์


เป็นศิลปินอีกคนที่ผมโคตรชอบ ฟังแกมาตั้งแต่โจอี้บอย ชุดแรกหน่ะแหละ เอโพด