มิส-ลิท (Mis Lit) เทรนด์วันนี้ของโลกหนังสือ

Home / ข่าวหนัง / มิส-ลิท (Mis Lit) เทรนด์วันนี้ของโลกหนังสือ

ทายสิว่าหนังสือประเภทไหน ขายดีที่สุดในโลกตอนนี้

อ๊ะๆ ไม่ใช่ชิค-ลิท ที่เสนอเรื่องราวชีวิตขำๆ ฮาๆ แต่แอบเซ็กซี่เล็กๆ ของสาววัยทำงาน และก็ไม่ใช่ฮาวทูตามหาคนที่ใช่ในวันที่ถูก หรือใช้ชีวิตยังไงให้ประสบความสำเร็จในทุกด้านหรอกนะ เพราะแนวๆ นั้นน่ะ ถ้าไม่ใช่ตัวจริงมือเจ๋ง สถิติการขายก็ไม่ฟู่ฟ่าเหมือนเดิมแล้ว

จากการสำรวจล่าสุดพบว่า ประเภทของหนังสือที่มีส่วนแบ่งตลาดโลกมากที่สุดในขณะนี้ก็คือ แนว มิส-ลิท (Mis Lit) ที่สามารถสร้างรายได้ทั้งจากยอดขายและค่าลิขสิทธิ์โดยเฉพาะจากฝั่งอังกฤษและอเมริกาถึง 24 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 850 ล้านบาทต่อปี เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากปีที่ผ่านมาที่เคยมียอดประมาณ 12 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 425 ล้านบาท ร้านหนังสือใหญ่หลายร้านถึงกับมีชั้นวางหนังสือแนวนี้โดยเฉพาะ

แล้วหนังสือแนวมิส-ลิท (Mis Lit) ที่ว่านี่คืออะไรกัน?

มิส-ลิท (Mis Lit) มาจากคำว่า Misery Literature ซึ่งก็คือหนังสือที่ถ่ายทอดเรื่องราวหรือประสบการณ์อันเลวร้ายที่บางครั้งก็ชวนให้หดหู่ แต่หลายครั้งก็ความหดหู่ก็แฝงให้เห็นแง่งามที่หลากหลาย เพราะเรื่องราวในเนื้อหานั้นไม่ใช่จินตนาการ ทว่าเป็นประสบการณ์อันเลวร้ายในชีวิตจริงของเจ้าของเรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะถ่ายทอดผ่านตัวอักษรด้วยตัวเอง จริงๆ จะว่าไปแล้วกระแสนิยมหนังสือแนวนี้ก็มีมาพักหนึ่งแล้ว แต่มาพุ่งเป็นพลุก็ช่วงปีนี้เอง

เจมส์ ดับบลิว เพนน์เบคเคอร์ ศาสตราจารย์ด้านปรัชญา จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส วิเคราะห์ในเชิงจิตวิทยาว่า การเขียนที่ถ่ายทอดประสบการณ์จริงอันหดหู่ซึมลึกนี้ถือเป็นการเยียวยาทางจิตใจวิธีหนึ่งทั้งทางของผู้อ่านและผู้เขียน เพราะนอกจากผู้เขียนจะได้ค่อยๆ บำบัดตัวเองอย่างมีสติและบรรเทาความเจ็บปวด จนรู้สึกว่านี่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งในชีวิตที่ผ่านพ้นไปแล้ว ผู้อ่านเองก็ได้รับรู้ประสบการณ์เพื่อเตือนตัวเองถึงการใช้ชีวิต และหลายคนยังบอกว่าอ่านจบแล้วก็รู้สึกช่างโชคดีเหลือเกิน จนต้องขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยปกปักรักษาไม่ให้เจอเรื่องเลวร้ายอย่างนั้น

แต่ในอีกแง่หนึ่ง นำชีวิตมาเปิดเปลือยให้คนนอกได้รับรู้นี้ อาจกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ในชีวิตของคนเขียน เพราะคนใกล้ชิดอาจรับไม่ได้กับการถูกพาดพิง ผ่านมุมมองที่ผู้เขียนมองว่าตนตกเป็นเหยื่อที่ถูกกระทำ โดยที่คนที่เกี่ยวข้องไม่มีโอกาสได้อธิบายใดๆ ทั้งสิ้น

แครอล ทอนคินสัน จากสำนักพิมพ์ฮาร์เพอร์ ให้สัมภาษณ์ว่า หนังสือแนวมิส-ลิทนี้ค่อนข้างจะกระทบใจและความรู้สึกของคนอ่าน โดยเฉพาะเรื่องราวของผู้หญิงและเด็กที่ถูดกดขี่ข่มเหงโดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ หรือเหตุการณ์สลดในประเทศโลกที่สาม จะว่าไปแล้วนี่ก็เปรียบเสมือนสารคดีชีวิต เพียงแต่มิส-ลิทมีวรรณศิลป์ที่สร้างความสะเทือนใจได้มากกว่า

แต่ แครอล ซาร์เลอร์ จากนิตยสารไทมส์ มีมุมมองที่แตกต่างอย่างน่าสนใจ เพราะเธอย้อนถามกลับมาว่า แน่ใจหรือว่าคนที่อ่านหนังสือแนวมิส-ลิท คือคนที่พยายามทำความเข้าใจกับความเลวร้ายของสังคมจริงๆ อาจเป็นไปได้ว่านี่คือผลพวงจากสังคมแบบปากว่าตาขยิบ อยากรู้อยากเห็นในเรื่องราวเลวร้ายหรือเรื่องต้องห้าม และมิส-ลิทนี่ล่ะ เป็นช่องทางที่จะตีแผ่มุมมืดเหล่านั้นอย่างชอบธรรม

ขณะที่ ปีเตอร์ แซ็กตัน จากวอเตอร์สโตน ไบโอกราฟฟี่ บายเออร์ ผู้ซื้อลิขสิทธิ์รายใหญ่ก็เห็นด้วยกับความคิดข้างต้น และกล่าวเสริมอีกว่า

“ผมคิดว่าคนที่อ่านมิส-ลิทได้มากกว่าความจริงจากสารคดีทั่วไป เพราะพวกเขาสามารถสร้างจินตนาการและมีความรู้สึกร่วมราวกับกำลังประสบเหตุการณ์เดียวกันกับผู้เขียน”

“มิส-ลิทเป็นเสมือนนวนิยายเรื่องเยี่ยมที่สร้างขึ้นจากชีวิตจริง” ซาร่าห์ ฟิชเชอร์ ตัวแทนซื้อขายลิขสิทธิ์จากเอเอ็ม เฮลท์อธิบาย ก่อนที่จะบอกอีกว่า

“ฮีโร่ในเรื่องราวมีชีวิต มีตัวตน และมีความเป็นคนที่แท้จริง ไม่ใช่ภาพที่ฟุ้งฝัน แม้ว่าจะไม่ได้ใช้ภาษาที่สละสลวย เพราะส่วนใหญ่เป็นคำพูดที่ซื่อๆ ง่ายๆ ตรงไปตรงมา แต่ในความง่ายนั้นคือความงามของความจริงที่ครองใจคนอ่าน”

ที่สำคัญคือ มีหลายครั้งที่หน่วยงานรัฐในต่างประเทศ อาทิ กรมตำรวจ กรมสุขภาพจิต นำข้อมูลในเรื่องราวเหล่านี้ไปใช้ในการวิจัยด้านต่างๆ เพื่อหาทางทั้งป้องกันและปราบปรามโดยเฉพาะในคดีที่อ่อนไหวและเกี่ยวพันกับสุขภาพจิตของผู้ถูกกระทำ

ในประเทศไทยเอง ก็มีมิส-ลิทจากต่างประเทศหลายเล่มที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ในลักษณะของน้ำซึมบ่อทราย บอกเล่าจากปากต่อปาก แม้จะไม่ได้ทำรายได้มากมายเท่าฝั่งยุโรปก็ตาม อาทิ Die Ek, Anna (แอนนา อย่าบอกใคร!) เรื่องราวที่ถ่ายทอดในลักษณะบันทึกความทรงจำของ Elbie Lotter เด็กหญิงคนหนึ่งในครอบครัวทางแอฟริกาใต้ที่ถูกพ่อเลี้ยงข่มขืนตั้งแต่แปดขวบ เล่มนี้เคยติดอันดับหนังสือขายดีของแอฟริกาใต้ และเมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษก็ติดอันดับต้นๆ ในหนังสือพิมพ์ ซันเดย์ ไทมส์

หรือเรื่องราวที่เคยเป็นภาพยนตร์ที่สร้างความประทับใจให้เรามาแล้วอย่าง The White Masai (ล่ารักนักรบมาไซ) เรื่องจริงที่เกิดขึ้นในเคนยาของ โครินเน ฮอฟมันน์ สาวนักธุรกิจจากสวิตเซอร์แลนด์ ตกหลุมรัก นักรบมาไซ ขณะไปท่องเที่ยวในเคนยา ซึ่งเธอต้องเผชิญกับความแปลกแยกมากมาย ซึ่งขณะนี้สองภาคต่อเรียบร้อยแล้ว หรือผลงานของซินหลัน ใน Sky Burial (ฝังเธอที่ปลายฟ้า) เรื่องจริงยิ่งกว่านิยายของแพทย์หญิงชาวจีน “ซูเหวิน” ที่ติดตามหาสามีผู้เป็นแพทย์ “เคอจุน” ซึ่งสูญหายไปในปฏิบัติการระหว่างจีนและทิเบตอย่างเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญโดยใช้เวลากว่าสามสิบปี

ถือเป็นเทรนด์วันนี้ของโลกหนังสือที่น่าจับตามองไม่น้อยเลย

ที่มาจากหนังสือพิมพ์


คงเคยได้อ่านกันมาบ้างแล้วนะ สำหรับเรื่องนี้

แอนนา อย่าบอกใคร!! (Its me Anna)
ผู้แต่ง : เอลบี้ เลอทเตอร์
ผู้แปล : รสวรรณ พึ่งสุจริต

ในกลางดึกของคืนหนึ่ง แอนนารื้อฟื้นความทรงจำในวัยเด็กของเธอขึ้นมา
ว่าทำไมเธอถึงต้องเรียกตัวเองว่า แอนนาที่ไม่ยอมพูด
ทำไมเธอถึงไม่กล้าบอกใครว่าพ่อเลี้ยงทำอะไรกับเธอ
เธอไม่กล้าเล่าให้แม่ของเธอฟัง ไม่กล้าบอกเฮเลน่า เพื่อนรัก,
ไม่กล้าแม้แต่จะบอกพ่อแท้ๆ ของตัวเอง

จากเค้าโครงความทรงจำที่เป็นความจริงของแอนนา
เด็กหญิงตัวเล็กๆที่ถูกกระทำโดยคนใกล้ตัวเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานนับสิบๆปี
เธอกลัวๆกล้าๆ… เธอปิดปากเงียบ… เธอไม่ยอมพูด….
จนกระทั่งวันหนึ่งที่เธอข่มความกลัว กระโจนออกมาจากความเงียบงันในวัยเด็ก
เพื่อต่อสู้กับความกลัวที่ฝังอยู่ในใจ

http://www.sanskritbook.com/webboard/answer.php?QuestionID=89


แล้วหนังสือของ สำนักพิมพ์ อนิศ ของ กิ๊กกะจิ๊บเนี่ย เป็นแนวมิส-ลิทรึเปล่านะ