ประวิทย์ แต่งอักษร : อีกเสียงคุณภาพแห่งวงวิจารณ์

Home / ข่าวหนัง / ประวิทย์ แต่งอักษร : อีกเสียงคุณภาพแห่งวงวิจารณ์

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบภาพยนตร์ และนิยมที่จะต่อยอดความคิดจากจอกว้างด้วยถ้อยวิจารณ์จากนักวิจารณ์คุณภาพแล้วละก็ คงไม่มีทางที่จะไม่รู้จัก “ประวิทย์ แต่งอักษร” แน่นอน

นักวิจารณ์หนังผู้นี้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงแผ่นฟิล์มมา 20 กว่าปี แต่ละเข็มวินาทีที่ล่วงเลยไม่ได้เดินทางอย่างโดดเดี่ยว แต่มาพร้อมประสบการณ์ที่ถ่ายทอดผ่านตัวอักษรของบทความในหลากสื่อ

ย้อนไปเมื่อครั้งยังใช้คำนำหน้าว่าเด็กชาย เมื่อรู้ใจว่ารักภาพเคลื่อนไหว ประวิทย์ก็ตั้งเป้าหมายไว้แล้วว่าวันหนึ่งจะต้องเป็นนักวิจารณ์หนังให้ได้ และทุกครั้งที่ได้ดูหนังประวิทย์ก็ถ่ายทอดเรื่องราวและความรู้สึกผ่านสมุดบันทึกข้างกายเสมอ จนวันที่ก้าวเท้าเข้าสู่รั้วคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ทิศทางก็ยิ่งชัดเจนขึ้น

“ผมมักบอกคนอื่นเสมอว่าตัวเองโชคดีที่รู้ว่าอยากเป็นอะไรเร็วมาก” เขากล่าวยิ้มๆ

แต่ในเมื่อชอบหนังขนาดนี้ ไม่เคยคิดจะเป็นผู้กำกับฯเลยหรือ

“ไม่เคยเลย เพราะความสุขของเราคืออยากแสดงความคิดและเขียนให้คนอ่าน ยิ่งไปช่วยเพื่อนทำหนังสั้นยิ่งชัดเลยว่าการทำหนังต้องเกี่ยวข้องกับกระบวนการเยอะมาก และมีบางอย่างที่อาจบั่นทอนความฝันของคนสร้าง ไม่เหมือนการเขียน ตัวหนังสือจะใกล้เคียงสิ่งที่เราฝันมากที่สุด”

ประวิทย์เริ่มมีพื้นที่วิจารณ์ในสื่อสาธารณะตั้งแต่เรียนปี 4 ที่นิตยสารสตาร์พิค และเมื่อก้าวท้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยก็รับหน้าที่ที่กองบรรณาธิการในหลายนิตยสารพร้อมกับเขียนงานวิจารณ์จนชื่อติดหูติดตาคนอ่าน ก่อนที่จะลาออกมาเป็นนักวิจารณ์เต็มตัว ที่ปัจจุบันจะพบงานเขียนได้ในนิตยสารหลายเล่ม อาทิ สีสัน สตาร์พิค อิมเมจ นอกจากนี้ ยังเป็นอาจารย์พิเศษในคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งได้รับโอกาสดีๆ จาก อ.กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิณ อาจารย์ นักวิชาการ และนักวิจารณ์รุ่นใหญ่

“และล่าสุดผลงานดีๆ ของเขาที่นักเรียนหนังยกว่านี่คือตำราหนังระดับตำนาน ที่เคยพิมพ์มาแล้วเมื่อ 10 ปีก่อน ก็ได้กลับมาท้าทายสายตาของทั้งนักเรียนหนังและนักดูหนังอีกครั้งใน “มาทำหนังกันเถอะ (ฉบับตัดต่อใหม่)”
 
มาทำหนังกันเถอะ ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกเกิดจากบทความที่เกี่ยวข้องกับวิธีทำหนังที่ตีพิมพ์ในสตาร์พิค เขียนจบแต่คนยังไม่อยากจบ ประวิทย์เลยแปลบทความจากหนังสือที่ อ.กิตติศักดิ์นำมาให้ เนื้อหาเลยเบี่ยงเบนไปสู่การทำความเข้าใจหนังแทน

แล้วเล่มนี้ต่างจากเล่มก่อนหน้าอย่างไรกัน

“เนื้อหาหลักๆ ในเล่มแรกจะพูดถึงภาษาภาพกับการสื่อความหมาย เป็นภาษาของมุมกล้อง ขนาดภาพ สี แสง เงาองค์ประกอบภาพ ส่วนเล่มนี้จะเพิ่มมาอีก 2 บท คือ…. และส่วนที่พิมพ์บทแรกก็แก้ไขปรับปรุงใหม่ทั้งภาษา บางรูปประโยคอ่านแล้วไม่ไหว เขียนไปได้ยังไง ไม่เพราะสักนิด”

“ตอนแรกนึกว่าสบายแล้วล่ะ พิมพ์ใหม่นี่” ประวิทย์ว่าพลางหัวเราะ

“แต่เอาเข้าจริง ก็รื้อใหม่หมดเลย”

เท่าที่สังเกตก็เห็นถึงเนื้อหาร่วมสมัยมากขึ้นด้วย

“ใช่” เขาพยักหน้ายอมรับ

“ตั้งใจไง เพราะอยากให้คนอ่านได้เริ่มต้นในสิ่งที่สามารถเชื่อมโยงกับตัวเขาได้”

“”คนอ่าน” ที่เขาว่านั้น ไม่ได้หมายความเพียงนักทำหนัง ที่ชื่อหนังสืออาจชี้ชวนให้คิดเช่นนั้น แต่คนอ่านยังหมายถึงคนที่ชอบจะเสพศิลปะแห่งหนังให้ลึกซึ้งมากกว่าความบันเทิง เพราะเมื่อได้เรียนรู้ภาษาที่มากกว่าเนื้อหา อาทิ ภาพ เสียง การตัดต่อ มุมกล้อง การใช้สี ดนตรี การจัดวางและอะไรอีกหลายๆ อย่าง ก็ยิ่งสร้างความเข้าใจในตัวตนของหนังที่กำลังสร้างความเพลิดเพลินให้แก่คนดู”

นี่เป็นผลงานที่สะท้อนความเป็นนักวิชาการด้านหนังของประวิทย์

ที่ทำให้คนชอบดูหนังเท่ากับอ่านหนังสือ แต่ไม่ได้เรียนด้านนี้มาโดยตรงอย่างเรา พอจะเข้าใจองค์ประกอบต่างๆ ของหนังได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เพราะประวิทย์สามารถแปลงของย่อยยากให้เคี้ยวง่าย ให้ไม่รู้สึกปวดใจกับศัพท์แสงเฉพาะของแวดวงหนัง

แต่มีคำถามหนึ่งที่ติดในใจนานแล้ว นักวิจารณ์และอาจารย์คนนี้ให้ความหมายของคำว่าวิจารณ์ไว้อย่างไรกัน?

“3 ชั่วโมงครับเรื่องนี้” ฟังจบปุ๊บก็ยิงคำพูดขำๆ มาให้อึ้งเล่นๆ ก่อนจะบอกว่า

“ในความเข้าใจของผม คือการแสดงความคิดเห็นต่องานศิลปะชิ้นนั้นๆ ทั้งในเชิงที่ใช้ทฤษฎีมาประกอบการพิจารณา และบนพื้นฐานของความรู้สึกบริสุทธิ์”

แต่ก็ไม่ใช่นึกอยากจะแสดงความคิดเห็นอย่างไรก็ได้นะ เพราะจะต้องมีกระบวนการที่ชัดเจน คือ วิเคราะห์ ตีความ ประเมินคุณค่า และตัดสิน ซึ่งจุดนี้ทำให้การวิจารณ์แตกต่างกับการติเตียนต่อว่า

“”คนส่วนใหญ่มักมองว่าการวิจารณ์คือถูกตำหนิ เพราะงั้นเลยคิดว่าพวกนักวิจารณ์จะชอบด่า ติเตียน ฟื้นฝอยหาตะเข็บ หาข้อบกพร่องของคนอื่น ลองตีความคำนี้ให้กว้างที่สุด แล้วจะเห็นว่าคอการแสดงความคิดเห็นและปฏิกิริยาต่องานศิลปะนั้นในหลายแง่มุม อาจยกทฤษฎีนั่นนี่มาประกอบก็ได้ และกระบวนการที่ว่าก็ทำให้การวิจารณ์จับต้องง่ายขึ้น และพ้นจากคำตำหนิติเตียนด้วยด้วย””

แต่ในสังคมไทย ที่มีสภาวะถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอย่างนี้ การวิจารณ์หนังไทยจะลำบากใจเหมือนวิจารณ์หนังสือไทยไหมนะ

“เราต้องจริงใจกับตัวเอง” ประวิทย์เอ่ยทันที

แต่ประวิทย์ก็ยอมรับว่า เวลาเขียนถึงหนังไทยนั้น เขาจะมีแต้มต่อให้เล็กน้อย เพราะอุตสาหกรรมหนังไทยเสียเปรียบต่างชาติทั้งในแง่เงินทุนและรสนิยม ต้องลดถ้อยคำให้อ่อนโยนลง จะได้ไม่ไปตอกย้ำความเชื่อที่ว่าหนังไทยไม่ดี และถ้าหนังไม่ดีจริงๆ ประวิทย์ก็ว่า ไม่ต้องไปพูดถึงเลยแล้วกัน

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 ปีหลังนี้ประวิทย์เขียนถึงหนังไทยมากกว่าเดิม เพราะรู้สึกว่าหนังไทยดีขึ้นและมีประเด็นต่างๆ ให้เขียน

“แต่เขาไม่เคยต้องการให้คนอ่านเชื่อสิ่งที่เขาเขียนทั้งหมด เพราะนั่นแสดงถึงความไม่มีวิจารณญาณ งานวิจารณ์จะต้องกระตุ้นให้คนดูคิดและประเมินคุณค่า เพื่อต่อยอดทัศนคติของตัวเอง สังคมที่เกิดการประเมินคุณค่า ก็จะสามารถป้องกันไม่ให้หนังไม่ดีผลิตออกมา และส่งผลทางอ้อมถึงอุตสาหกรรมหนังไทยโดยรวมด้วย”

ถึงแม้สถานการณ์ขณะนี้จะยังไม่ถึงจุดนั้น แต่ประวิทย์ก็รู้สึกว่าทุกอย่างกำลังไปได้สวย นักวิจารณ์เยอะขึ้น คนกล้าแสดงความเห็นมากขึ้นโดยเฉพาะในอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีหลายคนที่ใช้ได้เลยทีเดียว แต่งานวิจารณ์ในอินเตอร์เน็ตมีสิ่งหนึ่งที่น่ากลัว นั่นก็คือความไร้ตัวตนของคนวิจารณ์

“อย่างเราอยู่ในที่สว่างมีชื่อที่ต้องรักษา ต้องหาข้อมูล เวลาเขียนความเห็นต่างๆ ต้องคิดแล้วคิดอีกอย่างพิถีพิถัน แต่งานเขียนในเว็บจะค่อนข้างดิบ และไม่ค่อยกลั่นกรอง มีจำนวนไม่น้อยที่วิจารณ์หนังด้วยอคติ หรือทัศนคติที่ไม่เปิดกว้าง ซึ่งอันตรายมากต่อวัฒนธรรมการวิจารณ์”

แต่ประวิทย์ก็ยอมรับว่างานวิจารณ์ในเว็บไซต์หรือบล็อกต่างๆ สามารถเชื่อมโยงถึงคนดูหนังที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ได้มากกว่างานบนแผ่นกระดาษ เขาวิเคราะห์ว่าอาจเพราะทั้งสองมีความรู้สึกของความเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันที่เน้นถึงอารมณ์ล้วนๆ เป็นส่วนใหญ่ ส่วนคนที่ชอบอ่านในหน้ากระดาษจะเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ดูหนังอย่างเอาจริงเอาจังและต้องการข้อมูลเบื้องลึก ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็เพิ่มขึ้นไม่น้อยแม้ว่าจะไม่เป็นสัดส่วนที่เท่ากันกับการเพิ่มขึ้นของคนที่ชอบดูหนังก็ตาม

ซึ่งก็นำไปสู่การเชื่อมโยงที่ว่าแม้คนดูหนังจะเพิ่มขึ้น จนนิตยสารหนังผุดมาราวเงาตามตัว แต่พื้นที่การวิจารณ์ในแต่ละฉบับกลับถูกจำกัดพื้นที่ให้มีน้อยลง

และนั่นก็ทำให้คนทำสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งโลกต้องปรับตัวกันยกใหญ่ นักวิจารณ์หนังใน น.ส.พ.ชื่อดังอย่างนิวยอร์ก ไทมส์, แอลเอ ไทมส์, วอชิงตัน โพสต์ ก็ย้ายบทวิจารณ์ไปอยู่ในอินเตอร์เน็ตเรียบร้อยแล้ว

ทว่านักวิจารณ์ไทยอย่างประวิทย์ยังไม่คิด แม้ว่าจะมีแวบๆ บ้างว่าอยากนำคอลัมน์ที่เขียนถึงหนังเก่าในสตาร์พิค ไปไว้ในโลกไซเบอร์บ้างก็ตาม เพราะไม่อยากให้เรื่องที่บรรจงเขียนจากการดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าและค้นคว้าข้อมูลอย่างหนักต้องหายไป

“แต่งานวิจารณ์คงสมบูรณ์ไม่ได้ หากไม่สามารถกระตุ้นคนอ่านให้เกิดวิจารณญาณด้วยตัวเอง” เขาย้ำก่อนจากกัน

ที่มาจากหนังสือพิมพ์