อาชา-พาหนะจากสวรรค์

Home / ข่าวหนัง / อาชา-พาหนะจากสวรรค์

มนุษย์รู้จักม้ามาเป็นพันๆปีแล้ว ทั้งนำมาใช้ประโยชน์สารพัด ทำให้มีผู้สนใจอยากรู้ว่า ตามตำนานโบราณนั้น ม้าเกิดมาได้อย่างไร หรือมีกำเนิดมาจากที่ใด ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลสัปดาห์นี้ จึงรีบไปค้นคว้ามานำเสนอด่วนจี๋เลยครับ

เรื่องกำเนิดของมนุษย์และสัตว์ ก็มักจะมาจากสองทางคือ ทางยุโรปและเอเชีย ทางยุโรปก็ถือเอาวรรณคดีกรีกและโรมันเป็นหลัก แล้วแผ่กระจายไปในประเทศทางยุโรปทั่วไป ทางเอเชียก็ถือเอาวรรณคดีอินเดียเป็นหลัก และเรื่องราวทั้งหลายก็แผ่ไปทั่วเอเชีย โดยอาจจะมีต่อเติมเสริมส่งให้ผิดแผกกันออกไปบ้าง

ทีนี้เรามาเล่ากันถึงกำเนิดของม้าจากเรื่องของฝรั่งก่อน ในเทพปกรณัมของกรีกกล่าวถึงกำเนิดของม้าดังนี้

กาลครั้งหนึ่งในประเทศกรีซ เมื่อซีครอปส์ (Cecrops) ได้สร้างนครอันงดงามขึ้น บรรดาเทพเจ้าทั้งหลายก็อยากจะขนานนามนครแห่งนี้ แต่เมื่อมาถกเถียงกัน เทพทุกองค์ก็พากันถอยสละสิทธิ์ที่จะตั้งชื่อเมือง คงเหลือแต่เทพเจ้าเนปจูน และเจ้าแม่อธินี (เจ้าแม่นิเนอร์วา) เท่านั้นที่ยังแย่งชิงกันอยู่ เดือดร้อนถึงจูปิเตอร์เทพบิดร ซึ่งพระองค์ก็ไม่อยากจะตัดสินลงไป จึงให้เทพเนปจูนและเจ้าแม่อธินีเนรมิตสิ่งที่เกิดคุณประโยชน์ให้แก่มนุษย์มากที่สุด และให้เทวสภาเป็นผู้ตัดสินเรื่องนี้

เทพเจ้าเนปจูนเป็นฝ่ายเนรมิตก่อน โดยยกตรีศูลคู่หัตถ์ขึ้นกระแทกลงกับพื้นบันดาลให้มีม้าลำพองตัวหนึ่ง ผุดขึ้นท่ามกลางเสียงอึงคะนึงแสดงความพิศวงและชื่นชมของเหล่าเทพ เมื่อเทพผู้เนรมิตม้าอธิบายคุณประโยชน์ของม้าให้เป็นที่ตระหนักแก่ปวงเทพแล้ว ปวงเทพต่างก็คิดว่า เทวีอธินีคงไม่ สามารถเอาชนะเทพเนปจูนเสียเป็นแน่แล้ว ถึงแก่พากันแย้มสรวลด้วยเสียงอันดังแกมเย้ยหยันเอาเสียด้วย เมื่อเจ้าแม่อธินีเนรมิตต้นมะกอกต้นหนึ่งขึ้นมา แต่ครั้นเจ้าแม่อธิบายถึงคุณประโยชน์ของมะกอก ที่มนุษย์จะเอาไปใช้นานัปการนับตั้งแต่ใช้เนื้อไม้ ผล กิ่งก้าน ไปจนใบ และย้ำว่ามะกอกยังเป็นเครื่องหมายของสันติภาพ และความรุ่งเรืองวัฒนาอีกด้วย เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่พึงประสงค์ ยิ่งกว่าม้า ซึ่งเป็นเครื่องหมายของสงคราม ดังนี้ มวลเทพก็เห็นพ้องกันว่า สิ่งเนรมิตของเจ้าแม่อธินีมีประโยชน์กว่า จึงลงมติตัดสินชี้ขาดให้เจ้าแม่เป็นฝ่ายชนะ เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงชัยชนะครั้งนี้ เจ้าแม่อธินีได้ปราสาทชื่อนครนั้นตามนามของเจ้าแม่เองว่า เอเธนส์ (Athens) นับแต่นั้นชาวกรุงเอเธนส์ ก็นับถือบูชาเจ้าแม่ในฐานะเทวีผู้ปกครองคุ้มครองนครของเขาอย่างแน่นเฟ้น

ม้าในตำนานฝรั่งจึงมีกำเนิดมาด้วยประการฉะนี้

นอกจากนั้น ในเทพปกรณัมของกรีกยังได้เล่าถึงกำเนิดของม้าอีกตัวหนึ่ง ชื่อว่า ม้าเพกาซัส (Pegasus) มีเรื่องราวดังต่อไปนี้

วีรบุรุษเพอร์ซูส (Persues) ถูกท้าวโพลิเดกทีส (Polydectes) ใช้ให้ไปตัดหัวนางเมดูซ่า (Medusa) มาถวายเพื่อตอบแทนบุญคุณ นางเมดูซ่าเป็นยักษิณีตนหนึ่งในบรรดาสามพี่น้องที่เรียกว่า กอร์กอน (Gorgons) นางมีเส้นผมเป็นงูพันกันยั้วเยี้ย และถ้านางมองสิ่งใดสิ่งนั้นจะกลายเป็นหินไปทันที เพอร์ซูสได้ของวิเศษสองอย่าง คือหมวกกายสิทธิ์สำหรับหายตัวจากเทพพลูโต โล่วิเศษของเจ้าแม่ นิเนอร์วาสำหรับกำบังตนจากสายตาของนางกอร์กอน และถุงศักดิ์สิทธิ์สำหรับบรรจุหัวนางเมดูซ่าจากนางอัปสรเฮสเพอริดิส เมื่อเพอร์ซูสตัดหัวนางเมดูซ่าได้แล้วก็บรรจุลงในถุงวิเศษ แต่ก่อนที่หัวนางเมดูซ่าจะเข้าไปอยู่ในยามวิเศษ เลือดก็หยดลงสู่พื้นดิน เลือดส่วนหนึ่งกลายเป็นงูมากมายในแว่นแคล้นลิเบีย เลือดอีกส่วนหนึ่งกลายเป็นสัตว์ประหลาดเกิดขึ้นเป็นม้ามีปีกชื่อว่าเพกาซัส สามารถบินได้อย่างรวดเร็ว ม้าเพกาซัสถูกนำไปเลี้ยงไว้บนยอดเขาเฮลิคอน ซึ่งเป็นที่พำนักของเจ้าแม่มิเนอร์วา

ม้าเพกาซัสนี้ไม่มีผู้ใดบังคับขับขี่ได้ ต่อมามีวีรบุรุษผู้หนึ่งชื่อเบลเลอโรฟอน (Bellerophon) ได้รับบัญชาจากท้าวไอโอเบทีสให้ไปปราบสัตว์ประหลาดดุร้ายตัวหนึ่งชื่อไคมีระ (Chimaera) เบลเลอโรฟอนได้รับคำแนะนำจากนักพยากรณ์คนหนึ่งว่า ต้องใช้ม้าเพกาซัสเท่านั้นจึงจะปราบได้ เบลเลอโรฟอนจึงไปบูชาเจ้าแม่มิเนอร์วาให้ช่วยเหลือ เจ้าแม่พอใจการบูชานั้นจึงช่วยเบลเลอโรฟอนให้ได้ ม้าและสามารถปราบพยศได้ ในที่สุดเบลเลอโรฟอน ก็ปราบสัตว์ประหลาดไคมีระได้สำเร็จ และได้อภิเษก สมรสกับธิดาของท้าวไอโอเบทีส

พูดถึงม้าของฝรั่ง แล้วจะไม่กล่าวถึง ม้าไม้ ในศึกเมืองทรอยเสียด้วย มิฉะนั้นดูเหมือนจะขาดอะไรไปสักอย่าง ศึกชิงนางที่กรุงทรอยนั้นเป็นที่ทราบกันดี จึงขอตัดมาตรงตอนจบของสงครามเลยดีกว่า

สงครามกรุงทรอยนั้นยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน ยูลิซีสจึงคิดกลอุบายให้ สร้างม้าไม้ใหญ่มหึมา โดยตนเองและทหารเอกจะเข้าไปแอบซ่อนในท้องม้า ทำกลอุบายให้ชาวเมืองทรอยเชื่อถือว่าเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันบ้านเมืองได้ ชาวเมืองจึงฉุดลากม้าไม้เข้าไปไว้ในเมือง ในคืนนั้นเองยูลิซีส และทหารก็กรูกันออกมาจากม้าไม้ และตีกรุงทรอยพินาศจนได้

ดูเอาเถอะ แม้แต่ม้าไม้ที่ไม่มีชีวิตจิตใจก็ยังทำให้เมืองทรอยถึงแก่กาลอวสานได้

ส่วนกำเนิดม้าของไทยเรา ก็มีที่มาจากวรรณคดีอินเดียนั่นเอง ในวรรณคดีอินเดียกล่าวไว้ว่า พระพายหรือเจ้าแห่งลมพายุเป็นผู้สร้างบังเกิดม้า 4 ตระกูลคือ 1. ม้าวลาหก 2. ม้าอาชาไนย 3. ม้าสินธพ 4.ม้าอัสดร

แต่จริงๆแล้วพาหนะทรงพระพายคือ มฤค หรือกวาง แต่เวลาทรงรถจะใช้ม้า กล่าวกันว่าเวลาหกจะเหินไปในท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว จนมองแทบไม่ทัน เมื่อเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้าจะเห็นแต่กลุ่มเมฆลอยละลิ่วไปนั่นแหละ คือองค์พระพายควบม้าวลาหกไปอย่างรวดเร็วในพริบตา ทิ้งควัน หรือกลุ่มเมฆไว้เบื้องหลังเราจึงแปลคำวลาหกว่า เมฆ

อาชาไนยแปลว่า กำเนิดดี พันธุ์หรือตระกูลดี รู้รวดเร็ว ฝึกหัดมาดีแล้ว ม้าที่ฝึกหัดมาดีแล้วเรียกว่า ม้าอาชาไนย คนที่ฝึกหัดมาดีแล้วเรียกว่า บุรุษอาชาไนย ม้าชนิดนี้มักจะใช้ในการศึกสงคราม

สินธพคือม้าพันธุ์ดีเกิดที่ลุ่มน้ำสินธุ บางทีเรียกว่า สินธพมโนมัย คำว่านโนมัย แปลว่าไปเร็วดังใจนึก ม้าสินธพมโนมัยนี้จึงเป็นม้าใหญ่ล่ำสัน พ่วงพี คึกคะนอง แข็งแรง ใช้ในการทำงานและการศึกสงครามได้อย่างดีเลิศ

กวนอู เทพเจ้าแห่งความสัตย์ซื่อในเรื่องสามก๊ก ก็มีม้าตัวหนึ่งชื่อ ม้าเซ็กเธาว์ ซึ่งเป็นคำเดียวกับสินธุ หรือสินธพ นั่นเอง ม้าของกวนอูทรงพลังมหาศาล ยิ่งได้ผู้ขับขี่อย่างกวนอูทรงพลังมหาศาล ยิ่งได้ผู้ขับขี่อย่างอวนอูด้วยแล้ว ม้าเซ็กเธาว์ก็ไม่พรั่นในการศึกสงครามควบขับอย่างกับลอยละลิ่วปลิวลม ประดุจม้าทรงของพระพายนั่นเทียว

อัสดรในวรรณคดีของอินเดียยกย่องม้าอัสดรมาก ว่าเป็นม้าที่ทรงพลังเข้มแข็ง เพราะเวลาเกิดมาไม่เกิดอย่างธรรมดา แต่ต้องแหวกท้องแม่ออกมาแล้วแม่ก็ตาย ที่จริงถือเป็นม้าที่เป็นมาตุฆาต ไม่ดีเลย แต่ในพจนานุกรมแปลคำอัสดรไว้ว่า อัสดรแปลว่า ม้าดี

ในวรรณคดีไทยหลายเรื่องกล่าวถึงม้าซึ่งเป็นพาหนะขับขี่ของพระเอกเช่น เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ขุนแผนมีม้าตัวโปรดชื่อ ม้าสีหมอก วรรณคดีอีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องพระอภัยมณี ของท่านสุนทรภู่ กล่าวถึงม้าประหลาดตัวหนึ่งคือ ม้านิลมังกรของสุดสาคร ม้าทั้งสองนี้คนไทยเราคงจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วนะครับ

ม้าสำคัญอีกตัวหนึ่งของชาวพุทธก็คือ ม้ากัณฐกะ กล่าวคือ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงตั้งพระทัยที่จะออกบรรพชาเพื่อแสวงหาพระโพธิญาณ ได้ให้นายฉันนะไปผูกม้าพระที่นั่งเตรียมไว้ ดังมีข้อความพรรณนาไว้ว่า

ได้ทัศนาเห็นพระยาม้ากัณฐกอัศวราช อันมีกายโดยยาวตั้งแต่คอจนท้ายมีประมาณได้ 18 ศอก โดยสูงก็สมควรกับกายอันยาว สีขาวบริสุทธิ์ดุจสังข์ อันขัดใหม่ ศีรษะนั้นดำดุจสีแห่งกา มีเกศาในมุขประเทศขาวผ่องดุจไส้หญ้าปล้องงามสะอาดกอปรด้วยพละกำลังมาก สมควรเป็นราชพาหนะพระที่นั่งทรงองค์บรมจักรพรรดิ

เจ้าชายสิทธัตถะทรงม้ากัณฐกะออกจากเมืองมาด้วยการช่วยเหลืออย่างลับๆ ของเทพยดาจนถึงแม่น้ำอโนมา พระยากัณฐกอาชาก็เผ่นโผนข้ามแม่น้ำอโนมานที อันมีประมาณโดยกว้างได้ 8 อุสุภ คือ 14 เส้น ไปตกลงยังฝั่งฟากโน้น นี่ก็แสดงถึงพลังมหาศาลของม้ากัณฐกะ

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงบรรพชาแล้วก็มีรับสั่งให้นายฉันนะพาม้ากัณฐกะกลับกรุงกบิลพัสดุ์ ม้ากัณฐกะก็แสดงความเศร้าโศก แลบชิวหาออกเลียพื้นฝ่าพระบาทมีโอภาสอันแดงดุจปาวารพัสตรรัตตกัมพลเช็ดสุคนธเรณู แล้วเพ่งดูดวงพระพักตร์ พระโพธิสัตว์มิได้วางตา เมื่อนายฉันนะจูงม้ากันฐกะเดินไป ม้านั้นก็ผันหน้ากลับมาดูพระพักตร์ เพ่งพิศจนลับเนตรพันเขตต์ทัศนวิสัย บมิได้วายอาลัยในพระมหาบุรุษราช มีศออันเหือดแห้งขาดเขฬะความโศกปะทะปิดทางอัสสาสบัสลาสเดินไปหน่อยหนึ่ง ดวงหฤทัยก็ทำลายออกเป็นเจ็ดภาค

ดูเอาเถิดความจงรักภักดีของม้าที่มีต่อเจ้าของ ถึงแก่หัวใจแตกสลายด้วยผลบุญอานิสงส์ ม้ากัณฐกะก็ไปเกิดเป็น กัณฐกเทพบุตร อยู่ในวิมานทองสูง 12 โยชน์ ในดาวดึงส์เทวโลก

เรื่องม้าๆ ยังมีอีกมากมาย แต่ขอเล่าไว้แต่ เพียงนี้ก่อน หากแฟนานุแฟนสนใจใคร่ทราบในเรื่องใดก็สอบถามมาได้ ทีมงานต่วย’ตูนยินดีนำมาเสนอต่อทุกๆ ท่านแน่นอนครับ.

ทีมงาน ต่วยตูน

ที่มาจากหนังสือพิมพ์