“เอก เอี่ยมชื่น” ผู้อยู่เบื้องหลังความวิจิตร และเรื่องราวสุดเข้มข้นของ “องค์บาก2”

Home / ข่าวหนัง / “เอก เอี่ยมชื่น” ผู้อยู่เบื้องหลังความวิจิตร และเรื่องราวสุดเข้มข้นของ “องค์บาก2”

บทสัมภาษณ์ เอก เอี่ยมชื่น ที่ปรึกษาการออกแบบงานสร้าง และ มือเขียนบท ผู้อยู่เบื้องหลังความวิจิตร และเรื่องราวสุดเข้มข้นของ องค์บาก2อลังการแอ็คชั่นที่คนทั้งโลกต้องจับตา

Q.เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมสำคัญในภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก2 ตั้งแต่เป็นผู้เปลี่ยนลุคส์ดูแลงานสร้างและสร้างความเข้มข้นให้กับ องค์บาก2ในฐานะมือเขียนบท
เอก เอี่ยมชื่น:
สวัสดีครับผมเอก เอี่ยมชื่น ในภาพยนตร์เรื่ององค์บาก 2 ทำหน้าที่เขียนบทครับ แล้วก็เป็นที่ปรึกษาการออกแบบงานสร้าง สำหรับงานโปรดักชั่นดีไซน์ส่วนใหญ่จะเคยเห็นงานที่ออกมาสู่สายตาก็มีตั้งแต่ 2499 อัธพานครองเมือง, นางนาก, ฟ้าทะลายโจร, 15 ค่ำเดือน 11,เหมืองแร่, the letter ,โอเคเบตง,ปืนใหญ่โจรสลัด จนกระทั่งมาองค์บาก2ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 10 แต่ว่าสำหรับบทภาพยนตร์จริงๆ แล้วเราเคยเป็นคนช่วยปรับบทมาตั้งแต่ 2499 ,นางนากเป็นเหมือนคนที่ร่วมทำบทด้วยกัน ต่อมาเป็นเรื่องที่เป็นต้นเรื่องจริงๆ ก็จะเป็นเรื่องโอเคเบตงวางพล็อตเรื่อง ต่อมาก็จะเป็นเรื่อง Three อารมณ์ อาถรรพ์ อาฆาต ก็เป็นพล็อตที่ 1 คือจริงๆ ก็ยุ่งเกี่ยวกับบทภาพยนตร์อยู่ตั้งแต่แรกแต่ไม่เคยมาเขียนเต็มๆก็มาถึงเรื่อง องค์บาก2 นี่แหละที่เต็มๆตัวหน่อย

 

Q. พูดถึงความพิเศษและความน่าสนใจในที่ทำให้เราเข้ามมีส่วนร่วมสำคัญในภาพยนตร์เรื่ององค์บาก 2
เอก เอี่ยมชื่น:
คือในตอนแรกเลย ผมกำลังทำปืนใหญ่จอมสลัดอยู่ แล้วโปรดิวเซอร์ขององค์บากเอาบทคร่าวๆ ที่ยังไม่มีไดอะล็อคมาหาผมที่กระบี่ แล้วก็มีเดโมคล้ายๆ เป็นการต่อสู้ของจาคล้ายจะเป็นนาฏยุทธ์เป็นการคลี่คลายโขนกับการต่อสู้ไว้ด้วยกัน ซึ่งพอผมได้มีโอกาสดูแล้ว ก็อยากทำ เพราะมันดูแล้วมันน่าตื่นตาตื่นใจมากในแนวทางที่เขาดีไซน์ไว้ ซึ่งเขาก็มีตัวอย่าง ตัดหนังมาให้ผมดูด้วย ในสิ่งที่อยากจะให้มันเป็น ผมดูแล้วมันก็เป็นไอเดียที่เราพูดคุยกันในขณะนั้นเลยว่าถ้าเกิดผมดูการต่อสู้แล้ว ผมจะเห็นภาพเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ตอนนี้มันมีปัญหาว่าถ้าผมจะลงไปทำเลย ผมทำไม่ได้เพราะว่าผมติดงานเพียงแต่ว่าผมให้คำปรึกษาได้ การต่อสู้อันนี้ถ้าเกิดมันเป็นโจทย์ใหญ่ผมคิดว่าศิลปะที่เหมาะกัน มันน่าจะเป็นศิลปะแบบเขมร ในแง่ของทางภาพก็ไปคุยกับจาว่าผมมีไอเดียเป็นอย่างนั้น จาเขาก็บอกว่าเขาเห็นตรงกันดีเหมือนกัน ผมก็บอกว่าพอดีผมติดงาน ก็เลยถามกันในทีม ซึ่งเป็นทีมปืนใหญ่ ที่เป็นอาร์ตไดเร็กเตอร์น้องๆ ก็จะถามว่าไหวไหมแต่ว่าพี่ไม่ได้ ถ้าได้ก็คงเป็นที่ปรึกษากับคนวางแนวทางโปรดักชั่นให้ ก็มีน้องคนหนึ่งที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่ชื่อสุประสิทธิ์เขาก็บอกว่าเขาโอเค เดี๋ยวเขาเป็นหัวสำหรับโปรดักชั่นดีไซน์ให้ พี่ก็บอกว่าเอาหละ ถ้างั้นก็จะแบ่งออกจากทีมปืนใหญ่เข้ามารองรับงานองค์บาก 2 แต่ว่าตอนนี้ก็จะเริ่มต้นการดีไซน์ พี่ก็บอกว่าขอตั้งทีมรีเสิร์ชขึ้นมาก่อนโดยมีพี่เป็นหัวหน้าทีมรีเสิร์ช เซ็ททีมโปรดักชั่นดีไซน์กับอาร์ตไดเร็กเตอร์กลุ่มหนึ่งเดินทางไปเขมร เพื่อที่จะหาข้อมูลก่อนในช่วงแรก ก็จะดูในสิ่งที่เราคิดว่าเหมาะที่จะเข้ากับเนื้อเรื่องในสิ่งที่เป็นโครงสร้างที่เขาให้มา พอเสร็จมาจากเขมรเราก็จะทำรูปเล่มแล้วก็จะพรีเซนท์จาแบบว่าเอาหละเรื่องทั้งหลายที่อยู่ในโครงเรื่องเดิมที่มีอยู่มันจะถูกนำเสนอกับงานดีไซน์อย่างนี้ เป็นบ้าน เป็นลักษณะของสไตล์แบบนี้จาเขาก็เห็นด้วยผมก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นก็โปรดกชั่นดีไซน์ เอาข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดที่เพิ่มเติมมาเตรียมทำดีไซน์ให้รองรับบท ในระหว่างขณะทำรีเซิร์ท จาเขาก็จะมีไอเดียมาใหม่อยู่เสมอ จาเขาขยัน เขาก็คิดเพราะเหมือนตอนแรกมันยังไม่อิ่มตัวเต็มที่ก็มีไอเดียเรื่อยๆ แต่พอมีไอเดียเรื่อยๆ ก็จะมีผลกระทบกับตัวเรื่องเหมือนกันเพราะว่าการต่อสู้มันจะมากขึ้นกว่าเดิม อย่างเช่นว่าเราแบ่งบทการต่อสู้ไว้ 5 ครั้งก็จะกลายเป็น 6 แล้วก็จะมีการต่อสู้ย่อยในนั้นอีกไอ้ตัวบทผมอ่านแล้วผมก็บอกว่าสู้ขนาดนั้นสงสัยเวลาคงจะไม่ได้มันจะต้องตัดตัวละครบ้าง เราก็ไปปรึกษากับคนเขียนบท คนเขียนบทก็แก้หลายครั้งแล้วพอผมปรับโยกมาเป็นบรรยากาศแบบนี้แล้ว ผมก็ต้องไปถ่ายทอดบรรยากาศแบบนี้ให้กับคนเขียนบทว่าเรื่องมันจะเกิดขึ้นที่ไหนอย่างไร พอไปไปมามาพอถึงจุดหนึ่งคนเขียนบทก็เกิดติดงา นเรียกว่าจะต้องหามือที่สามเขามาเขียนใหม่ผมก็แบบว่าตายแล้วมันก็จะยิ่งไม่ทันกันเข้าไปใหญ่เพราะว่าโปรดักชั่นใกล้ถึงเวลาที่ต้องเริ่ม ในที่สุดก็ไม่รู้จะทำอย่างไงหันมามองใครแล้วก็มองไม่ถูก ก็เลยบอกว่างั้นผมเขียนให้ก็แล้วกันก็เลยมาสู่การเขียนบทเป็นครั้งแรกแบบจริงๆ จังๆ

 

Q. พอโปรดักชั่นดีไซน์ที่มีมุมมองในงานสร้างพีเรียดระดับมือ1 มารวมตัวกับโปรเจ็คต์ภาพยนตร์แอ็คชั่นดุเดือดในสไตล์พันนา-จา พนม อย่างองค์บาก2 มันจะออกมาเป็นอย่างไร
เอก เอี่ยมชื่น:
โดยไอเดียแต่แรก ทางพี่พันนา เขามีโครงสร้างกับจาไว้อยู่แล้ว เหมือนจะเป็นโครงสร้างเดิมของเขาเรื่องไอ้หนุ่มสารพัดพิษหรืออย่างไงสักอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการต่อสู้ระหว่างคนที่ฝึกอาวุธทุกประเภทของสายตะวันออกเพราะใช้อาวุธได้ทุกประเภทเชี่ยวชาญการต่อสู้ทุกประเภทแล้วก็เป็นเรื่องของการแก้แค้นแทนพ่อ จริงๆ แล้วโครงสร้างมันก็แข็งแรงเป็นโครงสร้างของหนังแอ็คชั่น ผมก็เห็นว่าโอเคอยู่แล้ว พอเราเข้ามาทำ ก็เพื่อจะปรับการต่อสู้แล้วก็ร้อยเรื่องให้มันมีเหตุมีผลปรับเข้ากับยุคสมัย ปรับเข้ากับบรรยากาศที่เราเลือก เสร็จเรียบร้อยมันก็ต้องค่อยๆ จูนกันระหว่างจาจะมีอะไรเข้ามาเติมผมจะมีอะไรเข้ามาใส่ มันก็ใช่เวลาปรับเข้าหากัน ผมว่าในรายละเอียดช่วง 2 เดือนแรกก็จะมีการปรับแก้ไขใหญ่ๆให้เห็นทิศทางของหนังซึ่งมันจะค่อยๆลงตัวขึ้นเรื่อยๆ ในเส้นเรื่องก็มีรายละเอียดของความลึกและมิติของตัวละคร ซึ่งองค์บาก 2 มันจะแตกต่างกับองค์บาก 1 ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ที่มันเป็นหนังคนละยุคคนละสมัยกัน โดยในภาคนี้จะเหมือนกับเป็นต้นกำเนิดของพระองค์บาก ซึ่งผูกพันกับตัวเอกของเรื่องเป็นการสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะแทนชีวิตกัน มันก็จะเป็นความผูกพันกันระหว่างพระพุทธรูปองค์นี้กับผู้ชายคนนี้ผูกพันเป็นเหมือนภาคต่อเหมือนกัน สุดท้ายก็ลงตัวกลายมาเป็นบท องค์บาก 2 สมบูรณ์

Q. ไม่เคยทำหนังแอ็คชั่นแบบสุดขีด พอต้องเอาตัวเองมาอยู่ในหนังแอ็คชั่นแบบจา พนมมันนำไปสู่การวิวัฒน์ หรือสร้างสิ่งๆใหม่ที่น่าสนใจเกิดขึ้นมาบ้าง
เอก เอี่ยมชื่น:
จะวิวัฒน์หรือเปล่าผมคงบอกไม่ได้ขนาดนั้น ผมคิดว่าเป็นการเรียนรู้กันแล้วกันอีกก้าวนึง เพราะว่าอย่างจาเองเรียกว่าเขาลุยมากับเรื่องของศิลปะการต่อสู้มาก พูดได้จดจ่อและให้ความสนใจ ละเอียดกับเรื่องนี้มาก ส่วนผมเองก็ดูเกี่ยวกับเรื่องงานสร้างมาโดยเฉพาะ แล้วก็เรื่องเกี่ยวกับงานทางภาพโดยเฉพาะหนังพรีเรียด เพราะฉะนั้นทีมงานที่ทำมาทั้งหมดก็ทำงานมาจนเชี่ยวชาญในขณะเดียวกับทีมสตั๊นท์ของจาเอง เขาก็เชี่ยวชาญเป็นการรวมกันซึ่งต่างคนก็ต่างไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อนคือหมายถึงว่าผมเคยทำงานแอ็คชั่นที่ระเบิดภูเขาเผากระท่อม ผมเคยทำหนังยิงปืนหนังต่อสู้ ก็ไม่ใช่หนังเอ็กซ์ตรีมแบบนี้ที่เป็นหนังแอ็คชั่นจริงๆ เป็นหนังแอ็คชั่นตระกูลแท้ๆ มีการเรียกว่าหนักหน่วง ตัวเราเองก็เป็นเรื่องความงามมากๆของงานสร้าง ที่นี้พอมาร่วมงานกันตัวจาเองก็ต้องปรับตัว ไม่ใช่ผมปรับตัวเอง เพราะว่างานในส่วนของผมเองก็เป็นงานรายละเอียดค่อนข้างเยอะ การต่อสู้ก็จะต้องยืนอยู่บนสถาปัตยกรรมที่ถูกเลือกหรือว่าแนวทางของฉากที่ถูกเลือกมาแล้ว มันมีเหลี่ยมมุมคมที่อาจจะไม่ซับพอร์ตแอ็คชั่นซึ่งผมก็ต้องมาเรียนรู้ใหม่ มาไล่แก้กัน ทั้งเรื่องของความอันตราย ขอบดาบอาวุธ หรืออะไรที่เอามาแบบเล่นหนักๆ จริงๆนอกจากดีไซน์ให้ดูดีแล้ว แล้วก็ถูกยุคสมัยเหมาะกับแต่ละพวกแต่ละหมวด ก็ต้องมีอ่อนแข็งเบาหนัก หรือว่าอะไรที่แตกต่างซึ่งมันยากกว่าที่ผมเคยเจอมาก่อน และในขณะเดียวกันผมก็รู้สึกว่าจาเองรู้สึกว่ายากกว่าหนังแอ็คชั่นกว่าปกติ รู้สึกว่ามันวุ่นวายในเรื่องเสื้อผ้าฉากและบรรยากาศ ด้วยการเรียนรู้ด้วยกันมาในปีแรกเรียกว่าเป็นการคนผสมให้เข้ากัน เพราะฉะนั้นทุกคนก็พยายามจะทำงานของตัวเองให้ดีแล้วก็ผสานกันให้ได้มากที่สุด มันก็เกิดช้าบ้างหรือด้วยความที่ประสบการณ์ในการทำงานแบบต่างคนต่างมาซึ่งแตกต่างกัน ช่วงปีที่สองก็เหมือนจะรู้ทางกันแล้วก็คิดว่าหลังจากนั้นเริ่มมีการต่อยอดบ้างในบางส่วนจาเองก็พ้นขีดจำกัดว่าอะไรได้อะไรไม่ได้คือต่างคนก็ต่าง support กันในที่สุด ผมก็ว่ามันลงตัวขึ้นมากๆเมื่อผ่านช่วงเวลามาด้วยกัน ซึ่งผมเรียกว่ามันลื่นขึ้นมากกว่าคือหมายถึงว่าในฐานะที่ผมเป็นคนเขียนบท ผมเห็นบรรยากาศรวมนั่นหมายถึงว่าน้องๆ ที่เป็นโปรดักชั่นดีไซน์แล้วก็อาร์ตไดเร็กเตอร์ ซึ่งตัวผมเองก็เป็นอาร์ตไดเร็กเตอร์อีกส่วนหนึ่งย่อยซึ่งเป็นอาร์ตไดเร็กเตอร์คุมพระราชวังซึ่งผมเป็นคนคุมอีก 1 หน้าที่ มันทำให้เราเห็นภาพรวมของหนังพอเห็นภาพรวมของหนังมันก็ทำให้เราสามารถใส่บรรยากาศเข้าไปในบทแล้วก็สามารถใส่มิติของตัวละครผูกพันกับสถานที่ที่เกิดเหตุมันก็ชัดขึ้น พอบทไปถึงมือคนที่ไปปฏิบัติงานมันก็จะเคลียร์โอเคว่ามันจะเห็นภาพเดียวกันมันก็จะเตรียมงานพร้อม คือของทุกๆ อย่างคือคิดว่าจะต่อยอดแล้วทุกคนต้องพร้อมเต็มที่แล้วมาเจอกันก่อนแล้วใช้ไอ้ความพร้อม ให้ได้ภาพทุกอย่างมันส่งผลให้เนื้องานที่เกิดขึ้นมันดียิ่งๆ เกินไปกว่าที่เราคาดคิดกันไปอีก

 

Q.อยากให้ยกตัวอย่างานโปรดักชั่นเด่นๆ ในหนังเรื่ององค์บาก 2 ว่ามันยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน
เอก เอี่ยมชื่น:
คือตอนนี้ถ้าพูดถึงในแง่โปรดักชั่น ตัวผมเป็นที่ปรึกษาของงาน ในส่วนโปรดักชั่นดีไซน์โดยรวมก็จะมีคุณสุประสิทธิ์จะเป็นคนทำดีไซน์โดยรวม แต่ว่าเขาก็จะต้องคุมฉากแต่ละฉาก อาร์ตไดเร็กเตอร์แต่ละคนจะมีหน้าที่คุมในแต่ละเซ็ต เช่นชุมโจรก็จะมีอาร์ตไดเร็กเตอร์คุมคนนึง บ้านครูบัวก็จะมีคนคุมคนนึง บ้านพ่อก็จะมีคนคุมอีกคนนึง พระราชวังก็ต้องมีคนคุมอีกคนนึง คือนอกเหนือจากในหน้าที่นี้ที่ผมรับหน้าที่เป็นคนเขียนบทแล้ว เป็นที่ปรึกษาโปรดักชั่น ผมก็ยังต้องเป็นอาร์ตไดเร็กเตอร์ของฉากๆ หนึ่งในทั้งหมดทั้งมวลนี้ด้วย เพราะฉะนั้นในฉากใหญ่ๆ  ที่เรียกว่าใหญ่แบบจริงๆ มีอยู่หลายๆฉากก็จะมีอาร์ตไดเร็คเตอร์คุมย่อยไปอีกในแต่ละฉาก ยกตัวอย่างมาพอหอมปากหอมคอนะครับอย่าง

ฉาก 5 แยกตลาดเถื่อน
เป็นที่ชุมนุมกันของพ่อค้า และพวกนักค้าทาสหรือพวกคนเถื่อนทั้งหลายซึ่งถูกกำหนดเอาไว้โดยไดเร็กชั่นว่าเป็นชุมชนอุษาคเนย์ประเภทพวกขอม มอญ ละว้าอะไรที่เป็นไดเร็กชั่นที่เรายังไม่ค่อยเคยเห็น นี่ก็เป็นฉากใหญ่ฉากหนึ่งที่เป็นตลาด 5 แยก ซึ่งตรงกลางมีโบราญสถานอยู่แล้วก็มีทางมาบรรจบกัน 5 แยก นี่ก็จะเป็นอีก 1 ลักษณะที่เป็นตลาดเถื่อนตลาด 5 แยกนี่ถ่ายที่หน่วยพิทักษ์ต้นน้ำมูล ซึ่งอยู่ตีนเขาใหญ่ อำเภอปากช่อง คือในตอนแรกที่เราเข้าไปมันเป็นป่าต้นน้ำเป็นป่าในเขตอุทยานยังอุดมสมบูรณ์อยู่มาก ความยากลำบากมันอยู่ตรงทางเข้าไปมันเป็นทางป่า มันก็เลยทำให้ทำงานยากเราจะต้องทำงานบนทางดินเมื่อฝนตกฉากที่มีการฉีดน้ำเพื่อจะทำฝนทางมันจะเละมาก มันมีงานที่เกี่ยวกับเครื่องมืออุปกรณ์กับฉากขี่ม้ามันก็จะทำให้ทางต้องเป็นหล่มโคลนแล้วทุกคนก็แบบว่าต้องวิบากกันอยู่ในกองถ่ายที่อยู่ในป่านี้ อันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งฉากที่เรียกว่ายากแล้วก็วุ่นวายเพราะว่าภูมิประเทศ

ฉากชุมโจรผาปีกครุฑ
ส่วนอันที่เป็นฉากใหญ่อันที่สอง ก็จะเป็นชุมโจรก็จะมีอาร์ตไดเร็กเตอร์คุมอีกคนหนึ่งโดยทั้งหมดคุณสุประสิทธิ์เป็นคนคุม ก็มีพี่กุ้งบรรพต งามขำเป็นคนคุมงานบ้านชุมโจร ในฉากของเราคือหมู่บ้านโจรในแวดล้อมของแนวผาซึ่งจะต้องเป็นที่เหมือนลึกลับในหุบเขา ซึ่งเป็นพวกผิดกฎหมายหรือพวกเถื่อนต่างแดนอะไรทั้งหลายพูดง่ายๆ จะเป็นหุบเขาคนโฉดผู้ที่ปั้นเทียนตัวเอกตัวนี้ออกมาให้เก่งในทุกๆ ด้าน เรื่องของอาวุธฉากนี้ก็เหมือนเดิมทุกอย่างเป็นอย่างที่ต้องการคือก็เป็นป่าโลเคชั่นของเราอยู่ที่จังหวัดเลย อำเภอหนองหิน เป็นป่าหินเราก็เลือกจุดๆ หนึ่งซึ่งอยู่ในแวดล้อมของเขาแล้วเราก็สร้างหมู่บ้านนี้เข้าไปทั้งหมู่บ้าน วิบากของมันก็คือมันอยู่บนยอดเขาอยู่บนเนินเขาเมื่อไหร่ที่เราทำงาน มันมักจะฝนตกทุกครั้งไป หน้าฝนจะเอาพวกอุปกรณ์ต่างๆไปก่อสร้างมันก็ยากขึ้นลงกันแทบไม่ได้ เอารถติดหล่มกันอยู่อย่างนั้น ปัญหาส่วนใหญ่เป็นภัยธรรมชาติ  เราต้องสร้างหมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน เพราะเมื่อก่อนมันเป็นที่โล่งในหุบเขา มีเนินหินสลับแล้วก็เป็นหน้าผาล้อม เราต้องสร้างเส้นทางหลักเข้าหมู่บ้าน สร้างบ้านของครูมวย สร้างบ้านของหัวหน้าชุมโจร แล้วก็แวดล้อมด้วยเหล่าบริวารอื่นๆนั้นก็คือ 1 หมู่บ้านเต็มๆ จะต้องรองรับเนื้องานแอ็คชั่นที่จะมีการต่อสู้ใหญ่ในฉากนี้

บ้านครูบัว
อันที่สามคือบ้านครูบัว ตอนแรกเลย เราเคยเล็งกันเอาไว้อีกที่หนึ่งเป็นที่อุทยานสามร้อยยอด บ้านนี้คอนเซ็ปท์มันคือความสงบความน่าอยู่ นั่นคือเป็นด้านที่ตรงข้ามกับชุมโจร แต่ตอนที่เราไปดูโลเคชั่นอีกครั้งหนึ่ งปรากฎว่า โลเคชั่นที่เราดูเอาไว้เป็นถนนที่มันตัดผ่านเข้าไปแล้ว มันก็เลยทำให้เสียโลเคชั่นหลักนี้ไปแต่เราก็ไปได้อีกโลเคชั่นหนึ่งที่มันเป็นป่าตะแบกใหญ่แล้วก็อยู่ใกล้แนวเขา ในงานโปรดักชั่นดีไซน์คิดไว้ว่าเป็นสถานที่คล้ายกับโบราณสถานที่เป็นยุคก่อนหน้าของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้อีก หมายความว่าเป็นเขมรยุคต้นแต่เป็นปราสาทร้างโบราณ แล้วก็มีหมู่บ้านนี้เข้าไปสร้างอยู่มันก็จะปะป่นกับซากที่เป็นปราสาทโบราณจะเป็นแหล่งรวมของศิลปะแบบนาฏกรรมอะไรอย่างนี้ คนที่เป็นนายบ้านนี้ก็คือครูบัว(นิรุตติ ศิริจรรยา)ซึ่งเป็นครูที่สอนนาฏศิลป์ของเทียน ซึ่งเป็นเพื่อนกับพ่อเทียน บ้านหลังนี้ก็จะต้องสร้างที่เป็นซากปรักหักพังของโบราณสถาน แล้วก็แนวกำแพงหิน พร้อมกับบ้านทั้งหมดที่เป็นลักษณะของหมู่บ้าน คล้ายๆ เป็นบ้านของหมอยารักษาสมุนไพร เป็นโรงหมอสมุนไพร ซึ่งครูบัวเป็นผู้มีเมตตา แล้วก็เป็นผู้ที่ช่วยเหลือชาวบ้านเป็นผู้นำเราก็เซตในฉากนี้เป็นอีกหนึ่งฉากใหญ่เราเซตกันที่ปากช่องเหมือนกัน แต่ว่าเป็นป่าอยู่ริมลำตะคลอง

พระราชวัง
ฉากที่สี่เป็นฉากที่ใหญ่ที่สุดสำหรับงานสร้างจะเสียเงินมากที่สุดด้วยฉากนี้มีผมเป็นอาร์ตไดเร็กเตอร์คือเป็นคนดูแลฉากฉากนี้เป็นฉากพระราชวังในเรื่องฉากนี้มีโจทย์มาจากฉากแอ็คชั่นที่ตัวเทียนจะต้องไปลอบสังหารพระยาราชเสนา(ศรัณยู วงษ์กระจ่าง) ในงานเฉลิมฉลองเทวเสาวนีย์ครุฑ ซึ่งก็จะมีพิม(จ๊ะจ๋า พริมรตา เดชอุดม)นางเอกซึ่งเป็นนางรำมาร่ายรำและประชาชนมากมายมาร่วมในพิธี  รวมทั้งเป็นฉากที่จาทำดีไซน์เอาไว้คือการต่อสู้ระหว่างช้างต่อช้างแล้วก็มีคนต่อสู้กับคนบนหลังช้าง เป็นช้างแบบสิบๆ เชือกมันจะต้องใหญ่มากเพราะมันจะต้องเป็นลานช้างในไอเดียแรกมันก็คือลานที่เป็นเหมือนโคโลเซียมที่มีคนมองได้จากทุกทิศทางทั้งข้างบนข้างล่าง พอดีมันมีฉากพระราชวังที่จะต้องใช้รวมเรื่องอยู่แล้ว คิดว่าเราจะสร้างแล้วเราก็สร้างให้มันเป็นของกันและกันไปเลยคือหมายถึงว่าไม่งั้นมันจะต้องแยกออกในการที่จะไปสร้างวังที่หนึ่งสร้างลานช้างที่หนึ่ง ก็เลยคิดว่าเรามารวมในฉากนี้ด้วยกันเลย ที่นี้ในเรื่องของทางด้านดีไซน์เราเก็บงานดีไซน์แบบเขมร ซึ่งถ้าดูมาจากรอบๆ ของงานศิลปกรรมของเขมรแล้วเราก็เอามาปรับให้เข้ากับบล็อคกิ้งไลน์ ที่จะใช้ในตัวเรื่องรวมทั้งไลน์ในการต่อสู้ เราก็เอามาดัดปรับปรุงให้มันเป็นฉากของเราซึ่งตอนนี้ลักษณะของพระราชวังเขมรมันจะเป็นฉากคล้ายๆ กับกึ่งเหมือนปิระมิดถ้าเราเคยไปเขมรเราจะเห็นว่าปราสาทพิมานอากาศหรือปราสาทพนมบาเค็ง ปราสาทปักษีจำกรงอะไรอย่างนี้ มีการสร้างขึ้นไปอยู่บนฐานปิระมิดรูปขั้นบันได แล้วก็จะมีตัวปราสาทอยู่ด้านบนอันนี้เป็นลักษณะเด่นแบบเขมรซึ่งเรียกได้ว่ามีอิทธิพลมาจากชวาหรืออะไรก็ตาม แต่ว่าตอนนี้เมื่อเราเอาลานช้างที่จะประกอบกับพระราชวัง โลเคชั่นของเรามันก็เลยหายากมากที่จะสร้างโครงสร้างอย่างที่เราพูดถึง มีลานช้างแล้วก็มีพระราชวังเป็นแบล็คกราวน์ โดยพระราชวังแบบเขมรสไตล์เป็นพระราชวังบนฐานปิระมิด แล้วก็มีระเบียงโดยรอบอยู่
เพราะฉะนั้นเมื่องานสร้างของเราต้องมีลักษณะที่มีสเต็ปของดินที่แตกต่างกัน โลเคชั่นของเราก็เลยจำเป็นที่จะต้องหาพื้นที่ที่มันมีลักษณะของความสูงต่ำที่ได้ตามที่เราต้องการ จนกระทั่งเราไปพอบ่อดินบ่อหนึ่งที่ระยองซึ่งมีลักษณะของการตักดินไปแล้ว แต่ยังมีอีกชั้นหนึ่งที่เหลืออยู่ แล้วก็มีอีกชั้นสเต็ปที่ 3 ซึ่งมันก็จะใกล้เคียงในโครงสร้างเราก็บอกว่าเราเจอแล้ว ที่นี้เราก็เอาไอเดียของเราวัดพื้นที่ใหม่ แล้วเราก็เคลียร์แบบให้ขึ้นกับแนวดินที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นเราก็ทำเฉพาะในตัวโครงสร้างไปบนเนื้อดินที่มีสเต็ปนี้อยู่แล้ว โดยยึดสไตล์เขม รแล้วหยิบสิ่งดีๆ ในดีไซน์อื่นจากหลายๆ ที่ในเขมรเอามาใช้ให้เหมาะก็เกิดมาเป็นฉากพระราชวัง

Q.ถือว่าเป็นฉากที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตที่เคยทำมาเลยหรือเปล่า
เอก เอี่ยมชื่น:
ใหญ่ที่สุดในขนาดสเกลนี้ แล้วก็ความใหญ่โต แล้วก็ความแข็งแรงที่จะต้องสร้างอย่างนั้นในหนัง จะต้องมารองรับทุกคนที่จะมาดูให้ได้เป็นพันเพราะฉะนั้นแล้วเนี๊ยะมันใช่วิธีทำฉากแบบทำฉากปกติไม่ได้มันจะต้องเป็นงานโครงสร้างจริงๆ มันก็เลยกลายเป็นของยากไปเลย เพราะมันต้องทำแข็งแรง มันคือทำจริงทั้งใหญ่ทั้งหนักทั้งแพง พื้นที่เราใช้ทำฉากทั้งหมดประมาณ 25 ไร่ แล้วก็ต้องมีการเผาทำลายพระราชวังที่ทำอย่างยิ่งใหญ่ด้วย

 

Q.ความรู้สึกที่ทำให้ เอก เอี่ยมชื่น ตัดสินใจเข้ามามีส่วนร่วมในโปรเจ็คต์ องค์บาก2
เอก เอี่ยมชื่น:
เรื่องความน่าทำสำหรับผมและทีมงานทุกคน คิดว่าเราอยู่ในวงการนี้การทำหนังใหญ่เป็นประสบการณ์ที่ดีที่เราจะได้เรียนรู้ มีโอกาสที่จะได้ลอง แล้วก็ไม่มีโอกาสบ่อยครั้งมากนักที่เราจะได้ทำ ครั้งนี้คือจาเองได้นำร่องไปแล้ว หมายถึงว่าองค์บาก 1 และตัวจาเองก็ไปสร้างชื่อเสียง แล้วก็มีคนรู้จักเขามากกว่าทุกคนในขณะนี้เอง เรียกได้ว่าเราอาศัยเขาด้วยซ้ำที่เราจะเอาโอกาสว่าเราจะไปทำงานสักชิ้นหนึ่งที่คนทั่วโลกมีโอกาสได้ดูงานของเรา เพราะฉะนั้นสำหรับงานสร้าง ผมก็คิดว่าโดยแนวทางที่เราจะเสนอภาพในดีไซน์ใหม่บวกกับความสามารถของจา ก็น่าจะสร้างปรากฎการณ์ได้อย่างน้อยในโลกนี้ก็จะได้ดูศิลปะการต่อสู้แบบตะวันออกที่ผ่านโดยจาแล้วก็ได้ดูศิลปะทางด้านภาพบรรยากาศแบบเอเซีย แบบตะวันออกเฉียงใต้โดยฝีมือคนไทยที่มีประสบการณ์ในการทำงานเราคิดว่านี้เป็นโอกาสที่ดีที่เรามีโอกาสที่จะได้ทำ

 

Q. ความเป็นมือ 1 ในด้านแอ็คชั่น กับการมาของ องค์บาก2
เอก เอี่ยมชื่น: 
สำหรับจามันมีความพร้อม จากการที่เขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์มากกว่านักบู๊คนอื่น เท่าที่เห็นอยู่ โดยทั้งสรีระพื้นฐานความคล่องตัวการตัดสินใจฉับพลันในการที่จะเคลื่อนไหว อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องของพรสวรรค์ ก็ไม่เท่ากับการฝึกฝนยาวนาน ในตอนที่ผมเห็นเขาครั้งแรกในองค์บาก เราก็ว่ามันก็มหัศจรรย์แล้ว แต่พอผมได้เห็นเขาพอมาอยู่ร่วมในการทำภาพยนตร์ผมก็รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่อาจจะทดแทนกันได้อยาก เรามีฉากที่กำลังวิ่งอยู่บนหลังช้างแล้วช้างก็กำลังวิ่งอยู่ ก่อนการถ่ายทำเรามีการวางไลน์ของการวิ่ง ของนักแสดง ทิศทางการวิ่งของช้าง ตลอดจนการฝึกซ้อม ที่จะต้องซ้อมไลน์ของการถ่ายทำ ที่บอกว่าพรสวรรค์คือผมเชื่อว่าถ้าเป็นคนอื่นวิ่ง  รับรองว่าวิ่งอยู่บนหลังช้างไปได้ไม่กี่ตัวก็จะต้องหล่นแน่ๆ เพราะมันยากมากไม่ใช่ง่ายๆ แต่สำหรับจาเขาสามารถ เพราะดูเขามีความมั่นใจพอ เขาขึ้นวิ่งเอง เขาทำได้ดีกว่าคนอื่นหลายเท่า ว่าเขาสามารถที่จะวิ่งไปได้อย่างนั้นจริงๆ อย่างน่าอัศจรรย์มาก มันเป็นความคล่องตัว ความมั่นใจบวกในหลายๆ อย่างผนึกมาเป็นตัวเขา ในหลายๆ งานที่ไม่น่าจะทำได้เขาก็ทำได้เรียกว่าผิดมนุษย์อะไรอย่างนี้ ในความรู้สึกของผมเป็นเพราะเขาได้ใจไปถึงขั้นหนึ่งแล้ว แล้วก็ในแง่ของการดีไซน์การต่อสู้เท่าที่ผมเห็นในเรื่องนี้ทั้งหมดที่ผ่านมาเขาล้ำไปมากกว่ายุคขององค์บาก1 ไปแล้ว นั่นหมายถึงการครีเอทศิลปะประเภทอื่นแขนงอื่นเพื่อที่จะเอามาเป็นการต่อสู้ สามารถเลียนแบบท่าต่างๆ ของการต่อสู้มาปรับให้เป็นการต่อสู้แบบสวยงาม ผมว่ามันเป็นเหมือนกับว่า พื้นฐานมันแน่น มันอิ่มตัวลง มันสามารถที่จะนำสิ่งต่างๆ ที่อยู่รวบปรับมาเป็นศาสตร์ของการต่อสู้ได้ ผมคิดว่าอันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน ของฝีมือประสบการณ์แล้วก็พรสวรรค์

Q.แล้วถ้าให้พูดถึงในแง่ของการเป็นผู้กำกับของ จา พนม เป็นอย่างไรบ้าง
เอก เอี่ยมชื่น: 
นี่เป็นอีกเหลี่ยมหนึ่งของการกำกับซึ่งในตอนแรกเลยทุกคนก็กลัว ทุกคนก็ไม่แน่ใจว่าในที่สุดมันจะเป็นอย่างไง แม้กระทั้งผมที่ผมจะลงมาทำนี้ ผมก็ไม่แน่ใจพูดตามตรงเลยนะครับว่า เอ๊ะ เหมือนมันข้ามไลน์อย่างรุนแรง แต่ผมอาจจะคิดโดยไม่รอบคอบว่าเขาเป็นนักแสดงแอ็คชั่น แล้วเขาก็ทำหนังแอ็คชั่นมาตลอด แม้กระทั้งจะเป็นเดโม่หรืออะไรก็ตามที่มีการซ้อม เขาก็จะอยู่กับกล้องรู้จังหวะแรง จังหวะคัดติ้ง อันไหนดูแล้วโดน ดูแล้วหนัก ดูแล้วสะใจ อันไหนดูแล้วให้ผลเป็นอย่างไร เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องดูตลอดชีวิต เพราะของพวกนี้มันถูกดูดซึมในตัวเขา ซึ่งผมไม่เคยคิดว่าเอ๊ะเขาจะรู้เหรอ แต่ความจริงเขารู้อยู่แล้ว เขาคือคนเล่นแสดงแอ็คชั่น เขามีพวกนี้มากกว่าสิ่งที่เรามีด้วยซ้ำเ ราเองเราเป็นคนทำหนังมานานผมทำโปรดักชั่นดีไซน์ ผมก็มีความรู้เกี่ยวกับทางด้านศิลปะต่างๆ เพราะมันเป็นอาชีพ เขาเองเขาเป็นนักแสดงแอ็คชั่นตรงนี้เขาดูมา เพราะฉะนั้นหนังที่มันเป็นหนังแอ็คชั่นจริงๆ ผมก็เลยบอกว่า อ๋อ เขาเห็นหนังแล้ว ในแง่มุมของแอ็คชั่นเขาเห็นมันทั้งเรื่องแล้วเ พราะฉะนั้นการที่เขาจะมากำกับไม่ใช่เรื่องยาก ผมเองกับไม่เป็นด้วยซ้ำกับหนังแอ็คชั่น อันนี้เราก็เข้ามาเสริมให้ส่วนที่ขาด ผมก็เข้ามา นั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องการผมหมายถึงว่าต้องการผมและทีมงานมาเสริมให้พวกเสื้อผ้าเขาดูดี มาทำให้บรรยากาศโดยรวมมันดูดี ในอีกส่วนหนึ่งผมก็มาทำให้ส่วนของบทภาพยนตร์ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นที่ผมต้องทำงานร่วมกับจาเยอะในเรื่องของบท ผมคิดว่าน่าจะเป็นบทภาพยนตร์ที่แก้ไขมากที่สุดในประเทศแล้วหละมั้ง ถึงกับแก้ไขกันห้าสิบหกสิบกว่าร่างเป็นอย่างน้อยที่มีการปรับไปปรับมาอันนี้ ถ้าในแง่ของผู้กำกับจริงๆ ตรงนี้อาจจะยังเบา เพราะจาเขามีความต้องการสูงต้องการให้งานของเขาออกมาให้ดีที่สุด เขาจะคิดไม่หยุด เขาจะครีเอทตลอดเวลา มันก็จะต้องแก้กันตรงบางส่วนต้องรื้อกันไปรื้อกันมาบ่อย อันนี้คือสิ่งที่ผมว่าอย่างหนึ่งก็คือความขยันไม่ต้องพูดถึง การที่จะได้สิ่งดีไม่ต้องพูดถึง เพราะว่าเขาเต็มที่ด้วยความที่เขาเป็นผู้กำกับใหม่  ผมว่าจาเขาให้ใจเยอะมากในเหลี่ยมของการทำภาพยนตร์ตรงไหนทำได้ตรงไหนทำไม่ได้ ผมว่าเราก็ต่างคนต่างเรียนรู้อยู่ ผมว่าในเรื่องของภาพยนตร์เรื่องแรก ผมถือว่าสุดยอดของที่สุดแล้ว ไม่น่าทำได้ขนาดนี้ผมว่ายากมาก

 

Q.พอทำงานมาจากวันแรกจนถึงวันนี้เห็นภาพตัวอย่างแรกแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง
เอก เอี่ยมชื่น: 
ในรอบหลายปีหนังที่ทำให้คนดูเห็นหนัง แล้วอยากที่จะยอมจ่ายเงินไปซื้อตั๋วดูหนังได้ทันที มีไม่กี่เรื่องผมจำได้เนี๊ยะเคยมีนางนากครั้งหนึ่งแล้วก็เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 2 ครับมันมีองค์ประกอบที่สมบูรณ์ที่สามารถเรียกคนดูออกมาจากบ้านเพื่อที่จะมาดูหนังที่มีความสวยงามและมีความสนุกในเชิงแอ็คชั่นถ้าใครคอแอ็คชั่นไม่มีทางพลาดแน่นอน นี่คือมุมของตัวอย่างเรื่องนี้ที่จะทำให้เห็นมันเหมือนกับเรียกน้ำย่อยของหนังทั้งหมด ซึ่งจริงๆ แล้วข้างในหนังมีมากกว่านั้นอีกมโหฬารครับ

 

Q.ทำไม องค์บาก 2 ถึงเป็นหนังที่ต้องดู
เอก เอี่ยมชื่น: 
คนที่เป็นแฟนจาอยู่แล้วเรื่องการต่อสู้ไม่มีผิดหวังเพราะนี้เป็นอีกขั้นหนึ่งแล้ว สำหรับการต่อสู้ที่มันมีการผนวกและมีการดีไซน์ไปอีกขั้นหนึ่งแล้วกับการต่อสู้แฟนการต่อสู้ได้ดูเต็มที่ คนที่ห่วงว่าเรื่องราวจะไม่รู้เรื่องไม่ต้องกลัวเลยเพราะเราเป็นกังวลมากที่สุดก่อนที่จะทำหนังในเรื่องนี้กัน เพราะหนังควรที่จะดูแล้วมีเนื้อหาดำเนินเรื่องได้ นี่เป็นสิ่งที่เราพูดถึงเสมอว่าหนังมันต้องมีเหตุมีผลกัน ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือการชุมนุมของคนที่มีประสบการณ์ ตากล้องที่เป็นตากล้องมือหนึ่งมีผลงานเรื่องพระนเรศวรมีผลงานมากมายเรื่องนางนากเรียกว่าในด้านแอ็คชั่นคงไม่มีใครได้กินแล้วในด้านประสบการณ์ถ่ายสวยมากในเรื่องของบรรยากาศแล้วก็ทีมงานก็ยกมาจากทีมปืนใหญ่จอมสลัดทั้งทีม เป็นทีมที่มีประสบการณ์ในด้านการทำงานพอสมควรเพราะฉะนั้นรวมๆ กันแล้วจะเป็นชิ้นงานชิ้นหนึ่งที่ไปดูแล้วจะไม่ผิดหวัง