เมื่อยุคของหนังสือกระดาษ ใกล้จะหมดเวลาลงแล้ว

Home / ข่าวหนัง / เมื่อยุคของหนังสือกระดาษ ใกล้จะหมดเวลาลงแล้ว

“ยุคของหนังสือกระดาษใกล้จะหมดเวลาลงแล้ว”

ถ้อยความข้างต้น เป็นคำพูดที่ “บิล เกตส์” เจ้าพ่อไมโครซอฟท์เคยกล่าวไว้ตั้งแต่โลกยังไม่เข้าสู่ศตวรรษที่ 20

และในวันนี้ประโยคที่ว่าก็ชักมีน้ำหนักมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อคอมพิวเตอร์กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน และสร้าง “หนังสืออิเล็กทรอนิกส์” หรือ “อีบุ๊กส์” ให้เป็นอีกทางเลือกของนักอ่าน

ซึ่งเจ้าอีบุ๊กส์นี้ก็เริ่มเพิ่มบทบาทขึ้นเรื่อยๆ เพราะแม้แต่ร้านหนังสือออนไลน์รายใหญ่ของโลกอย่าง “อะเมซอน” ยังสนใจและเริ่มจับธุรกิจนี้อย่างจริงจัง

ยิ่งเมื่อประกอบกับผลการวิจัยที่ว่า การผลิตหนังสือหนึ่งเล่มนั้นใช้พลังงานเทียบเท่ากับเปิดไฟทิ้งไว้ 4 ดวง

ก็ก่อเกิดคำถามตามมาคือ หนังสือกระดาษที่เรียงรายตรงหน้าเรานี้ จะกลายเป็นของหายากตามพิพิธภัณฑ์ในโลกอนาคตหรือเปล่า?

และในระหว่างงานเปิดตัว “100 เล่มหนังสือดีวิทยาศาสตร์” ที่ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์เมื่อวันก่อนก็ได้มีเวทีเสวนาเรื่อง “หนังสือกระดาษจะสูญพันธุ์จริงหรือ?” เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นนี้

ซึ่ง สาโรจน์ เกษมสุขโชติกุล บ.ก.นิตยสารไซน์เวิลด์ ก็แสดงความเห็นแบบฟันธงเลยว่า “หนังสือกระดาษไม่มีทางสูญพันธุ์แน่ๆ” เพราะในอดีตก็เคยคาดการณ์กันว่า สื่อวิทยุและสื่อโทรทัศน์จะมาแทนที่สื่อสิ่งพิมพ์ แต่ ณ ปัจจุบันก็อยู่กันครบทุกสื่อ และยังมีสื่ออินเตอร์เน็ตมาเพิ่มด้วย เพียงแต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในแง่ของส่วนแบ่งทางการตลาด

“ถึงตอนนี้หลายประเทศก็นิยมใช้อีบุ๊กส์กันมากขึ้น เพราะขนาดเท่าโน้ตบุ๊ก น้ำหนักก็เบา พกพาสะดวก หน้าจอเป็นหมึกอิเล็กทรอนิกส์เลยอ่านง่ายสบายตา แถมยังจุหนังสือได้ประมาณ 100 เล่ม แต่หนังสือกระดาษก็ยังได้เปรียบกว่าในแง่ของราคาและการพกพา และไม่มีการจำกัดเวลาการอ่าน เพราะอีบุ๊กส์ยังต้องใช้แบตเตอรี่ และถ้าถูกน้ำก็คงจบกัน” สาโรจน์ลองเปรียบเทียบให้ฟัง

ส่วนประเด็นที่กังวลกันว่าหนังสือกระดาษมีส่วนทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนนั้น สาโรจน์บอกว่าเขาเห็นด้วยแค่บางส่วน และคิดว่าไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้หนังสือกระดาษสูญพันธุ์ เพราะต้นไม้ไม่ใช่ปลูกปุ๊บ โตปั๊บ แล้วตัดเลย แต่ช่วงที่ต้นไม้เติบโตก็มีกระบวนการสร้างออกซิเจนให้มนุษย์ และปกติแล้วต้นไม้ที่ใช้ก็ปลูกไว้สำหรับผลิตกระดาษ ขณะที่สื่ออิเล็กทรอนิกส์ต้องใช้พลังงานจำนวนมากในการผลิตชิ้นส่วน เพราะงั้นจึงต้องคำนวณส่วนได้-ส่วนเสียให้ดีๆ

ด้าน จิตติ หนูสุข กรรมการสมาคมนักเขียนฯผู้คร่ำหวอดในสื่อสิ่งพิมพ์มานาน ก็มีมุมมอง 2 ทางที่แตกต่าง คือทั้งมั่นใจว่าหนังสือกระดาษจะกลายเป็นประวัติศาสตร์แน่ๆ ถ้าเรายังไม่หยุดทำลายสิ่งแวดล้อม แต่อีกมุมเขายังเชื่อว่าหนังสือกระดาษจะยังคงอยู่ต่อไป

โดยจิตติให้เหตุผลว่า คนทำงานด้านนี้จะมีความรักในหนังสือเป็นทุนเดิม และรอคอยที่จะเห็นหน้าตาหนังสือที่ตัวเองเขียนหรือมีส่วนร่วมในการทำงานอย่างตื่นเต้นเสมอ

นักอ่านเองนั้นก็จะมีลักษณะนิสัยหนึ่ง คือชอบเดินเที่ยวในร้านหนังสือ เพื่อชื่มชมหนังสือออกใหม่และเลือกซื้อเล่มที่ถูกใจ ซึ่งลักษณะเชิงนี้ของนักเขียน-นักอ่านจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้หนังสือกระดาษคงดำรงอยู่

ส่วนสื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้น จิตติมองว่าเป็นประโยชน์ต่อนักเขียนมือใหม่ที่ยังไม่เคยตีพิมพ์ผลงาน เพราะเขียนไป-คอมเมนต์ไป ก็อาจจะมีแมวมองเห็นแวว และชักชวนให้ก้าวสู่โลกความจริงก็ได้ แต่สำหรับนักอ่านคงพอเพลิดเพลินได้กับเรื่องราวสั้นๆ หรือค้นหาข้อมูล

2 เสียงให้ความเห็นคล้ายคลึงกัน แต่ในเสียงที่ 3 มุมมองกลับต่างออกไป

เพราะ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงค์ บ.ก.นิตยสารอะเดย์ พูดชัดๆ ว่า “หนังสือกระดาษสูญพันธุ์แน่นอน แต่เมื่อไหร่นั้นยังไม่มีใครรู้”

วงศ์ทนงบอกว่า เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วซึ่งคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตเพิ่งเริ่มมีบทบาทในชีวิต เคยมีคนถามคำถามนี้กับเขา และเขาก็บอกไปว่ายังไงซะหนังสือกระดาษก็ยังคงอยู่ แต่วันนี้ขอเปลี่ยนความคิด

เขาถามมาว่า ยังจำวันที่ใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นกระติกน้ำกันได้หรือเปล่า ถ้าวันนั้นมีคนเดินมา บอกว่า อีกหน่อยจะมีโทรศัพท์มือถือถ่ายรูป ฟังเพลง ดูโทรทัศน์ได้ จะมีใครเชื่อบ้าง หรืออย่างประธานาธิบดีอเมริกาเป็นคนผิวสี ก็คงเห็นได้แต่ในหนังฮอลลีวู้ดเท่านั้น นั่นชี้ชัดว่าทุกอย่างมีพัฒนาการเสมอ และโลกทุกวันนี้ก็เป็นโลกที่อะไรก็เกิดขึ้นได้

“วัฒนธรรมการอ่านมีการหยั่งรากมานาน และได้เปลี่ยนแปลงวัสดุที่ใช้เขียนไปมากมาย ตั้งแต่หิน หนังสัตว์ กระดูก-กระดองสัตว์ เรื่อยมาจนถึงกระดาษ วันหนึ่งกระดาษก็ต้องถูกแทนที่ด้วยวัสดุอื่นเหมือนกัน ซึ่งก็อาจเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างที่ว่า เพราะสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของเขาได้”

ทว่า แม้จะมั่นใจ วงศ์ทนงก็ยังภาวนาว่า

“ขออย่าให้หนังสือหายไปในช่วงชีวิตของผมเลย”

ขอแอบภาวนาด้วยคน

ที่มาจากหนังสือพิมพ์
ขอขอบคุณ เนื้อหาดีดีจาก หนังสือพิมพ์มติชน