“นักปั้น-ผู้จัดการดารา” กับ”ผลประโยชน์”ที่ได้

Home / ข่าวหนัง / “นักปั้น-ผู้จัดการดารา” กับ”ผลประโยชน์”ที่ได้

คอลัมน์ กระแสร้อน
 
เมื่อเกิดกรณีช่วงชิงเด็กในสังกัดระหว่าง “พจน์ อานนท์” กับ “เอ”ศุภชัย ศรีวิจิตร ขึ้นมาทำให้เรื่องราวของ “ผู้จัดการดารา” ถูกโฟกัสมากขึ้น

สำหรับเรื่องของ “ดารา” กับ “ผู้จัดการดารา” นั้น หากมองจริงๆ แล้วก็เหมือนเป็นเรื่องของ “น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า” ต่างคนต่างช่วยเอื้อกันและกันทั้งในเรื่องของน้ำใจและผลประโยชน์

แต่ถ้าเรื่องของผลประโยชน์นั้นก็มักจะเป็นดาบสองคม นอกจากจะทำให้แฮปปี้ด้วยกันทั้งคู่แล้ว ก็ทำให้ร้าวฉานได้เหมือนกัน

อาชีพ “ผู้จัดการดารา” นั้น อีกมุมหนึ่งก็คือ “นักปั้น” นั่นเอง!

เมื่อไปเจอเด็กใส หล่อ สวย ก็รีบคว้ามาเซ็นสัญญาเป็นเด็กในสังกัด แล้วก็เริ่มปฏิบัติการปั้น หางานป้อน งัดมาทุกกลยุทธ์ที่จะดันเด็กให้เป็นดาราที่มีชื่อเสียง

มีทั้งเอาประวัติเด็กไปนำเสนอกับทางสถานีโทร ทัศน์ ค่ายเพลง ผู้จัดละคร เอเยนซี่โฆษณา

หลังจากเด็กเริ่มก้าวเข้าสู่การเป็นดารา จากนักปั้นก็จะแปรสภาพเป็น “ผู้จัดการดารา” ไป โดยมาว่ากันเรื่องสัดส่วนของประโยชน์ ซึ่งแต่ละคนก็จัดสรรปันส่วนในตัวเลขที่ต่างกัน แล้วแต่ข้อตกลง ซึ่งที่เป็นมาตรฐานทั่วไปก็จะเป็น 70:30 ของเด็ก 70 และผู้จัดการ 30 และหน้าที่ของผู้จัดการก็จะคอยดูแลรับงาน ต่อรองราคาให้

หรือบางคนก็ขอเป็น “นักปั้น” อย่างเดียว แล้วส่งเด็กที่ปั้นให้ไปอยู่ในความดูแลของผู้ที่มีอาชีพเป็น “ผู้จัดการดารา” โดยตรง และตกลงในเรื่องผลประโยชน์กัน

ส่วนใหญ่เด็กที่โนเนมและถูกปั้นมาจนมีชื่อเสียงโด่งดัง การรับงานส่วนใหญ่จะผ่านผู้จัดการที่ปลุกปั้น และจะมีการแบ่งรายได้ในทุกงาน แต่ในอีกด้านหนึ่งดาราที่เข้ามาในวงการและมีชื่อเสียงขึ้นมาแล้ว แต่ก็ยังอยากมีผู้จัดการมาดูแลเรื่องการจัดคิวและรับงาน ก็อาจจะมีข้อตกลงที่ต่างออกไป อย่างกรณีงานที่ผู้จัดการหามาให้ก็อาจจะต้องมีการแบ่งผลประโยชน์ให้ผู้จัดการด้วย แต่งานที่ดาราหามาเองก็รับเงินไปแบบเต็มๆ
 
การเป็น “ผู้จัดการดารา” นั้นหากจัดสรรงานและเงินได้ดีไม่มีปัญหา เหล่าดาราในสังกัดก็แฮปปี้ เพราะถือว่าแฟร์ทั้งสองฝ่าย ดาราก็ได้เงินและชื่อเสียง ส่วนผู้จัดการก็ได้ผลตอบแทนคุ้มค่าเหนื่อยที่ลงทุนปั้นเด็กให้เป็น “ดารา” มีชื่อเสียง

แต่การจะปั้นเด็กให้เป็นดาราก็ไม่ใช่เรื่องหมูๆ เพราะเส้นทางนี้มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง

ปัจจุบันสถานีโทรทัศน์ก็ยังมีใช้บริการของแมวมอง โมเดลลิ่ง หรือผู้จัดการดารา อยู่บ้าง โดยมีกำหนด วันให้พาเด็กในสังกัดเข้าไปแคสติ้ง แค่ขั้นตอนแรกแมวมอง โมเดลลิ่ง หรือผู้จัดการดารา ก็ต้องใช้กลยุทธ์กันสุดฝีมือ ในการที่จะให้เด็กเข้าไปแคสติ้งให้ได้ เพราะนั่นหมายถึงเป็นก้าวแรกสู่การเป็นดารา

ทุกวันนี้เส้นทางปั้นดินสู่ดาวนี้รู้กันดีว่ามีผู้จัดการดาราชื่อดังมีเทคนิคเฉพาะตัว ที่จะทำให้ได้โควตาส่งเด็กในสังกัดเข้าไปแคสติ้งในสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ได้เป็นจำนวนมาก เขี่ยเด็กของผู้จัดการดารารายอื่นตกไปหลายราย จนทุกวันนี้ทำให้เด็กของผู้จัดการดารามือฉมังคนนี้เป็นพระเอก นางเอกเบอร์ต้นๆ ของวงการไปหลายคน

ส่วนเด็กที่หลุดโผ ทั้งๆ ที่ สวย หล่อ ใส ฝีมือก็ไม่ทิ้งกัน ก็ไม่ถึงกับอกหัก เพราะได้มาแจ้งเกิดอยู่กับสถานีโทรทัศน์อีกช่องหนึ่งที่มองเห็นแวว

เมื่อมีการแข่งขันปั้นเด็กเข้าสู่วงการสูงมากขึ้น กลยุทธ์ฉกเด็กแบบคลื่นใต้น้ำเลยถูกหยิบมาใช้แบบมองข้ามเรื่องมารยาท

ขั้นตอนแรกคือชวนคนรอบๆข้าง ของเด็กที่หมาย ตาไว้มาอยู่ในสังกัดก่อน เช่น พี่ น้อง เพื่อน แฟน จากนั้นก็ให้คนเหล่านั้นค่อยๆ ไปกล่อม “ชิ้นปลามัน” ที่เล็งไว้ให้มาอยู่ในสังกัดด้วยกัน
 
กลยุทธ์นี้ทำสำเร็จก็มี ที่แห้วไปก็ไม่น้อย

บางรายถึงขั้นยอมควักกระเป๋าให้เด็กบินไปโมดิฟายตัวเองที่เมืองนอก จนสวยปิ๊ง เป็นพ่อบุญทุ่มขนาดนี้เด็กเลยเทใจให้เต็มๆ กลับมาปุ๊บเซ็นสัญญาปั๊บ

โมเดลลิ่งบางแห่งที่ว่าเจ๋งยังโดนปาดหน้าเค้กไปก็มี เมื่อส่งเด็กไปเทสต์งาน อย่างงานโฆษณา พอเด็กผ่านได้เล่นโฆษณาทางโมเดลลิ่งก็เตรียมจับเซ็นสัญญา ปรากฏว่าถูกผู้จัดการดาราบางคนมือไวกว่าฉกไปเซ็นสัญญาก่อน โมเดลลิ่งก็ได้แต่มองดูเด็กปั้นของตัวเองไปเป็นเด็กในสังกัดคนอื่นตาปริบๆ

ในอีกด้านที่เป็นมุมบวกก็มีให้เห็น ผู้จัดการดาราบางคน ไม่ช่วงชิงแก่งแย่งเด็กกับใคร ปั้นเด็กใหม่เอง หรือไม่ก็มีดาราที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วมาขอให้เป็นผู้จัดการให้ก็มี เพราะเชื่อใจกัน

ในมุมของ “ดารา” ก็ไม่ใช่แค่ทำเงินเข้ากระเป๋าผู้จัดการอย่างเดียว แต่ที่สร้างปัญหาให้ผู้จัดการมึนตึ้บก็มีไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะมีเรื่องดี เรื่องร้าย คนที่รับหน้าเสื่อแทนก็คือผู้จัดการ!

บางคนตอนเข้ามาใหม่ๆ ก็ว่าตามกันทุกเรื่อง แต่พอดังเข้าหน่อยเริ่มปีกกล้าขาแข็ง อยากเป็นอิสระไม่พึ่งผู้จัดการ เหตุผลลึกๆ ก็คืออยากรับเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่า แต่ผู้จัดการดาราบางคนใช้ใจซื้อใจ ไม่มีการเซ็นสัญญาในเรื่องผลประโยชน์ เป็นการตกลงกันแค่ลมปาก อยู่ที่ว่าสำนึกของเด็กที่จะแบ่งรายได้มาให้ ซึ่งดาราที่มีสำนึกก็มีไม่น้อย ทำให้อยู่กันอย่างแฮปปี้

ในปัจจุบันผู้จัดการดาราหรือนักปั้นที่อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จของดารามีหลายคน อย่าง “เอ”ศุภชัย ศรีวิจิตร ดาราในความดูแลล้วนแต่มีชื่อเสียงอาทิ “ป๋อ”ณัฐวุฒิ สกิดใจ “อั้ม”พัชราภา ไชยเชื้อ “เวียร์”ศุกลวัฒน์ คณารศ “วิน”ธาวิน เยาวพลกุล “จ๊ะ”จิตตาภา แจ่มปฐม “ฝ้าย”ณิชานันท์ ฝั้นแก้ว ส่วน “ปู”ไปรยา สวนดอกไม้ ลุนเบิร์ก นั้นก็เคยเป็นเด็กในสังกัดและในช่วงหลังมีคุณลุงของ “ปู” มาเป็นผู้จัดการ

ด้านรุ่นเก๋าอย่าง “พจน์ อานนท์” ที่ได้ฉายาแมวมองตาเพชร ก็ปั้นดาราวัยรุ่นมาแล้วหลายยุคตั้งแต่ แอนดริว เกร้กสัน, ปราโมทย์ แสงศร, สโรชา วาทิตตพันธ์, อัษฎา พานิชกุล ฯลฯ ล่าสุดก็เป็นกลุ่มดาราวัยรุ่นในภาพยนตร์ “แต๋วเตะตีนระเบิด” รวมถึง “อั๋น”พีรวิทย์ บุนนาค ที่มีข่าวว่าถูก “เอ-ศุภชัย” ทาบทามเข้าเป็นเด็กในสังกัด

ด้าน “โกโก้”นิรุณ ลิ้มสมวงศ์ เป็นผู้จัดการที่ดูแลสาวโจ๋ “สายป่าน”อภิญญา สกุลเจริญสุข และเคยเป็นอดีตผู้จัดการหนุ่มฮอต “มาริโอ้ เมาเร่อ” ซึ่งล่าสุด “มาริโอ้” ขอถอนตัวออก และเข้าไปเป็นเด็กในสังกัดของ “เอ-ศุภชัย” จนกลายเป็นเรื่องเป็นราว ทำให้ “โกโก้” ต้องหยิบหลักฐานชิ้นเด็ดออกมาฟ้องร้อง

“ชาย”พงศ์ชยุตม์ ศิริสุขวงศา หรือ “ชาย แฮ็คส์” นอกจากงานกำกับ งานแสดงแล้วยังเป็นผู้จัดการให้กับ “จุ๊บ”อิทธิกร สาธุธรรม “มะปราง”วิรากานต์ เสณีตันติกุล “อติรุจ สิงหอำพล”

“อุ๊บ วิริยะ” นักปั้นมือทองที่ทำให้ “เอ๊ะ”อิศริยา สายสนั่น “ฟิวส์”กิตติศักดิ์ ชีวาสัจจาสกุล “ลิฟท์”สุพจน์ จันทร์เจริญ มีชื่อเสียงอยู่ทุกวันนี้

ส่วนนักแสดงที่แม้จะมีชื่อเสียงแล้วแต่ก็ยังมีผู้จัดการดูแล อาทิ สุวนันท์ คงยิ่ง, อารยา เอ.ฮาร์เก็ต, วรัทยา นิลคูหา, วงศกร ปรมัตถากร, สเตฟาน วีระบุญชัย, เอมี่ กลิ่นประทุม, ศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์, ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์

ในเรื่องของ “นักปั้น” หรือ “ผู้จัดการดารา” กับ “ดารา” นั้น หากมีการพูดคุยกันก่อนร่วมงานอย่างชัดเจนและลงตัว

เรื่อง “ผลประโยชน์” ก็ไม่ใช่ปัญหา

ที่มาจากหนังสือพิมพ์