อลหม่าน..โจรขโมยโบราณวัตถุ และ ผลงานศิลปะ

Home / ข่าวหนัง / อลหม่าน..โจรขโมยโบราณวัตถุ และ ผลงานศิลปะ

มีเรื่องที่น่ายินดีในแวดวงโบราณคดี เมื่อคณะรัฐมนตรีของไทยได้มีมติที่จะส่งคืนโบราณวัตถุของกัมพูชาบางส่วน ที่ถูกเคลื่อนย้ายอย่างผิดกฎหมายเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 ทำให้ในอีกไม่นานต่อจากนี้ เศียรเทพและเศียรอสูรจำนวนรวม 7 ชิ้น ก็จะได้เดินทางกลับบ้าน ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งคืนทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของโลกแล้ว ยังจะเป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศด้วย

อันว่าสมบัติทางวัฒนธรรมที่อยู่ผิดที่ผิดทางนั้น เป็นเรื่องที่เคยก่อให้เกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศมาแล้วนักต่อนัก เพราะโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมๆจำนวนมาก ถูกหยิบฉวย หรือขโมยออกจากแหล่งเดิมไปมากในช่วงไม่กี่ศตวรรษที่ผ่านมานี้ และเมื่อประเทศซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริงขอให้มีการส่งคืน ก็กลับกลายเป็นว่า ประเทศผู้ครอบครองอยู่หลายประเทศเกิดอิดออด ไม่อยากคืนของเขา จนหลายประเทศชักจะมองหน้ากันไม่ค่อยติด

อันที่จริง องค์การยูเนสโกได้เคยเป็นแกนกลางในการที่แต่ละประเทศได้ตกลงในข้อตกลงนานาชาติ ว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สมบัติทางวัฒนธรรม ในสัญญาห้ามส่งออกของประเทศที่ครอบครองไว้ และเรียกร้องให้มีการส่งคืนไปยังเจ้าของที่แท้จริงมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2497 แต่เนื่องจากสัญญาดังกล่าวไม่มีผลย้อนหลัง จนเป็นเหตุให้มีความพยายามเรียกร้องขอคืนกันอยู่เนืองๆ

ในจำนวนโบราณ วัตถุที่ถูกพรากจากถิ่นที่อยู่ไปนี้ ที่ขึ้นชื่อที่สุด น่าจะเป็นเสาแกะสลักรูปสาวงาม (The Porch of Maidens) ที่เดิมมีจำนวน 6 ต้น ตั้งเป็นเสาค้ำยันวิหารอีเรคธีอุม ที่ตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิหารพาร์เธนอน บนยอดอะ-โครโปรลิสของกรีก

วิหารที่สร้างขึ้นช่วงระหว่างปี 421-407 ปีก่อนคริสตกาลนี้ อยู่คู่ กับเหล่าแม่สาวงามในชุดที่ดูพลิ้วไหวมานาน จน กระทั่งพวกอังกฤษเข้ามาเห็นเข้าในปี ค.ศ. 1861 ลอร์ดแอลจินก็เลยสั่งถอดสาวงามไป 1 นาง เพื่อเอาไปตกแต่งบ้าน แต่ต่อมาก็ขายให้บริติช มิวเซียมเอาไปจัดการแสดงในพิพิธภัณฑ์

จุดที่ทำให้การ ฉก โบราณวัตถุนี้โด่งดัง ก็เป็นเพราะความเก่าแก่ ความงามอันทรงคุณค่าที่ถูกพรากไปจากถิ่นกำเนิด และที่ฮือฮามากที่สุด เห็นที่จะเป็น ความเฮี้ยน เพราะมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาให้ชวนขนลุกว่า ในคืนวันที่พวกอังกฤษได้ดอดมาถอดเสาหญิงงามไปนั้น นางที่เหลืออีก 5 ต้น ได้ส่งเสียงร้องครวญถึง พี่สาว ทำเอาคนที่ได้ยินถึงกับเข่าอ่อน

จนทุกวันนี้ ผู้ที่ไปเยือนอะโครโปรลิส ก็จะได้พบสาวงามเพียง 5 นาง ที่ถูกถอดออกจากวิหารมาเก็บไว้ให้ห้องรักษาสภาพในพิพิธภัณฑ์ของเมืองหลวงแห่งกรีซ ส่วนคำถามที่ว่า พวกนางจะยังร้องไห้คิดถึงผู้ที่ถูกพรากจากไปหรือไม่นั้น ไทยรัฐ ซันเดย์ สเปเชียล โดยทีมงาน ต่วย’ตูนไม่ขอยืนยัน เพราะเสียงโหยหวนยามค่ำนั้น ไม่ว่าที่ไหนก็คงต้องไปพิสูจน์ (และหัวโกร๋น) กันเอาเอง…อึ๋ยส์…

นอกจากกรณีที่โด่งดังนี้แล้ว รัฐบาลกรีซก็เจอะปัญหาชวนปวดหัวอื่นๆอีกมาก เพราะอารยธรรมอันยิ่งใหญ่และเก่าแก่ของกรีกโบราณนั้น ทำให้มีผู้หวังดีประสงค์ร้ายมาเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุงามๆไปเป็นจำนวนมาก และแม้จะถูกทวงถาม ก็ไม่ค่อยมีใครประสงค์อยากจะคืนของให้ แต่ก็มีหลายกรณีเหมือนกัน ที่มีการส่งมอบคืนทรัพย์สินอันมีค่าทางวัฒนธรรมกันอย่างเป็นทางการ เช่น กรณีที่อังกฤษได้ส่งคืนมงกุฎของจักรพรรดิ และเอกสารของราชวงศ์ ที่มีผู้ เผลอหยิบมา ในช่วง ค.ศ. 1867-1868 ให้เจ้าของเดิม คือ เอธิโอเปีย โดยมีการคืนทรัพย์สินครั้งแรกในช่วงที่พระจักรพรรดิแห่งเอธิโอเปียเสด็จมาเยือนอังกฤษในปี ค.ศ. 1924 และอีกครั้งก็ตอนที่สมเด็จพระราชินีนาถแห่งสหราชอาณาจักรเสด็จไปเยือนเอธิโอเปีย ในปี ค.ศ. 1965 ก็ได้มีการมอบคืนเป็นของขวัญระหว่างประเทศ

ด้านเดนมาร์ก ก็เคยให้หนังสือยุคกลางหลายเล่มให้แก่ไอซ์แลนด์ ในปี ค.ศ. 1971 หลังจากที่เคยฉวยมาครองไว้นานตั้ง 250 ปี นอกจากนี้ ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ฝรั่งเศสและเยอรมันก็ได้ส่งมอบอุปกรณ์ดาราศาสตร์ เก่าแก่คืนให้กับประเทศจีน หลังจากที่มีผู้ปล้นชิงไป

อย่างไรก็ตาม จีนเองก็เป็นอีกหนึ่งในประเทศที่ออกอาการอกกลัดหนอง เพราะมีทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปแล้วไม่มีใครยอมคืนอีกมากมายหลายชิ้น ล่าสุดเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง จีนก็เพิ่งจะเต้นผางๆถึงกับออกแถลงการณ์ประณามกรณีที่มีการจัดการประมูลโบราณวัตถุครั้งใหญ่ขึ้นที่ฝรั่งเศส เพราะทรัพย์สมบัติชิ้นเอกของการประมูลก็คือรูปปั้นศีรษะนักษัตรของแดนมังกร ที่เดินทางมาไกลจากคริสต์ศตวรรษที่ 18 ซึ่งสมบัติล้ำค่าของราชวงศ์ชิงเหล่านี้ ได้ถูกปล้นไปในยุคที่ชาวยุโรปเข้ารุกรานแผ่นดินใหญ่ ทว่าไม่ว่าจะประท้วงอย่างไร การประมูลก็ถูกจัดขึ้น และผู้ซื้อนิรนามก็ได้ครอบครองโบราณวัตถุของจีนไปในราคาสูงถึง 28 ล้านยูโร เป็นอันว่าคงหมดโอกาสที่จะได้คืน

ออกจากเอเชียไปทางย่านทะเลทรายบ้าง ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า เส้นพระเกศาของฟาโรห์ รามเสส ที่ 2 อายุมากกว่า 3,200 ปี เคยถูกขโมยหายไประหว่างที่มัมมี่ของพระองค์ถูกส่งไปรักษาสภาพที่ฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1976 แต่หลังจากหายไปนานหลายสิบปี ก็ดูเหมือนว่าพระองค์อยากกลับบ้าน เพราะผู้ครอบ ครองเกิดอยากได้เงิน จนนำเส้นพระเกศานี้มาประกาศขายบนอินเตอร์เน็ตจนถูกจับได้เมื่อปีที่แล้ว และสมบัติล้ำค่านี้ก็ได้กลับสู่อียิปต์

แต่ในบรรดาการลักลอบขโมยวัตถุโบราณที่กำลังเป็นเรื่องราวใหญ่โตที่สุดตอนนี้ เห็นจะเป็นทรัพย์สมบัติของอิรัก ซึ่งในช่วงที่มีปัญหาการเมืองภายในประเทศช่วง ค.ศ. 2003 ทำให้มีผู้เข้าปล้นชิงของเก่าแก่จากพิพิธภัณฑ์ไปเป็นจำนวนมาก

ซึ่งเมื่อมีการตรวจสอบภายหลังพบว่า ข้าวของจากประวัติศาสตร์เก่าแก่ของอิรักได้หายไปประมาณ 14,000 ชิ้น กลายเป็นเรื่องใหญ่ ขนาดที่เอฟบีไอของสหรัฐอเมริกาต้องให้หน่วยงานที่ทำงานเรื่องการขโมยโบราณ วัตถุเข้ามาช่วยดูแลคดี และล่าสุดก็สามารถติดตามทรัพย์สินได้แล้วราวๆ 5,500 ชิ้น แต่ก็ยังหายอยู่อีกมาก รวมถึงรูปสลักอายุมากกว่า 4 พันปี ที่ยังตามกลิ่นไม่เจอ อย่างไร ก็ตาม เท่าที่พอจะหาคืนมาได้ก็มีจำนวนมากพอที่ทำให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอิรักได้ตัดสินใจเปิดบริการอีกครั้งในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากปิดไปนานเกือบ 6 ปี

นอกจากโบราณวัตถุแล้ว ของล้ำค่าที่มีการปล้นกันมากอีกอย่างคือ งานศิลปะต่างๆ ซึ่งอิตาลีเป็นประเทศที่มีการแจ้ง ของหาย มากที่สุดในโลก คือมีรายงานว่า งานศิลปะเด็ดๆ มักจะหายไปจากที่ตั้งประมาณปีละ 20,000 ชิ้น จนได้ชื่อว่าแดนมักกะโรนีแห่งนี้เป็นประเทศที่มีการขโมยงานศิลป์ มากที่สุดในโลก รองลงมาคือรัสเซีย ที่มีรายงานหัวขโมยงานศิลป์ประมาณปีละ 2,000 ชิ้น

งานศิลปะที่หาย ไป และเป็นกรณีที่โด่งดังที่สุด น่าจะเป็นการขโมยสาวยิ้มสวย โมนาลิซ่า ไปจากพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจู่ๆในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1911 โมนาลิซ่าก็อันตรธานไป จนต้องปิดลูฟร์ไม่ให้คนเข้าออกนาน 1 สัปดาห์เพื่อสอบสวน และตอนหลังก็ได้ความว่าพนักงานของลูฟร์เองคือ กระทาชายนายวินเซนโซ เปรักเจีย เป็น มือดี ฉกภาพในคราวนี้

อันตัวหัวขโมยคนนี้เป็นนักต่อสู้เพื่ออิตาลี และมีความคิดว่า ผลงาน เลื่องชื่อของศิลปินลีโอนาร์โด ดาวินชีนั้น ควรจะได้กลับไปสู่อิตาลี ไม่ใช่มาตั้งให้นั่งยิ้มอยู่ที่ปารีส ว่าแล้วก็ขโมยไปซ่อนไว้เพื่อชื่นชมอยู่คนเดียวนาน 2 ปี แต่ตอนหลังดันเอาออกมาขาย เลยถูกจับได้ และก่อนที่จะมีการส่งโมนาลิซ่า คืนสู่อ้อมกอดของฝรั่งเศส ก็ได้มีการนำภาพออกเดินสายแสดงให้ชาวอิตาลี ทั่วประเทศได้ชื่นชมกันก่อน ในขณะที่ผู้คนก็เยินยอพ่อนักฉกว่าเป็นผู้กู้ศักดิ์ศรีให้อิตาลี และเมื่อมีการพิจารณาคดี พี่แกก็ติดคุกอยู่แค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น


ภาพ เดอะคอนเสิร์ต

ส่วนการขโมยงานศิลป์ที่ได้บันทึกว่าเป็นการขโมยครั้งใหญ่ที่สุดในโลก คือ กรณีการฉวยภาพวาด 13 ภาพ มูลค่ากว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไปจากพิพิธภัณฑ์ที่บอสตันตั้งแต่ปี ค.ศ.1990 โดยภาพเด่นๆที่หายไป เช่น ภาพวาดของจาน เฟร์เมร์ (Jan Vermeer) r ชื่อภาพ เดอะ คอนเสิร์ต ฯลฯ และจนปัจจุบันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปเอาภาพคืนที่ไหน แต่ก็ได้มีการตั้งรางวัลแก่ผู้ที่สามารถชี้เบาะแสให้ได้เป็นจำนวน 5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราวๆ 175 ล้านบาท ซึ่งรางวัลนี้ยังอยู่ หากท่านผู้อ่านท่านใดคิดว่าสามารถสืบเสาะหาภาพเหล่านี้เจอได้ก็เตรียมเป็นเศรษฐีได้โดยพลัน…


ทีมงาน ต่วย’ตูน

ที่มาจากหนังสือพิมพ์