การแบนหนังในทรรศนะของ ยัติภังค์

Home / ข่าวหนัง / การแบนหนังในทรรศนะของ ยัติภังค์

สัมภาษณ์ ยัติภังค์ นักเขียน นักวิจารณ์ เว็บมาสเตอร์ และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง เครือข่ายคนดูหนัง

หมายเหตุ : หลังจากไม่ได้เสนอข่าวสารมายาวนานเนื่องจากภาระส่วนตัว ผมจะเริ่มทยอยนำข้อมูลจากนิตยสาร Filmax ซึ่งนำเสนอและสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเซ็นเซอร์หนังในปี 2551 มาลง(ได้รับการอนุญาตแล้วระหว่างสัมภาษณ์เมื่อเดือนธันวาคม) โดยเริ่มจากบทสัมภาษณ์ของผมเองก่อน ซึ่งจะเพิ่มบทอธิบายไปด้วย

 

สัมภาษณ์ ยัติภังค์ นักเขียน นักวิจารณ์ เว็บมาสเตอร์ และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง เครือข่ายคนดูหนัง
โดย คุณกัลปพฤกษ์
จาก นิตยสาร Filmax ปีที่ 2 ฉบับที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552

 

ในฐานะของผู้ก่อตั้งเครือข่ายคนดูหนังซึ่งเป็นกลุ่มอิสระที่มุ่งเรียกร้องสิทธิในการชมภาพยนตร์ของคนดูและได้นำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับการแบนหนังเรื่องต่างๆ ของกระทรวงวัฒนธรรมผ่านทางเว็บไซต์ของเครือข่ายมาโดยตลอด แต่หลังจากได้ทราบมติจริงๆ ของกรรมการต่อกรณีการแบนหนังทั้ง 4 เรื่องนี้แล้ว พบว่ามีข่าวสารที่คลาดเคลื่อนไปอยู่หลายจุด จึงอยากทราบว่าทางเครือข่ายคนดูหนังได้ข่าวสารเหล่านี้มาจากแหล่งไหน มีการตรวจสอบข้อมูลก่อนหรือไม่ มีการติดต่อสอบถามไปยังกระทรวงวัฒนธรรมบ้างหรือเปล่า ?
ยัติภังค์ : ข่าวต่างๆ จะมาจากข่าวพาดหัวของหนังสือพิมพ์รายวันเป็นหลัก คือถ้ามีข่าวอะไรเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์หนัง เราก็จะรวบรวมนำมาลงในเว็บไซต์ให้ผู้สนใจได้ทราบ และอีกส่วนหนึ่งจะมาจากสมาชิกของกลุ่มอีกรายหนึ่งที่ทราบข่าวต่างๆ จากทางค่ายหนังแล้วมาเขียนข่าวเอง ส่วนการตรวจสอบข้อมูลนี่ต้องยอมรับว่าเรามีคนทำงานน้อยและแต่ละคนก็มีงานประจำ ทำให้กำลังคนเราจำกัด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ไม่ได้ขัดข้องที่จะได้ข่าวสารข้อมูลอีกทางหนึ่ง จริงๆ เราก็เข้าใจว่าบางทีค่ายหนังก็อาจจะมีการเล่นแง่สร้างกระแสข่าวได้ ถ้าได้ข้อมูลอื่นมาเพิ่มเติมก็ดี จะได้มีอะไรมาแย้งกันเอง มันเป็นลักษณะของประชาธิปไตยอยู่แล้ว ส่วนการติดต่อกับกระทรวงวัฒนธรรมนั้นเนื่องจากสมาชิกของกลุ่มคนหนึ่งเคยไปเข้าร่วมประชุมกับกระทรวงฯ เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วพบว่าเขาเรียกเราไปฟังอย่างเดียว ไม่มีอะไรคืบหน้าและทุกอย่างเป็นราชการมาก ทางเราจึงรู้สึกแอนตี้และไม่อยากไปยุ่งอะไรกับกระทรวงวัฒนธรรมอีก

(ในส่วนนี้ใครมีข่าวน่าสนใจที่ทางเครือข่ายไม่ได้ลงก็สามารถส่งมาได้ครับที่ movieaudiencenetwork@gmail.com เพราะคนเราน้อยจริงๆ ส่วนกรณีการประชุมนั้นมาจากคำบอกเล่าของผู้ไปเข้าร่วมประชุมจริง และได้รับการเชิญเพียงครั้งเดียว และบทสัมภาษณ์นี้เกิดจากการเรียบเรียงคำถามมากกว่าหนึ่งคำถาม – ยัติภังค์)

 

เมื่อได้เห็นมติจริงของคณะกรรมการสำหรับเหตุผลของการแบนหนังสยองขวัญ เขย่าขวัญทั้งสี่เรื่องที่เคยเป็นข่าวแล้ว มีความรู้สึกอย่างไรบ้าง ?
ยัติภังค์ : ในส่วนของการแบนหนังเพราะกฎหมายลูกมันยังไม่มีอันนี้ยังพอรับฟังได้ แต่ในส่วนของคำตัดสินที่อ้างถึงความรุนแรงนี่ผมเองยังไม่เห็นด้วยอยู่ดี เพราะเราจะเอาเหตุผลอะไรมาอ้างว่า สิ่งไหนคือความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณยังไม่มีการเขียนกฎหมายออกมาก่อนว่าแบบไหนคือความรุนแรง จริงๆ แล้วส่วนนี้ควรจะให้คนดูตัดสินเองมากกว่า คือเมื่อภาครัฐแบนหนังไปเองแล้ว คุณก็จะไม่สามารถให้สังคมมาสร้างกฎเกณฑ์สำหรับพวกเขาเองได้ ประเด็นว่าอะไรคือความรุนแรงก็จะยังคลุมเครือต่อไป

(ระหว่างสัมภาษณ์ผมได้เพิ่มเติมไปว่าตนเองก็ไม่ได้ชอบดูหนังสยองขวัญมากนัก แต่ก็ยังไม่เห็นด้วยกับการแบนหนังสยองขวัญอยู่ดี)

 

แต่ความรุนแรงอาจไม่ใช่ประเด็นเดียว เพราะสิ่งที่กระทรวงวัฒนธรรมห่วงมากกว่าคือการลอกเลียนของเด็กและเยาวชนที่อาจจะยังแยกแยะอะไรได้มากกว่า
ยัติภังค์ : ซึ่งตรงนี้เราก็มีเครือข่ายครอบครัวดูแลอยู่แล้ว เวลามีเรื่องอะไรเขาก็ด่าคนทำหนังด้วยซ้ำ อย่างมีกรณีที่พนักงานร้านวีซีดีเชียร์ให้ผู้ปกครองซื้อหนังเรื่อง Kill Bill(2003) ไปให้ลูกดูแล้วพบว่าหนังรุนแรงมาก เขาถึงกับบอกออกมาเลยว่า คนทำหนังแบบนี้ควรจะตายๆ ไปซะ ซึ่งก็มีการเรียกร้องให้คนทำหนังหยุดสร้างหนังแบบนี้อยู่แล้ว

(ขอเสริมว่าตัวผมเองไม่ได้ขัดข้องการสร้างเครือข่ายครอบครัว แต่ในอีกด้านเครือข่ายของเราก็ถือว่าเป็นด้านตรงข้ามที่ออกมาเรียกร้องเรื่องสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ส่วนกรณี Kill Bill นั้นเป็นคำที่ผมเคยได้ยินจากปากของตัวแทนเครือข่ายครอบครัวจริงๆ ในการสัมมนาครั้งหนึ่ง)

 

มองจาก พรบ.ภาพยนตร์ ตัวใหม่แล้ว ยังมีจุดไหนที่ทางเครือข่ายยังรู้สึกไม่พอใจบ้าง ?
ยัติภังค์ :
ก็ในมาตรา 29 ที่ยังอนุญาตให้มีการเซ็นเซอร์หรือตัดหนังได้อยู่ โดยเฉพาะเนื้อความในมาตรานี้ที่ค่อนข้างจะคลุมเครือมาก อีกจุดหนึ่งที่ไม่ถึงกับไม่พอใจแต่รู้สึกว่ามันดูแปลกๆ คือการจัดเรทโดยมีกลุ่มภาพยนตร์ส่งเสริมที่ทุกคนควรดู คือถ้าคุณจะจัดแบ่งเรทแล้วจะมีหนังกลุ่มส่งเสริมออกมาได้ยังไง มันไม่ควรจะอยู่ตรงนี้

 

อย่างกรณีของมาตรา 29 อยากให้แก้ไขเป็นอย่างไร
ยัติภังค์ :
ก็จริงๆ ไม่ควรจะตัดอะไรเลย หรือถ้าไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้อีก คุณก็ควรจะทำอะไรก็ได้ให้หายคลุมเครือ อาจจะมีเช็คลิสต์มาเลย กี่ข้อก็ได้ อะไรได้อะไรไม่ได้แล้วเช็คกันไปเลย มันจะได้ชัดเจน

(เช็คลิสท์ เป็นคำที่ผมยกตัวอย่างจากกรณีการโดนปิดและภายหลังการถูกจับกุมของเว็บไซต์ 212cafe.com ซึ่งเจ้าของเว็บไซต์ได้ยกข้อเสนอแนะดังกล่าวในการตรวจสอบความเหมาะสมของเนื้อหาในเว็บไซต์ว่าต้องมีข้อห้ามอะไรบ้าง จากการเปิดตัวเครือข่ายพลเมืองเนตประเทศไทย)

 

ที่ไม่ต้องการให้ตัดนี่ คือในทุกๆ กรณีเลยจริงหรือ ? ทางกลุ่มแน่ใจหรือว่าประเทศไทยเราควรจะสามารถฉายทุกอย่างได้จริงๆ ไม่ว่าจะจาบจ้วง รุนแรง และหนักหน่วงระดับไหน ?
ยัติภังค์ :
ผมเชื่อว่าจริงๆ แล้วภาครัฐควรปล่อยให้ภาคประชาชนเคลื่อนไหวเอง อย่างกรณีหนังเรื่อง โกยเถอะโยม ก็จะมีองค์กรศาสนาออกมาโจมตี สังคมจะได้มีการเคลื่อนไหวและพูดคุยกัน การควบคุมมันไม่จำเป็นต้องมาจากภาครัฐอย่างเดียว ประชาชนควรสามารถบอกได้ว่าใครกำลังล้ำเส้นเราและควรจะมีสิทธิโจมตีได้ ต่อให้เป็นกรณีที่ใหญ่ที่สุดอย่างการหมิ่นสถาบัน ถ้ามีค่ายหนังกล้าทำออกมา มันก็จะโดนคนโจมตีเอง เราแทบไม่ต้องไปควบคุมอะไรเลย แต่ถ้ามันออกมาแล้วประชาชนไม่เคลื่อนไหว อันนี้สิจะน่ากลัว แสดงว่าภาคประชาชนมีปัญหาแล้วล่ะ

(ในที่นี้ ผมต้องตอบคำถามแบบนี้มาจากการพูดคุยถึงการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ไทยเรื่อง ก๋วยเตี๋ยวเนื้อคน (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น เชือดก่อนชิม) แม้การเมืองภาคประชาชนในประเทศไทยอาจมีการเคลื่อนไหว แต่มักไม่ประสบความสำเร็จและได้รับชัยชนะนัก ส่วนหนึ่งเพราะการปิดกั้นของภาครัฐที่ทำมาอย่างคุ้นชินอยู่แล้ว ทำให้การสัมภาษณ์จากกระทรวงวัฒนธรรมที่เกรงว่าคนขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อจะออกมาประท้วงเป็นสิ่งที่น่ากังขาในตัวเอง)

 

ซึ่งการโจมตีกันลักษณะนี้เองที่ทางกระทรวงวัฒนธรรมมองเห็นว่าเป็นความแตกแยกอันอาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของชาติตามที่ระบุไว้ใน พรบ. จึงไม่ควรปล่อยออกมาให้เกิดการกระทบกระทั่งเรียกร้อง
ยัติภังค์ :
อันนี้ผมไม่แน่ใจว่าคนไทยเข้าใจเรื่อง เสรีภาพ มากขนาดไหน ผมคิดว่าเรื่องของหนังคงไม่ทำให้ใครทะเลาะกันจนฆ่ากันได้หรอก สุดท้ายก็อาจมีการประท้วงกับบริษัทผู้สร้าง หรือประท้วงให้คนไม่ต้องไปดูหนังเรื่องนี้ เขาก็มีสิทธิทำได้ มันเป็นการถกเถียงกันทางสติปัญญากันมากกว่าการแตกแยกความสามัคคี

 

หากอนาคตมีการนำระบบเรตติ้งมาใช้แล้วปรากฎว่าผู้ประกอบการยอมตัดหนังของตัวเองเพื่อให้ได้เรทต่ำๆ จะได้มีคนดูมากขึ้น ทางเครือข่ายจะมีมาตรการในการเรียกร้องสิทธิอย่างไร ในเมื่อกลไกการควบคุมจะเปลี่ยนจากอำนาจรัฐไปเป็นกลไกทางการตลาดแบบทุนนิยมแทน ?
ยัติภังค์ : ถ้าในแง่นี้ เราก็คงได้แต่โจมตีเพราะเราคงไม่สามารถไปห้ามเขาได้ คือถ้าเป็นภาครัฐมันก็น่าจะยังคุยกันได้ แต่ถ้าในแง่ของบริษัทเขาซื้อลิขสิทธิ์มามันก็เป็นสิทธิของเขา แต่เราก็สามารถโจมตีได้ว่าค่ายนี้เราก็ไม่ต้องไปสนับสนุน เราก็จะประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มเครือข่ายหรือคนดูทั่วไปรู้เลยว่า ค่ายนี้มันตัดหนังตัวเองเพื่อให้ได้เรทต่ำ ควรจะต้องร่วมกันคว่ำบาตร

 

สุดท้ายนี้อยากเห็นการเซ็นเซอร์หนังเป็นอย่างไรในอนาคต
ยัติภังค์ : ก็ไม่ควรมีการเซ็นเซอร์เลย เพราะสุดท้ายสังคมจะมีการเซ็นเซอร์ของตัวเองอยู่แล้ว ปล่อยให้ภาคประชาชนเป็นฝ่ายตัดสินเองจะดีกว่าแล้วเราจะรู้เองว่าสังคมมีจุดยืนอยู่ตรงไหน

 

ที่มา http://thaiaudience.wordpress.com


น่าเหนื่อยหน่าย ในไทยนี้ ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม จะหัวดำ หัวขาว จ่ายเงินดู คุณก็จะได้ดูหนังแบบเดียวกับที่เด็กสิบขวบดูได้ เข้าโรงก็เซ็นเซอร์โดยคนที่หน้าที่คือเซ็นเซอร์ เห็นจู๋เบลอ เห็นจิ๋มแบน เลือดสาดตัดออก ถ้าคุยภาษาเดียวกัน หนังคุณก็จะรอด ไม่โดนหั่น โดนเบลอ โดนแบน หน้าที่ของคุณไม่น่าจะใช้การปิดหูปิดตา แต่มันควรจะเป็นการเปิดตาให้รู้ บอกให้เข้าใจว่าทำไมต้องปิด มีเหตุผลอะไร พูดให้เข้าใจ แบนชื่อหนังก๋วยเตี๋ยวเนื้อคน เพราะกลัวจะขายก๋วยเตี๋ยวไม่ได้ ประสาท ทำหยั่งกับคนไทยโง่ คิดเองไม่ได้ . .ปรี๊ด