“ระเบิดสมอง!!!” ที่ชื่อ”สายป่าน”

Home / ข่าวหนัง / “ระเบิดสมอง!!!” ที่ชื่อ”สายป่าน”

“ป่านเกลียดการทำตัวให้มีชีวิตอยู่ยากในโลก เลยหาทางที่จะอยู่บนโลกนี้ให้ง่าย

นี่ไม่ใช่การก่อร้ายใดๆ เพราะแม้จะเป็น “ระเบิด” แต่ระเบิดที่ว่ามีหน้าตาน่ารัก แถมด้วยรอยยิ้มหวาน อย่างที่ใครได้เห็นสายป่าน-อภิญญา สกุลเจริญสุข แล้วต้องยอมรับ

ในวันที่นัดกันสายป่านทำผมทรงม้าเต่อด้านหน้า ขณะที่ด้านหลังถักเปียทั้งหัวแล้วรวบไว้ ดูแปลกตาไปจากเคยๆ

“ป่านเป็นคนเบื่อผมตัวเองง่าย แล้วก็ชอบทำผมมาก” มากขนาดว่างปุ๊บก็ (พยายาม) แว่บเข้าร้านทำผมปั๊บ

หากที่ผ่านมาเธอว่าไม่ค่อยว่างเท่าไหร่ เพราะมีงานถ่ายทำภาพยนตร์เยอรมัน ที่แสดงโดยดาราฮอลลีวู้ด เดวิด ครอส

“ป่านถ่ายหนังมาตั้งแต่อายุ 16 ในเวลา 2 ปีทำหนังมา 6 เรื่อง และตอนนี้ตันแล้ว”

เพิ่งเริ่มต้นสนทนาแท้ๆ แต่สายป่านก็ทิ้งทุ่นทันที

“ตันแบบ…แล้วยังไงต่ออ่ะคะ”

จะทำยังไง จะไปทางไหนต่อดี

“เลยอยากไปเพื่อระเบิดสมองว่าที่อื่นเขาทำกันยังไง เผื่อกลับมาแล้วอะไรจะดีขึ้น”

ด้วยเหตุนี้แผนการในอนาคตของนักเรียน ม.5 อย่างเธอจึงเป็นการไปเรียนต่อด้านศิลปะ ด้านภาพยนตร์ หรือไม่ก็การแสดงที่ประเทศอังกฤษ โดยที่คิดไปไกลขนาดนี้ สายป่านบอกว่าเพราะสำหรับเธอแล้ว ยิ่งรู้มากยิ่งน่าจะเป็นผลดีกับงาน

ที่ผ่านมาภาพลักษณ์และข่าวต่างๆ ทำให้สายป่านเหมือนเป็น “คนแรง”

“แต่หนูไม่ใช่คนแบบโอ๊ย…แรงระเบิดระเบ้อ หนูแค่คิดตรง ทำตรง พูดตรง แต่ก็รู้กาละเทศะ”

“ที่บ้านเลี้ยงแบบบุฟเฟ่ต์น่ะค่ะ” เธอบอกเหตุผลที่ทำให้เป็นคนมีอิสระทางความคิด และกล้าแสดงออก

“เลี้ยงแบบอยากทำอะไรทำ แต่ไม่ใช่ว่าปล่อยนะ คอยดูอยู่ ถ้าทำไม่ดีก็มีโดนทำโทษ เหมือนกินบุฟเฟ่ต์แล้วกินไม่หมดก็ต้องถูกปรับเงิน”

ด้วยอิสระที่ได้รับจากทางบ้าน เมื่อรวมเข้ากับการเป็นนักอ่าน สายป่านก็กลายเป็นคนมีความคิดในหลายสิ่งหลายอย่าง

“ป่านอ่านหนังสือเยอะมาก” พอคุยถึงเรื่องนี้ สายป่านก็ประกาศตัวทันที

“ส่วนใหญ่เป็นปรัชญา” บอกพลางยิ้ม เพราะรู้ดีว่าพูดแบบนี้ คงมีแต่คนนึกไม่ถึงเป็นแถว

ซึ่งอ่านๆ ไปแล้วดี๊ดี เพราะนอกจากทำให้ “รู้” ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการช่วยเหลือคนอื่น

“หลายคนชอบมีปัญหากับชีวิตตัวเอง แต่ป่านไม่ชอบให้มองอย่างนั้น คิดอย่างนั้น หลายคนรอบข้างชอบมาบ่นว่ามีปัญหาอย่างโน้นอย่างนี้ ก็ทำไมต้องทำตัวให้มีปัญหาล่ะ”

เมื่อเป็นเช่นนี้ เวลาที่ใครมาปรึกษา หารือ เธอจึงพยายามช่วยด้วยการนำข้อคิดที่ได้จากหนังสือที่อ่านมาบอกให้ไปปรับใช้ และหลายคราวก็ได้ผล

“คนเขียนเขาผ่านเหตุการณ์มา แล้วมีความรู้เรื่องต่างๆ ดังนั้นถ้าป่านอ่านทุกเล่ม ประสบการณ์ของคนอื่นๆ ก็จะรวมมาอยู่ที่ป่าน ทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันจะเป็นยังไง และพร้อมจะแก้ปัญหา ไม่ต้องร้องไห้ฟูมฟายเวลาเจอ”

“ป่านเกลียดการทำตัวให้มีชีวิตอยู่ยากในโลก เลยหาทางที่จะอยู่บนโลกนี้ให้ง่าย” คือเหตุผลในการเตรียมพร้อมแบบนี้

ถ้าจะถามว่าตั้งแต่อ่านหนังสือและสะสมความรู้มา มีเรื่องอะไรที่แก้ไม่ได้บ้างไหม?

เธอส่ายหน้าอย่างมั่นใจ ว่าไม่มีอะไรเหนือบ่ากว่าแรง

“อยู่ที่ว่าบางปัญหาต้องใช้เวลา”

“เพราะปัญหาไม่ว่าจะเรื่องใด ถ้าคิดว่าผ่านไปได้ มันก็จะผ่านไป ถ้าบอกตัวเองว่ายังไหวอยู่ เดี๋ยวมันจะคิดออก หรือปัญหาจะคลาย แต่ถ้าคิดว่าไม่ไหวแล้ว ไม่ไหว ใจเราก็จะต่ำลงไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็ไม่ไหวจริงๆ” คือหลักคิดที่จำไว้มั่น

ว่างจากอ่านหนังสือ สายป่านยังชอบดูซีรีส์จากต่างประเทศอย่าง “ลอสต์”, “พริซัน เบรค”,”24″ และ “กอซซิป เกิร์ล” ซึ่งนอกจากได้ความสนุกแล้ว เธอยังจดศัพท์จากเรื่องที่ดู ไว้ในโทรศัพท์มือถือเพื่อเสริมความรู้ด้านภาษาอังกฤษ

“ป่าานชอบที่ตัวละครมักมีวิธีคิดและวิธีตัดสินใจที่สามารถให้คนดูเรียนรู้ได้ อย่างพระเอกในเรื่องพริซันเบรค ก็เป็นคนใจเย็นและมีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน ที่สำคัญ น่ารักด้วย” เธอจบเหตุผลด้วยรอยยิ้มเขิน

สำหรับหนังที่คนบ่นว่าหนังอาร์ตจ๋า หรือว่าหนังอะไรที่ดูไม่รู้เรื่อง ก็เป็นของโปรดของสายป่าน ซึ่งถ้าพูดกันตรงๆ ว่า ดูรู้เรื่องไหม?

“บางเรื่องก็ไม่” คือคำตอบแบบจริงใจ

“แต่ก็ดูเยอะๆ ไว้ ต่อให้ไม่เข้าใจก็ดูไปเถอะ ป่านไม่อยากดูหนังที่เสียเงิน 100 บาทเพื่อหนีโลกความจริง คือมีจินตนาการบรรเจิดได้ แต่สาระในเรื่องก็ต้องเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้เหมือนกัน เสียเงิน เสียเวลาขนาดนี้ ควรให้ได้อะไรมาบ้างในชีวิต ดีกว่าดูมาเม้าธ์ได้ 3 วัน แล้วเอาไปทำอะไรไม่ได้”

“เสียเงินไปดูอย่างอื่นดีกว่าไหม”

ซีเรียสไปไหมกับชีวิตหรือเปล่านี่?

เธอส่ายหัว บอกว่าก็ปกติเหมือนวัยรุ่นนั่นแหละ แต่นี่เป็นเรื่องของรสนิยมและความคิดมากกว่า

“เคยได้ยินแหละว่าทำแบบนี้คนจะมองเป็นติสท์แตก แต่ไม่ใช่นะ”

เหตุผลก็เพราะสิ่งที่เธอคิดนั้น สามารถอธิบายให้คนเข้าใจได้ชัดเจน

“ไม่ใช่บอกว่าหนูชอบ แต่พี่ไม่เข้าใจหรอกว่าทำไม”

“เอ่อ…แล้วจะหมายความว่ายังไงเหรอ”

บอกด้วยว่าในความเห็นของเธอนั้น คนที่ชอบทำแบบนี้ ออกแนวติสท์แตกที่ว่านี่อาจจะคิดว่าทำแล้วเท่ ซึ่งไม่ใช่

แต่ถ้ามีความคิดแตกต่าง และสามารถสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจ แล้วหันไปมองโลกหรือทำตัวในมุมอย่างเราบ้าง ถึงจะเท่

“เหมือนพูดเรื่องหนังสือดีๆ แล้วคนอื่นอยากหามาอ่านตามบ้าง มันก็ดีกว่า”

“เพราะถ้าสิ่งที่คุณคิด คุณทำ มันดีจริงๆ ก็เอาออกมาสิ จะมากั๊กไว้ในหัวคนเดียวทำไม”

“มาจุดระเบิดสมองให้คนอื่นดีกว่า”

จุดไปพร้อมๆ กับสายป่านนี่ละ

ที่มาจากหนังสือพิมพ์