หนังไทยแย่แล้ว จุดเปลี่ยนเมื่อทุนหดหนังเจ๊ง

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / หนังไทยแย่แล้ว จุดเปลี่ยนเมื่อทุนหดหนังเจ๊ง

หนังไทย

ถ้าจะมองว่าปีนี้คือปีที่หนังไทยแย่ที่สุด ก็ไม่ผิดนัก

จะด้วยสภาพเศรษฐกิจที่มีผล หรืออะไรอื่นที่มากระทบก็แล้วแต่ แต่ผลที่เกิดขึ้นคือ หนังไทยส่วนใหญ่ล้มเหลวและขาดทุนกันถ้วนหน้า

ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับฯและผู้บริหารค่ายบาแรมยู ของสหมงคลฟิล์ม เปิดเผยข้อมูลที่เขาเก็บรวบรวมมาหลายปีว่า ในปี 2549 หนังไทยมีการออกฉายประมาณ 44 เรื่อง และมีเพียง 19 เรื่องเท่านั้นที่ทำรายได้คุ้ม มีกำไรให้ชื่นใจ นอกนั้นขาดทุนจากการฉายทุกเรื่อง และภาพนี้ก็เกิดขึ้นซ้ำๆ

ปรัชญามองว่านี่เป็นปัญหาจากสภาพเศรษฐกิจส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญกว่าคือเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งทำให้มูลค่าจริงๆของรายได้หนังไทยหายไปประมาณ 70% เลยทีเดียว หนทางแก้ไขซึ่งหวังพึ่งภาครัฐนั้นจะเป็นอย่างไร ได้ผลแค่ไหน ยังไม่รู้ เพราะได้แต่รอ แล้วระหว่างรอ คนทำหนังก็ต้องปรับตัวขนาดใหญ่ เพื่อให้อยู่รอด

บาแรมยูเองตอนนี้ต้องทำงานในระบบฮ่องกงมากขึ้น นั่นคือทำงานให้เร็ว ใช้คิวถ่ายน้อย ใช้เงินทุนไม่มาก อย่างหนังใหญ่คิวถ่ายก็จะไม่เกิน 20 คิว คิวหนึ่งทำงาน 12 ชั่วโมงโดยปกติตั้งแต่ 06.00-18.00 น. หรือ 18.00-06.00 น. งบประมาณก็ 10 ล้านต้นๆ นี่หมายถึงรวมทั้งค่าโปรดัคชั่นและค่าโปรโมต ทั้งหมดก็เพื่อลดต้นทุน ลดความเสี่ยงที่หนังจะเจ๊ง

เรื่องนี้เคยมีใครบางคนอธิบายว่า ถ้าหนังลงทุนที่ 10 ล้านบาท ยังไงก็รอด เพราะรวมเงินค่าขายเป็นวีซีดี, ขายให้สายหนัง สำหรับการนำหนังไปฉายในต่างจังหวัด, ขายให้ออกอากาศทางโทรทัศน์ ยังไงก็ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาทแน่ๆรายได้จากการฉายในกรุงเทพฯ เมื่อแบ่งครึ่งกับทางโรงแล้ว ก็เป็นส่วนกำไร

แต่หนังทุนต่ำก็ไม่ได้แปลว่าไม่ดีนะ ปรัญชาออกตัว หวังแก้ความรู้สึกของใครต่อใครที่เคยรู้ว่าแต่ก่อนน่ะ ทำหนังเรื่องหนึ่งต้องมีอย่างต่ำ 20 ล้านบาท สำหรับหนังฟอร์มธรรมดาๆ แต่ถ้าจะให้เป็นฟอร์มใหญ่ ก็ต้องไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาทโน่น

?ไม่ใช่หนังไม่ดีหรอก เพียงแต่เราใช้ค่าโปรดักชั่นน้อยลง ลดเวลาทำงานให้สั้น แล้วก็ไม่มีฉากเอารถมาชนกัน หรืออื่นๆ ซึ่งไม่ค่อยจำเป็นมาอยู่ในหนัง?

ด้านมะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ก็ยอมรับตรงว่าในระดับคนทำงานนั้น สถานการณ์นี้ค่อนข้างแย่ทีเดียว เพราะคนทำงานสร้างสรรค์ได้เงินน้อยลง เนื่องจากทุนสร้างลด แต่เงินค่าอุปกรณ์ในการถ่ายทำไม่ได้ลดตามลงไป กรณีนี้จะทำให้คนทำงานหนังยากที่จะยึด ?เป็นอาชีพหลัก? ได้

การลดทุนลงชนิดที่บางแห่งเหลือแค่ 6-12 ล้านบาท อย่างที่มะเดี่ยวได้ยินมานั้น จะส่งผลชนิดที่แม้จะมีการทำหนังอยู่ แต่ส่วนใหญ่เป็นผู้กำกับหน้าใหม่ที่ขอแค่โอกาสเข้ามาทำ

?มุมหนึ่งมันก็เป็นการเปิดโอกาสให้คนใหม่ๆ เข้ามา และให้คนทำหนังใช้ความคิดเยอะขึ้น เหมือนตอนเราเข้ามาทำคนผีปีศาจ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นการแจ้งเกิดผู้กำกับฯหน้าใหม่ได้ เพราะเด็กที่เพิ่งเข้ามายังมีไฟทำงาน โดยไมค่อยสนเรื่องเงินเท่าไหร่ แต่คนเก่าๆ ที่เข้ามาทำเป็นอาชีพแล้ว เงินที่เลี้ยงชีพและความมั่นคงมันก็สำคัญ?

ทางออกสำหรับคนทำงานตอนนี้ มะเดี่ยวจึงว่าก็ต้องวงแตกไปหาอย่างอื่นทำกันก่อน มะเดี่ยวเองก็ร่ำๆ จะไปทำรายการทางโทรทัศน์

อย่างไรก็ตามสิน-ยงยุทธ ทองกองทุน ผู้กำกับฯและผู้บริหารบริษัท จีทีเอช มองว่าแม้สถานการณ์จะหนักหนา แต่จะว่าไปก็ยังพอมีทางออกอื่นนอกเหนือจากการลดต้นทุน นั่นคือหารายได้เพิ่มจากโฆษณาแฝง

?มันก็เหมือนมีเดียพาร์ทเนอร์ ซึ่งถ้ารักกันจริงก็อย่าซีเรียส และคนทำก็ต้องอย่าทำร้ายคนดูโดยการจงใจโชว์โลโก้สินค้าเกินไป แล้วก็ไม่ทำให้คนดูรู้สึกมากว่ากำลังดูโฆษณา?

เทียบกันแล้ว ดูเหมือนตอนนี้จีทีเอชจะเป็นบริษัทที่ยังเปิดหนังด้วยทุนที่สูงกว่าบริษัท อื่น ที่เป็นอย่างนั้นสินว่าที่ทำได้ เพราะมีเรื่องของการประเมินโอกาสทางการตลาด ประกอบกับมีการหารายได้จากทางอื่น อย่างการขายลิขสิทธิ์ฉายให้สายหนังต่างจังหวัดหรือทำวีซีดี/ดีวีดี รวมไปถึงการหาสปอนเซอร์สนับสนุน รวมถึงการลดต้นทุนไปถ่ายหนังด้วยระบบดิจิตอลแทน

แต่ถึงกระนั้นถ้าต้องเซ็นอนุมัติงบฯสร้างหนัง 23-25 ล้านบาท เขาก็ต้องคิดแล้วว่าจะได้กำไรหรือไม่ เพราะหนังของจีทีเอชแม้จะมีกลุ่มคนดูและมีรายได้ 70-80 ล้านบาทบาท แต่ก็ไม่เป็นอย่างนั้นทุกเรื่อง อีกทั้งเขาเองก็ไม่อยากให้คนทำหนังเคยตัวกับการมีงบประมาณมากมายไว้ใช้จ่าย เพราะไม่แน่ว่ารายรับที่กลับมาจะคุ้มกันหรือไม่

?ตอนนี้เราในฐานะคนทำก็ดิ้นรนทำไปก่อน อาจจะปล่อยหนังน้อยลง แล้วก็ทำทุกอย่างที่จะไม่ให้หนังขาดทุน เพื่อให้ผ่านช่วงนี้ไปให้ได้?

ช่วงที่สถานการณ์หนังไทยแย่ที่สุด!!!

ที่มา: มติชน