เรทติ้ง (ร้อน) ในเครื่องหมายคำถาม !

Home / ข่าวหนัง / เรทติ้ง (ร้อน) ในเครื่องหมายคำถาม !

thaifilm-rating-new

ตรวจสอบความพร้อมค่ายหนัง-โรงหนัง ก่อนบังคับใช้ระบบเรทติ้งแทนเซ็นเซอร์ กับคำถามสำคัญ วิจารณญาณของผู้มีอำนาจ, การบังคับใช้ ฯลฯ

กนก รัตน์วงศ์สกุล พูด “ทีเล่น” มากกว่า “ทีจริง” ในรายการ “เช้าข่าวข้น” ทางช่อง 9 ไม่นานมานี้ว่า เขารับไม่ได้ที่ผู้ชายจูบกันในหนัง “รักแห่งสยาม”

เป็นเอก รัตนเรือง หล่นวาจา “ทีจริง” มากกว่า “ทีเล่น” ในร้านสตาร์ บัคส์ ทองหล่อ กับ “จุดประกาย” เมื่อกลางเดือนมิถุนายนว่า เขารู้สึกงงๆ ว่า ทำไมหนังบางเรื่องของเขาในโรงถูกเซ็นเซอร์ แต่พอลงเป็น dvd กลับมีฉบับเต็มทุกอย่าง ไม่มีอะไรขาดหายไป

เชิดศักดิ์ พัฒนะคูหา เจ้าของธุรกิจขาย dvd “บ่นพึมพำ” มากกว่า “บ่นดังๆ” กับ “จุดประกาย” ว่า ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว ทำไมเขาต้องไปไล่ดูหนังตามโรงเพื่อพบกับการถูกเซ็นเซอร์ เพราะสู้รอดูหนังจาก dvd ดีกว่า

ปรัชญา ปิ่นแก้ว ให้สัมภาษณ์อย่างสุภาพในรายการทีวี “คมชัดลึก” ของเครือเนชั่นฯ ว่า ตอนนี้การใช้ระบบเรทติ้ง ได้เดินทางมาถึงจุดที่คิดว่าพร้อมพอสมควรแล้ว

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของกองเซ็นเซอร์ บอกกับคุณ จอมขวัญ หลาวเพ็ชร ว่า ทำไมเมืองไทยถึงต้องใช้เรทติ้งมาแก้ปัญหาเซ็นเซอร์ ซึ่งเกิดวิวาทะและสงครามย่อมๆ หลายครั้ง
– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –
ครับ, นี่คือ “ท่าที” เล็กๆ น้อยๆ ของคนในวงการหนังไทย ซึ่งมีต่อการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่อีกครั้งของอุตสาหกรรมหนัง อาจจะเรียกว่าในรอบ 40-50 ปีที่ผ่านมานี้ การใช้ระบบเรทติ้งมาแทนที่การเซ็นเซอร์นั้น เป็นเรื่องที่ใหญ่โตที่สุด เพราะถึงขั้นเปลี่ยนแปลงชัดเจน ทั้งผู้สร้างหนัง เจ้าของโรงหนัง และคนดู ที่ต้องหนีบ “ศีลธรรมประจำตัว” ในการไปดูและซื้อตั๋วหนังด้วย

“มันคงไม่ง่าย แต่ก็ทำได้แน่ๆ” นพมาส แววหงส์ นักวิจารณ์หนังของมติชนสุดสัปดาห์ เคยพูดเอาไว้ในการประชุมคณะกรรมการตัดสินหนัง ที่พารากอน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามันไม่ง่าย และคงทำได้ในที่สุด แต่เมื่อผ่านการคัดกรอง ตรวจสอบ ได้เรตออกมา 7 ความหมาย 7 ระดับ คำถามร้อนแรงที่ตามมาในทุกสื่อก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เรทที่ได้มานั้น ถูกต้องเหมาะสมอย่างไร

“เพราะถ้าจะมาตัดเป็นฉากๆ เลยก็คงไม่ได้ ผมว่ามันต้องดูเป็นเนื้อเรื่องก่อน ว่าหนังเขาเล่าเรื่องมาอย่างไร” ปรัชญา ปิ่นแก้ว บอกในรายการ “เช้าข่าวข้น”

คำถามใหญ่โตที่สุดตอนนี้ไปตกอยู่กับทางผู้ประกอบการสองฝ่าย หนึ่งคือ โรงหนัง ที่ถูกมองว่า ยังไม่พร้อมกับการ “รับมือ” ในระบบนี้ ดังจะเห็นได้ว่า แม้แต่ทางกองเซ็นเซอร์เองก็รับว่า หนังของ เควนติน ตารันติโน เรื่อง Inglourious Basterds ถือเป็นหนังเรื่องแรกที่เข้าสู่กระบวนการจัดเรทติ้ง

ทว่า มันก็ยังไม่สามารถทำได้ นี่เป็นเหตุว่า ทำไมคนดูยังคงได้เห็นฉากผ่าสมองสดๆ !

“..แต่มันจะเป็นอะไรไปเล่า เมื่อเทียบกับฉากชิซูกะอาบน้ำในการ์ตูนโดราเอมอน แล้วถูกเซ็นเซอร์” สุวิชา ไวความดี นักดูหนังต้นคอบ่นแถมตลก

กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน เคยแสดงมุมมองส่วนตัวว่า บางทีการที่ฉากอะไรถูกบดบังเซ็นเซอร์ไปนั้น (เช่นฉากชิซูกะอาบน้ำ หรือตัวละครคีบบุหรี่) เพราะเจ้าหน้าที่ใช้กฏหมายแบบใช้ไม้บรรทัดวัด กล่าวคือ “ไม่มีความยืดหยุ่น” ตาม sense ของหนัง

เท่าที่ผ่านมา เมื่อมีการตั้งวงเสวนา สัมภาษณ์ตามที่ต่างๆ ฝ่ายที่เรามักทราบกันอยู่เสมอก็คือ มุมมองของผู้กำกับหนังและเจ้าหน้าที่ รวมทั้งนักวิจารณ์ แต่ที่แทบไม่เคยได้ออกมาพูดเลยก็คือ “โรงหนัง” และผู้บริหารของ “ค่ายหนัง”

“จุดประกาย” จึงยกหูขอสัมภาษณ์ คุณอนวัช องค์วาสิฏฐ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เกี่ยวกับการจัดเรทติ้งหนังในโรงหนัง ..เพราะว่าหลังจากระบบจัดเรทติ้งออกมา ดูเหมือนโรงหนังจะเป็นผู้ประกอบการหนึ่งที่คงพบความวุ่นวายมาก ไม่ทราบว่าทางเมเจอร์ฯ เตรียมระบบอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้

“ผมคิดว่าระบบเพิ่งจะเริ่มต้น และเกี่ยวเนื่องกับ 3 หน่วยงานหลัก คือ 1. รัฐ ซึ่งเป็นคนควบคุม? 2.ผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์? และ 3.ผู้สร้างหนัง ทั้งนี้ ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลควบคุมและจัดเรทติ้งหนังทั้งหมดขึ้นอยู่กับผู้สร้างหนัง และรัฐมากกว่า หนังจะเซนเซอร์ผ่านหรือไม่ผ่าน ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ ไม่ใช่ผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์ ส่วนที่น่าจะวุ่นวายที่สุด คือ คนที่ทำหนังมากกว่า

ส่วนผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์ในฐานะเป็น ผู้ฉายภาพยนตร์ หน้าที่ของเราทำได้แค่ให้ความร่วมมือ ปฎิบัติ ตรวจสอบให้กับกฎหมายที่ออกมาเท่านั้น เพราะการจัดเรทติ้งหนังเป็นแค่การให้ แนะนำแก่ผู้ชม หลายคนอาจจะเข้าใจผิด คิดว่า น.13 คือ การที่ห้ามเด็กอายุ 13 ปี ดูหนังเรื่องนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วเด็กอายุ 13 ปี สามารถดูหนังเรื่องนั้นได้”

ผู้บริหารหนุ่มหล่อแห่งแบรนด์เมจอร์ฯ โฟกัสลงไปว่าที่น่าจะมีปัญหาที่สุดก็คือ…

“ฉ.20 ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีดู แต่เรทติ้งอันนี้ยังไม่เห็นหนังเรื่องไหนมีเลย หรือเอามาฉายในโรงภาพยนตร์เลย? ซึ่งในแต่ละปีมีภาพยนตร์เข้าฉายในโรงหนังประมาณ 250-300 เรื่อง ภาพยนตร์ที่มีการแนะนำผู้ชมหรืออยู่ในเรทติ้งที่มีการแนะนำ ผู้ชมมีเพียง 5% ของทั้งหมดของภาพยนตร์ทั่วไป ส่วนภาพยนตร์ที่จัดเรทติ้งให้อยู่ใน น.13, น.15 และ น.18 นั้น เรามีหน้าที่แค่ให้คำแนะนำ ติดสัญลักษณ์เรทติ้งภาพยนตร์เรื่องนั้น โดยจะทำอยู่ 2 ส่วน คือ 1.ค่ายหนังติดมากับภาพยนตร์ 2.ติดแนะนำอยู่หน้าโรงภาพยนตร์

“ซึ่งขณะนี้สัญลักษณ์ต่างๆ ในการจัดเรทติ้งยังไม่เสร็จเรียบร้อย จึงยังไม่ได้ส่งมาถึงผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์ คาดว่าอีกประมาณ 6 เดือน หรือ 1 ปี สัญลักษณ์เหล่านี้จึงจะเสร็จ เราในฐานะผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์ ทำได้เพียงแค่ทำเป็นตัวหนังสือข้อความเพื่อเป็นการแนะนำให้กับผู้ชมไปก่อน ส่วนภาพยนตร์ที่อยู่ในข่าย ฉ.20 นั้น เราจะใช้มาตรการหลักๆ ทั่วไป คือ การขอตรวจดูบัตรประชาชนก่อนที่จะขายตั๋วหนังให้กับผู้ซื้อ เพื่อเป็น การสกรีนหรือป้องกันเด็กและเยาวชนเข้าชมภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ เป็นอันดับแรก จากนั้น ก็จะตรวจสอบผู้ที่เข้าชมภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวอีกครั้งด้วยการตรวจบัตร ประชาชนบริเวณด้านหน้าทางเข้าโรงภาพยนตร์ ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยป้องกันเด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าชมภาพยนตร์ ที่ล่อแหลมได้อย่างแน่นอน”

ในต่างประเทศนั้น เคยมีเหตุการณ์ว่า พ่อซื้อตั๋วให้ลูก ถ้าคำถามนี้ตกมาถึงมือของเมเจอร์ฯ เขาจะทำอย่างไร

“ผมว่าถ้าเป็นหนังที่อยู่ในเรทติ้ง น.13 แต่มาดูภาพยนตร์ น.15 เราก็ให้ดู เพราะภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว พ่อเป็นคนซื้อตั๋วให้ลูกดูเอง และที่สำคัญพ่อเป็นคนพาลูกเข้าชมภาพยนตร์เรื่องนั้นด้วยกัน เราก็ไม่สามารถ บังคับได้ เรามีหน้าที่คอยให้เพ่งเล็ง คำแนะนำว่าหนังเรื่องนี้เหมาะกับเด็กและเยาวชน อายุเท่าไร ส่วนหนังเรทติ้ง ฉ.20 นั้น เรามีมาตราการป้องกันและดูแลที่เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว”

เมื่อ “จุดประกาย” ถามว่า ในฐานะผู้บริหาร คิดว่าอะไรคือ “สิ่งที่ยากที่สุด” เมื่อเรทติ้งถูกใช้

“สิ่งที่คิดว่ายากที่สุดในฐานะผู้บริหารธุรกิจโรงภาพยนตร์ คือ การทำความเข้าใจกับผู้ชมว่า เรทติ้ง น.13, น.15 และ น.18 นั้นต่างกันตรงไหน ส่วนเรทติ้ง ฉ.20 ถ้าเราปล่อยให้เด็กต่ำกว่า 20 ปี เข้าไปชม ถือว่าผิดกฎหมายอยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้เราไม่ค่อยหนักใจเท่าไร”

“แต่ในส่วนของการจัดเรทติ้งประเภท น.13, น.15 และ น. 18 ที่เราเป็นห่วง เพราะถ้าคนเข้าใจผิดหรือตีความหมายของคำว่าเรทติ้งประเภท น.13, น.15 หรือ น.18 หมายถึงการห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี, 15 ปี และ 18 ปี เข้าชมภาพยนตร์เรื่องนั้น คงไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน เพราะจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์โดยรวม” อนวัช มองว่าเรื่องอ่อนไหวทางนี้ ฝ่ายอื่นๆ สามารถช่วยได้

“โดยเฉพาะสื่อต้องช่วยกันเคลียร์ความหมายของการจัดเรทติ้งหนังในโรง ภาพยนตร์ให้ชัดเจนว่า ประเภท น.13, น.15 และ น.18 หมายถึงคำแนะนำ ไม่ใช่การห้ามดู”

ประเด็นสุดท้ายที่มักจะถูกมองจากหลายฝ่ายของวงเสวนาก็คือ โรงหนังนั้นได้รับความเสียหายจากรายได้ที่ลดลง แต่ผู้บริหารเมเจอร์ฯ มองว่า ไม่เกี่ยวกัน

“รายได้จะลดหรือไม่นั้น ไม่เกี่ยวกับการจัดเรทติ้งหนัง คนส่วนใหญ่ที่ดูภาพยนตร์เพราะภาพยนตร์ดี และมีการโปรโมทหนังเรื่องนั้นๆ ดีมากกว่า รายได้ภาพยนตร์จะขึ้นหรือลง อยู่ที่การโปรโมทภาพยนตร์เป็นหลัก ซึ่งการที่รัฐออกกฎหมายจัดเรทติ้งหนังขึ้นมา ผมคิดว่าเพื่อเป็นการแนะนำผู้ชมให้เลือกพิจารณาการเลือกชมภาพยนตร์มากกว่า”

โรงหนังปรับตัวครั้งใหญ่ แต่ที่น่าคิดก็คือ แล้วค่ายหนังไทย จำเป็นต้องปรับทิศทางและดีกรีเนื้อหาหรือไม่แค่ไหน พูดง่ายๆ ก็คือ การใช้ระบบเรตติ้งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการทำหนังของ GTH หรือเปล่า ?

“คิดว่าคงไม่มี เพราะที่ผ่านมา GTH ก็เหมือนได้เซ็นเซอร์ตัวเอง ก่อนลงมือทำหนังอยู่แล้ว” วิสูตร พูลวรลักษณ์ ผู้บริหารและนักการตลาดที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นจอมยุทธ์ในการเข้าใจรายละเอียดต่างๆ เก่งที่สุดคนหนึ่งของบ้านเรา บอกกับ “จุดประกาย”

ถ้าไม่ต้องมีการปรับตัว แล้วอะไรคือ “ข้อดีข้อเสีย” ของการใช้เรทติ้ง ในสายตานักการตลาดและผู้บริหารที่คลุกคลีตีโมงกับหนังมาตั้งแต่เด็กอย่าง เขา..

“ความไม่เข้าใจมั้งครับ จริงๆ ข้อดีของการมีเรตติ้งคือการให้อิสระกับคนทำหนังได้เลือกเรตที่เหมาะกับตัว เอง ว่าอยากทำหนังแบบไหนให้คนดู ไม่ใช่ทำกี่เรื่องๆ ก็จะถูกตีกรอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน (เซ็นเซอร์) แต่ข้อเสียคือ ถ้าคนทำไม่เข้าใจ คณะกรรมการไม่เข้าใจ ก็จบ เท่ากับมีอาวุธอยู่ในมือ แต่ใช้ไม่เป็น”

สำหรับโรงหนังบ้านเรา ที่บางคนมองว่าคงจะปรับตัวลำบากกับการรับมือเรทติ้ง วิสูตร มองอีกมุมว่า…

“ไม่ลำบากหรอกครับ เพราะโรงหนังมีจุดที่ควรจะระวังเพียงจุดเดียวคือ เรท20+ ซึ่งเรตนี้แปลว่า ‘ห้าม’ สำหรับผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าชม จึงจำเป็นอยู่เองที่จะต้องมีขอตรวจบัตรสำหรับผู้ที่หน้าอ่อน แต่ถ้าหน้าแก่แบบผม เขาคงไม่ตรวจ ส่วนการโกงเพื่อจะให้ได้เข้าดูนั้น ผมว่ามีแน่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับมาตรการของโรง เขาคงปล่อยหละหลวมไม่ได้ เพราะเรตนี้มีโทษด้วย ส่วนเรตอื่นที่เหลือทั้งหมด แปลว่า ‘ไม่ห้าม’ เป็นแค่เรตแนะนำ เครื่องหมาย+ที่แปะไว้หลังตัวเลขจึงไม่มีผลอะไร โรงก็ไม่ต้องซีเรียส”

ผู้บริหารค่าย GTH ที่เพิ่งลองของ โดดลงมากำกับหนัง “5 แพร่ง” ซึ่ง จะลงโรงสัปดาห์หน้า บอกว่า ถ้ามีใครมาถามว่า ค่ายหนังชอบหรือไม่ชอบกับระบบนี้ เพราะมันจะส่งผลต่อรายได้หนังหรือเปล่า” เขาขอตอบว่า…

“ตอบแบบสาระแนหน่อย ก็ต้องบอกว่าจริงๆ แล้วโรงเขาไม่ค่อยชอบ เพราะมันยุ่งยากขึ้น และก็กลัวรายได้จะลด แต่จริงๆแล้ว ที่ไหนๆในโลก พอเริ่มใช้เรตติ้งมันก็ยุ่งกันทั้งนั้น แต่พอปรับตัวได้ ทุกอย่างเข้าที่ มันก็ดำเนินไปตามครรลองที่มันควรจะเป็น”

ถึงตรงนี้ วิสูตร พูลวรลักษณ์ ชี้ว่า คนดูจะมี power สูงสุด

?เสียงของผู้ชมนี่แหละครับ ที่จะมีประสิทธิภาพที่สุด ถ้าเห็นว่ากรรมการให้เรตแบบไม่ถูกใจ หรือไม่ตรงใจ หรือค้านสายตากับคนดูมากๆ ก็ช่วยๆ กันส่งเสียงหน่อย เดี๋ยวนี้สื่อเยอะ เน็ตก็ไว โวยๆ กัน แป๊บเดียวก็รู้แล้วว่า จะต้องทำยังไงต่อ อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลยครับ เพราะตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรที่น่าเกลียดออกมา”

ที่มา : จุดประกาย กรุงเทพธุรกิจ โดย นันทขว้าง สิรสุนทร