จุดจบ…ไปตามกรรม เสียงสะท้อนสู่หนัง 5 แพร่ง

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / จุดจบ…ไปตามกรรม เสียงสะท้อนสู่หนัง 5 แพร่ง

01

ประธานาธิบดี ซามูเอล คันยอน โด (ซ้าย) ขณะเยือนอเมริกา.

อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ 9 เดือน 9 ปี ค.ศ.2009 ซึ่งหลายท่านมีความเชื่อว่าเป็นวันดี เป็นวันที่เหมาะกับการทำกิจการงานให้ก้าวหน้า และบางท่านก็วางแผนว่า จะไปทำบุญเพิ่มส่วนกุศลให้ตนเองและญาติผู้ล่วงลับ ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่เราจะใช้โอกาสนี้ ในการคิดดี ทำดี เพื่อตัวเอง และเพื่อผู้อื่น ดังนั้น ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อในเรื่องเลข 9 แต่การได้ทำสิ่งที่ดี ก็ไม่เสียหายอะไรค่ะ แถมยังเป็นการช่วยเพิ่มกุศลกรรมที่ดีให้แก่ชีวิตด้วย

แต่หากมองย้อนไปในอดีต ตามสไตล์ของทีมงานต่วยตูน ที่พยายามสรรหาเรื่องราวในประวัติศาสตร์มานำเสนอท่านผู้อ่าน เพื่อเป็นบทเรียนของปัจจุบันและอนาคตแล้ว วันที่ 9 เดือน 9 นั้น มีเหตุการณ์ที่น่าสนใจมากอยู่เรื่องหนึ่ง อันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1990 ค่ะ

สำหรับผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวไลบีเรีย คงไม่อาจลืมเหตุการณ์ในวันนั้น วันแห่งจุดจบของประธานาธิบดี ซามูเอล คันยอน โด

02

ซามูเอล คันยอน โด เมื่อครั้งยึดอำนาจ.

ก่อนที่จะว่ากันถึงจุดจบของประธานาธิบดีผิวสีผู้นี้ คงต้อนย้อนไปที่ต้นเรื่องก่อน ในปี 1980 ซึ่งตอนนั้น โดมีอายุเพียง 29 ปี และมีตำแหน่งเพียงจ่าสิบเอก แต่ก็ต้องยอมรับว่าจิตใจกล้าหาญ ฮึกเหิมมากทีเดียวค่ะ ในการนำพลพรรคเข้าก่อการปฏิวัติ โค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีวิลเลียม อาร์ ทอลเบิร์ต ผู้นำเชื้อสายอเมริกันไลบีเรีย เพื่อดึงอำนาจการปกครองกลับมาสู่กลุ่มคนเชื้อสายเผ่าพื้นเมืองผิวสี

ในการก่อการปฏิวัติครั้งนั้น โดนำกำลังเข้าปฏิบัติการถึงบ้านของทอลเบิร์ต และไม่ปล่อยให้คู่กรณีมีโอกาสหนีไปไหนได้ ผลก็คือทอลเบิร์ต ถูกสังหารคาบ้านพักนั่นแหละค่ะ

03

ประธานาธิบดีวิลเลียม อาร์ ทอลเบิร์ต กับจิมมี คาร์เตอร์ ผู้นำสหรัฐฯ.

ฆ่าไม่ฆ่าเปล่า แต่ยังทรมานผู้นำประเทศอย่างเหี้ยมโหด ด้วยการควักเครื่องในออกมากองนอกพุง แถมยังทรมานอีกสารพัดวิธี? เรียกว่า กว่าท่านประธานาธิบดีทอลเบิร์ตจะสิ้นชีพคาเตียงนอน ก็เละตุ้มเป๊ะจนแทบจำศพไม่ได้ทีเดียว

นอกจากตัวทอลเบิร์ตเองแล้ว กลุ่มผู้อยู่ เคียงข้างท่านประธานาธิบดีอีก 26 คน ก็ถูกส่งวิญญาณไปปรโลกเช่นเดียวกับผู้เป็นนาย ในขณะที่คณะรัฐมนตรีอีก 13 คน ถูกสั่งประหารอย่างโหดร้ายต่อหน้าสาธารณชน และนับจากวันนองเลือดวันนั้นแล้ว เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ (อดีต) รัฐบาลจำนวนหลายร้อยคนก็หลบหนีออกนอกประเทศ ส่วนที่โชคร้ายหนีไม่ทันก็ถูกจำคุก และอีกมากที่โชคร้ายกว่า คือต้องสังเวยด้วยชีวิต

ซามูเอล โด ในวัยไม่เต็ม 30 ตั้งตนขึ้นเป็นประธานาธิบดีแห่งไลบีเรีย พร้อมเปิดศักราชแห่งการเข่นฆ่าฝ่ายตรงข้างครั้งมโหฬาร เรียกได้ว่าใครไม่เห็นด้วยกับท่านประธานาธิบดีคนใหม่ ก็มีสิทธิ์ได้ไปเยี่ยมท่านประธานาธิบดีคนเก่าเอาง่ายๆ ทำให้เกิดความหวาดหวั่นไปทั่วประเทศ
ทางด้านการปกครอง โดเป็นประธานาธิบดีที่ได้ชื่อว่าบริหารประเทศด้วยความโหดร้าย แถมยังเน้นนโยบายเรื่องการทุจริตคอรัปชันเป็นพิเศษ ทำเอาประชาชนเกลียดกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง เช่นเดียวกับสื่อมวลชนที่ไม่เอาด้วย

แต่ประธานาธิบดีโดก็ไม่ไยดีหรอกค่ะ หนังสือพิมพ์เล่มไหนเขียนข่าวไม่ถูกใจ ก็สั่งปิดเอาดื้อๆ ในขณะที่คนข้างกาย หรือผู้บริหารในตำแหน่งใหญ่โตอื่นๆ ก็เลือกตั้งแต่พรรคพวก ที่มาร่วมด้วยช่วยกันกับประธานาธิบดี ในการก่อกรรมทำเข็ญ ละเมิดสิทธิมนุษยชนไปเรื่อย

แต่การทำกรรมชั่วของ โด ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ทำให้เจ้าตัวนอนหลับไม่สนิทอยู่เหมือนกัน เพราะต้องระแวดระวังตลอดเวลาว่าอาจจะถูกฝ่ายตรงข้าม เล่นงานเอา ก็เลยต้องระมัดระวังตัวอยู่ตลอด หากจะว่าไปก็ถือว่ากรรมตามสนอง เหมือนกันนะคะ เพราะถึงแม้จะมีอำนาจล้นฟ้า แต่ก็ต้องผวาอยู่เสมอ

แล้วท่ามกลางการก่นด่าของประชาชน กรรมก็ตามทัน โด เข้าจนได้ค่ะ เรียกว่าเคยทำอย่างไรกับใครเขาไว้ ก็ได้รับกรรมนั้นสนองเข้าในสิ่งเดียวกัน จากที่เคยปฏิวัติยึดอำนาจเขามา เมื่อวันที่ 9 กันยายน 1990 ผู้นำฝ่ายต่อต้านรัฐบาล คือ ปริ๊นซ์ วาย จอห์นสัน ก็ก่อการปฏิวัติยึดอำนาจจากโด? แถมยึดไม่ยึดเปล่า ยังสังหารโหดท่านประธานาธิบดี? ที่ตอนนั้นก็ยังหนุ่มแน่นด้วยวัย 39 ปี ให้ตายตกไปตามกันกับประธานาธิบดีคนก่อน

แถมกว่าจะสิ้นลมจากโลกนี้ไปได้ ก็ผ่านการถูกทรมานอย่างสาหัส ไม่ต่างจากที่เคยทำกับคนอื่นล่ะค่ะ งานนี้โดถูกเอาคืนอย่างสุดแสนเจ็บปวด ที่สำคัญประชาชนได้รู้ได้เห็นในลมหายใจเฮือกสุดท้ายของจอมทรราชคนนี้กันไปทั่วทีเดียว เพราะคณะปฏิวัติได้สั่งถ่ายวีดิโอเทปนาทีสังหารโดเอาไว้เผยแพร่ให้ได้ชมกัน เป็นการทั่วไป และคนที่ดูก็ไม่ค่อยมีใครเห็นใจ แต่ปรบมือชื่นชม “หนังฟรี” เรียลลิตี้ของจริงเรื่องนี้กันอย่างถ้วนหน้า ก่อนจะสาปส่งคล้ายๆกันว่า นี่แหละกรรมสนอง

พูดถึงผู้นำประเทศที่ถูกกรรมไล่ตามทันแล้ว ชักมันค่ะ เลยต้องขอต่ออีกสักคน เป็นคนดังที่รู้จักกันไปทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ เบนิโต มุสโสลินี นายกรัฐมนตรีแห่งอิตาลี

benito

เบนิโต มุสโสลินี.

“ท่านผู้นำ” มุสโสลินีนั้นเป็นผู้นำเผด็จการแบบสุดๆ เป็นเกลอที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แห่งเยอรมนีเป็นอย่างมาก แม้จะปกครองกันคนละประเทศ แต่ก็อาจจะเรียกได้ว่ากอดคอทำสงครามโลกด้วยกันมาเลยทีเดียว

มุสโสลินีปกครองอิตาลีในแบบที่ทำให้ถูกเรียกขานว่าทรราช ผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต้องสิ้นชีวิตลง เพราะการนำประเทศเข้าสู่สงคราม มิหนําซํ้า ท่านผู้นำยังสยายปีกออกไปบุกเอธิโอเปีย? เข่นฆ่าเจ้าของประเทศไปจำนวนมาก รวมๆ แล้วมีการประมาณการว่า ความกระหายอำนาจของมุสโสลินี ทำให้มีคนล้มตายอย่างน้อย 3 แสนคน

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะสิ้นสุดลงไม่นานนัก เกิดการเปลี่ยนแปลงในอิตาลี ฝ่ายต่อต้านเผด็จการสามารถจับกุมตัวมุสโสลินีได้พร้อมกับชู้รักนามคลาเรตต้า และคำสั่งประหารก็มาถึงในวันที่ 28 เมษายน ค.ศ.1945 คณะประหารลั่นไกปืนออกใส่อดีตผู้นำและผู้หญิงของเขา สำหรับคลาเรตต้าแล้ว ถือว่าโชคดี เพียงกระสุนนัดแรกก็พุ่งเข้าสู่หัวใจ ทำให้หญิงสาวเสียชีวิตลงทันที

ต่างกับมุสโสลินีที่ถูกกระสุนตุงเข้าในลำตัว 5 นัด แต่นั่นก็ยังไม่อาจพรากวิญญาณทรราชไปจากโลกนี้ได้ เขายังคงทรมานต่อไปอีกพักใหญ่ และน่าจะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่ปรโลกได้เปิดโอกาสให้ได้ใคร่ครวญถึงกรรมที่ ได้กระทำมาทั้งหมด ก่อนที่จะมีคนเดินเข้าไปหาใกล้ๆ เหนี่ยวนิ้วชี้ที่ไกปืน และกระสุนนัดสุดท้ายก็พุ่งทะลุหัวใจของมุสโสลินี

04

ศพของมุสโสลินีและคลาเรตต้าถูกนำไปห้อยหัวประจาน.

อ๊ะ…อ๊ะ…อย่าเพิ่งคิดว่าเรื่องนี้จะจบง่ายๆ สำหรับมุสโสลินีหลังจากที่วิญญาณหลุดออกจากร่างแล้ว ก็มีการนำศพเข้าสู่เมืองมิลาน ทิ้งไว้ข้างถนน เพื่อให้ประชาชนได้มาเห็นกันชัดๆว่า ผู้นำเผด็จการผู้นี้ได้ลาโลกไปแล้ว คนที่แห่กันมาดูก็พากันสาปแช่ง ถ่มนํ้าลายใส่ ยกเท้ากระทืบ ยิงปืนใส่ซํ้าเหมือนกลัวจะไม่ตายจริง และสุดท้าย ศพอันทุเรศทุรังของมุสโสลินีก็ถูกจับแขวนห้อยหัวลงดิน ปิดตำนานทรราชแห่งอิตาลีไปตลอดกาล

หากว่ากันในเชิงพุทธศาสนา เหล่านี้คือกรรมที่เดินทางมาทัน สนองผู้ก่อกรรมอย่างสาสม และถ้าจะกล่าวถึงผู้ที่ก่อกรรมหนักที่สุดในศาสนาพุทธ เห็นทีจะพลาดไม่ได้ที่จะต้องเล่าเรื่องของผู้ก่อ “อนันตริยกรรม” จนถึงกับถูกลงโทษอย่างหนักหนาที่สุด คือต้องธรณีสูบ ใช่แล้วค่ะ
เรากำลังพูดถึงเทวทัต

05

เดิมที เทวทัตเป็นพระญาติของพระพุทธองค์ แต่ด้วยนิสัยใจคอแล้ว มีแต่ความริษยาพระพุทธเจ้า แม้จะออกบวชก็ยังไม่วายก่อการสังฆเภท ทำให้คณะสงฆ์แตกแยก มิหนําซํ้ายังพยายามตั้งตนเป็นศาสดา และลอบปลงพระชนม์พระพุทธองค์หลายคราว แต่ก็ไม่สำเร็จ

และต่อมาเมื่อประชาชนเริ่มเห็นในความชั่วช้าของพระเทวทัต ก็ไม่มีใครเอาด้วยค่ะ ลูกศิษย์ลูกหาต่างพากันออกห่างหมด ทำให้พระเทวทัตเริ่มสำนึกผิด จึงตั้งใจจะเดินทางไปขอขมาต่อพระพุทธเจ้า แต่ด้วยกรรมที่สร้างไว้นั้นหนักหนาสาหัส แม้แม่พระธรณียังไม่อาจรับคนหนักแผ่นดินเยี่ยงนี้ได้ เทวทัตจึงถูกธรณีสูบลงสู่นรก และในวินาทีที่ถูกธรณีสูบนั้นเอง ก็ได้หวนระลึกถึงคุณของพระพุทธองค์ อีกครั้ง แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว กรรมได้เดินทางตามมา นำพาเทวทัตสู่ขุมนรกเพื่อชดใช้กรรมอันสาหัส

06

การก่อคดีของแก๊งปาหิน ต้องได้รับผลกรรมอย่างสาสมในสักวัน (ภาพจากห้าแพร่ง).

ผู้ก่อกรรมส่วนใหญ่ มักจะทำร้าย ทำลายคนที่ตัวเองชิงชัง ด้วยความอาฆาต ริษยา ฯลฯ ซึ่งความรู้สึกในตัวนั้นเอง ที่จะเริ่มกัดกร่อนให้เป็นทุกข์ ถือเป็นกรรมที่ตามทันในขั้นต้น ก่อนจะก้าวสู่กรรมที่หนักขึ้นต่อไป หากยังไม่ละ เลิกจิตใจอันสกปรก และยังมีคนอีกจำพวกที่ก่อกรรมโดยไม่เลือกว่าคู่กรณีเป็นใคร เช่น เต็นท์รถที่เอารถที่เคยประสบอุบัติเหตุมีคนตายมาประกาศหลอกขายว่า เป็นรถสภาพใหม่ หรือแก๊งปาหินที่กำลังอาละวาด สร้างความเดือดร้อนอยู่ในขณะนี้ จนมีผู้นำไปทำเป็นบทภาพยนตร์ในเรื่อง “ห้าแพร่ง” ที่แสดงให้เห็นถึงผลแห่งการกระทำที่ก่อไว้ ซึ่งแน่นอนว่าการกระทำอันโหดร้ายรุนแรงเช่นนี้ ผลแห่งกรรมต้องย้อนกลับมาอย่างสาสมแน่นอน.

ที่มา : ไทยรัฐ ต่วยตูน