คนทำหนังอินโดนีเซียฮือประท้วงกม.ภาพยนตร์ฉบับใหม่

Home / ข่าวหนัง, หนังเอเชีย / คนทำหนังอินโดนีเซียฮือประท้วงกม.ภาพยนตร์ฉบับใหม่

12525766911252576724l

บุคลากร ในวงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์อินโดนีเซียได้รวมตัวกันประท้วงกฎหมายภาพยนตร์ ฉบับใหม่ที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มมาตรการเซ็นเซอร์กับหนังท้องถิ่น รวมถึงจำกัดการนำเข้าหนังต่างประเทศ

กฎหมายภาพยนตร์ฉบับใหม่ของประเทศอินโดนีเซียระบุว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของเวลาฉายภาพยนตร์ในโรงหนังภายในประเทศจะต้องสงวนไว้ให้กับ ภาพยนตร์ท้องถิ่น เพื่อเป็นมาตรการจำกัดการนำเข้าภาพยนตร์จากต่างประเทศ โดยไม่ต้องคำนึงถึง คุณภาพของภาพยนตร์ท้องถิ่นเหล่านั้นแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน กฎหมายก็กำหนดให้ผู้สร้างภาพยนตร์ท้องถิ่นต้องส่งเค้าโครงการถ่ายทำหนัง อันได้แก่ ชื่อเรื่อง, เรื่องราว และแผนการถ่ายทำภาพยนตร์ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวทำการพิจารณา เป็นเวลา 3 เดือนก่อนหนังจะเริ่มถ่ายทำ นอกจากนี้ ทางกระทรวงจะมีมาตรการเซ็นเซอร์หนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้ยา เซ็กส์ และประเด็นขัดแย้งทางสังคมอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม บรรดาคนทำหนังของอินโดนีเซียกลับเห็นว่ากฎหมายภาพยนตร์ฉบับใหม่ได้จำกัดความ คิดสร้างสรรค์ของพวกตน เช่นเดียวกันกับ โควต้าเวลาฉายหนัง 60 เปอร์เซ็นต์ ที่ดูเหมือนจะถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภาพยนตร์ท้องถิ่น แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการทำร้ายหนังท้องถิ่นมากกว่า

“การกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นให้มีการผลิตหนังอินโดนีเซีย คุณภาพต่ำออกมา เพื่อนำมาเติมเต็มโควต้าเวลาฉายหนังท้องถิ่นจำนวน 60 เปอร์เซ็นต์” ริรี่ ริซ่า ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอินโดนีเซีย กล่าว

สอดคล้องกับ เด็ดดี้ มิซวา ผู้กำกับอีกคนหนึ่ง ซึ่งเห็นว่ากฎหมายภาพยนตร์ฉบับนี้มีความเป็นเผด็จการอำนาจนิยมและไร้ซึ่งจิต วิญญาณแห่งการปฏิรูป เพราะมันต่อต้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

แม้เจโร วาซิค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของอินโดนีเซียจะออกมาปกป้อง เนื้อหาของกฎหมายภาพยนตร์ฉบับใหม่ แต่เขาก็ลาออกทันทีภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่กฎหมายฉบับนี้ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา

โดยกฎหมายภาพยนตร์ดังกล่าวถือเป็นกฎหมายฉบับที่ 2 ของรัฐบาลประธานาธิบดีสุศีโล บัมบัง ยุทโธโยโน ที่ได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมวัฒนธรรมภายในประเทศ หลังจากที่กฎหมายต่อต้านงานศิลปะอนาจารถูกคัดค้านไปเมื่อปีที่แล้ว

ที่มา : มติชน