ฉุนจัด!! “มานพ” ร่ำไห้้ “สวยซามูไร” ถูกเซ็นเซอร์สั่งหั่นหนัง เกรงผลกระทบมุสลิม

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / ฉุนจัด!! “มานพ” ร่ำไห้้ “สวยซามูไร” ถูกเซ็นเซอร์สั่งหั่นหนัง เกรงผลกระทบมุสลิม

DSCF1139

มานพ อุดทเดช ผู้กำกับ “สวยซามูไร”

ผู้กำกับรุ่นเก๋า “มานพ อุดมเดช” ฉุนจัด!! เมื่อทางคณะกรรมการตรวจสอบพิจารณาภาพยนตร์ หรือกองเซ็นเซอร์สั่งหั่นหนังบางส่วนของภาพยนตร์ “สวยซามูไร”ค่ายสหมงคลฟิล์มฯ ออก เพราะเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของพี่น้องชาวมุสลิม งานนี้ผู้กำกับ “มานพ อุดมดช” จึงได้ถือโอกาสแถลงข่าวถึงกรณีพิพาทดังกล่าว ในงานรอบปฐมทัศน์ภาพยนตร์ “สวยซามูไร” ที่จัดขึ้นเมื่อค่ำวานนี้ เหตุเพราะเกรงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ปากต่อปาก

ซึ่งผู้กำกับได้เปิดใจถึงเรื่องนี้ว่า “ผมทราบเรื่องนี้ตอนที่ทางเซ็นเซอร์ให้ผมโทรศัพท์กลับไปหาด่วน เมื่อตอน 11 โมงเช้า หลังจากนั้นมีปัญหาในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อกรณีการเซ็นเซอร์ เนื่องจากหนังเรื่องนี้ได้พูดถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่วัฒนธรรมของพี่น้องชาวมุสลิมในส่วนหนึ่ง และเขาก็เกรงว่าจะกระทบ เพราะในเวลานี้เขาต้องการความสมานฉันท์ ซึ่งผมก็แสดงความคิดเห็นไปว่าผมไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คณะกรรมการเซ็นเซอร์คิดว่าภาพยนตร์ของผมในบางส่วนนั้น อาจจะเป็นไปอย่างที่เขากังวล และผมก็ไม่อยากให้ตัดทอน”

ผู้กำกับกล่าวต่อว่า
“จากนั้นก็ได้มีการพูดคุยกันมาตลอด จนกระ่ทั่งถึงบ่าย 3 โมงก็ยังคุยกันผ่านทางโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา ระหว่างนั้นเริ่มมีข่าวกระเซ็นกระสายไป ในที่สุดผมก็ได้ปรึกษาเรื่องนี้กับทางคุณสมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ เจ้าของภาพยนตร์และประธานบริษัทสหมงคลฟิล์มฯ ว่าคิดเห็นอย่างไรบ้าง โดยส่วนตัวของผม ผมยอมรับว่าไม่ค่อยพอใจที่ถูกรุก ผมได้พูดกับทางเซ็นเซอร์โดยตรงว่า ผมขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่เห็นด้วย ในการตัดสินของขณะกรรมการในส่วนของการพิจารณาภาพยนตร์ แต่จะตัดสินอย่างไรนั้นก็เป็นในส่วนของเจ้าของภาพยนตร์สหมงคลฟิล์ม
ถ้าสหมงคลฟิล์มยอมก็มีสิทธิ์ที่จะทำอย่างนั้น แต่ถึงทางบริษัทยอม ในใจผมไม่ยอม เพราะผมได้มีการตรวจสอบ และได้ส่งภาพยนตร์ให้แก่โต๊ะครู2-3 คนได้อ่าน ก่อนหน้านี้สักเมื่อ 4 ปีมาแล้ว และนักแสดงมุสลิมที่ร่วมงานกับผมหลายคนในเรื่องนี้ก็ให้คำแนะนำผมตลอดเวลา ผมไม่อยากให้เกิดปัญหาเรื่องนี้อยู่แล้ว ที่สำคัญผมขอให้พี่น้องชาวมุสลิมส่วนหนึ่งได้เข้ามาดูในคืนนี้ ถ้าเขาเห็นว่ากระทบต่อความเป็นจริง กระทบต่อหลักศาสนาของเขา ผมจะยอมรับ แต่ผมจะไม่ยอมรับถ้าคณะกรรมการเพียง 6 คนมาตัดสินใจแทนพี่น้องมุสลิม ผมว่าหนังเรื่องนี้ถ้าพี่น้องมุสลิมได้ดูจะยิ่งรักผมด้วยซ้ำ ต่อให้เอาไปฉายใน 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งผมพูดถึงในหนังเรื่องนี้ ผมก็เชื่อว่าเขาจะรักผม เพราะผมพูดความเป็นจริงที่สุดที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของพวกเขา ไม่ใช่การใส่ความ ตอนนี้ผมยังไม่ทราบเลยว่าเขาจะให้เรตหนังผมเท่าไหร่”

DSCF1107

ณ.ตอนนี้มีการตัดทอนบางส่วนออกรึยัง? “ผมยังไม่ทราบว่าทางบริษัทนั้นจะตัดสินใจอย่างไรนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ในคืนนี้อย่างไรก็ต้องมีฉาย เผลอๆจะมีฉายทั้งแบบตัด และไม่ตัดก็เป็น ในส่วนตัวผมยังไม่ทราบว่าทางบริษัทจะตัดสินใจอย่างไร ถ้าเขายืนยันจะให้ตัดผมก็พูดแล้วว่าผมจะไม่ตัด ผมจะบอกว่าถ้าทำอย่างนี้แล้วจะมีเรตไปทำไม ผมถามคณะกรรมการไปว่าที่จะให้ผมตัดหนังเรื่องนี้ ผมทำผิดอะไร เขาอ้างถึงความมั่นคง ผมว่ามันคนละประเด็น ถ้าหากถามผมว่าผมทำหนังเรื่องนี้ผิดหลักศาสนาอิสรามรึเปล่า ถ้าหากว่าผมทำผิดผมยินดีที่จะเอาในหนังทั้งหมดออก แต่ถ้าหากผมไม่ผิดอย่ามาตัดสินผม เพราะผมถือว่าผมไม่ได้ทำผิดศาสนาอิสลาม อันที่สองผมไม่ได้ทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมไม่สามารถจะรับฟังความคิดเห็นของคน 6 คนแล้วมาบอกว่าหนังของคุณทำไม่ได้ ถ้าผมทำตามแสดงว่าผมผิด นั้นคือสิ่งที่ผมยืนยัน ถ้าบริษัทยอมก็เป็นเรื่องของบริษัท แต่ส่วนตัวผมรับไม่ได้”


ได้คุยกับเสี่ยเจียงแล้วมีแนวโน้มยังไง?
“ครั้งหลังสุดที่ได้โทรไปคุยกับคุณสมศักดิ์(เสี่ยเจียง) และผู้หลักผู้ใหญ่และคนที่มีความรู้ในเรื่องนี้อีกหลายคน หลังจากนั้นผมก็ยังไม่ทราบ จนกระทั่งเสี่ยเจียงเดินมาบอกว่าแถลงข่าวได้ ผมยังไม่รู้จนถึงนาทีนี้ด้วยซ้ำว่าหนังตัวเองได้เรตอะไร”

ฉากไหนที่มีส่วนกระทบที่สุด?
“ก็ทุกอันแหละครับที่เขาบอกว่ามีผลกระทบ ที่แถลงข่าวครั้งนี้ผมไม่ต้องการให้คนนั้นคนนี้พูดทีแล้วไปขยายผล ซึ่งอาจจะมีผลเสียต่อหนังต่อพี่น้องมุสลิมด้วยกัน และต่อกรรมการเซ็นเซอร์ด้วย เพราะกลัวว่าจะไปขยายผลให้เกิดเรื่องราวใหญ่โต มันก็อันตรายต่ออนาคตของภาพยนตร์ด้วย ผมจะชิงจัดแถลงข่าวซะก่อน เพราะกลัวฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด แล้วจะกลายเป็นปัญหาขึ้นมา ซึ่งเริ่มจะมีแบบนั้นบ้างแล้ว”

หลังจากวันนี้จะมีมติชัดเจนเมื่อไหร่?
“คนที่จะตอบเรื่องนี้ได้น่าจะเป็นทางบริษัท เพราะเป็นเจ้าของภาพยนตร์ตามกฎหมาย ผมเป็นเพียงศิลปินที่สร้างสรรค์ตามความคิด แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของภาพยนตร์ แต่ถึงแม้ผมจะยอมรับไม่ได้ถ้าเขาจะหั่นผมก็ทำอะไรเขาไม่ได้อยู่แล้ว แต่ผมว่าเป็นอันตรายเพราะเป็นการพิจารณาโดยไม่ได้ใช้หลักวิจารณญาณ ผมกำลังมองว่าใช้อำนาจเกินส่วนเกินที่ควรจะใช้ มันเป็นอย่างนี้มาตลอดในเรื่องของการเซ็นเซอร์ แทนที่จะใช้วิจารณญาณ ทึกทักเอาทั้งที่เหตุการณ์นั้นยังไม่เกิดแล้วมาบอกให้ตัดซะ เพราะเดี๋ยวมีปัญหา ไอ้อย่างนี้มันไม่ได้สำหรับคนทำงาน มันควรจะมีมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีกฎหมายเซ็นเซอร์แล้วทำไมจะต้องมีเรต อันนี้ผมก็ไม่เข้าใจ ผมคิดว่าสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติน่าจะตอบคำถามนี้ได้”

หลังจากคืนนี้ถ้าโต๊ะครูได้ดูแล้วจะส่งความคิดเห็นให้ดูเลยไหม?
“ผมว่าถ้าเขาจะยืนกรานอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าทางบริษัทแก้ไขปัญหาอย่างนี้ไม่ลงตัว คืนนี้คงจะเป็นเสียงอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าโต๊ะครูมุสลิม ชุมชนทางธนบุรีฝั่งโน้น ซึ่งเขามาดูกัน5-6 ท่าน ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร ก็คงจะแจ้งเป็นข้อมูลประกอบให้ทราบ เพราะจริงๆผมไม่ต้องการให้มีการหั่นหนังเรื่องนี้ด้วยประการทั้งปวง” ผู้กำกับ มานพ กล่าวปิดท้าย.