?สมเกียรติ วิทุรานิช? ผู้กำักับหนังรักสุดซึ้งรับปลายปี October Sonata ตอน 2

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / ?สมเกียรติ วิทุรานิช? ผู้กำักับหนังรักสุดซึ้งรับปลายปี October Sonata ตอน 2

และหลังจากที่ทำความรู้จักกับผู้กำกับเรื่อง October Sonata “สมเกียรติ์ วิทุรานิช” ไปแล้วเกี่ยวกับประวัติการทำงานอันโชกโชนแล้ว ตอนนี้ได้เวลาของการรับรู้ถึงที่มาที่ไปของภาพยนตร์รักสุดซึ้งส่งท้ายปี October Sonata รักที่รอคอย จากผู้กำกับและเขียนบทเรื่องนี้กันต่อ

Untitled-1

แรงบันดาลใจในการทำ October Sonata

จริงๆ แล้วเป็นคำถามที่ผมตั้งอยู่เรื่อยๆ ว่าเราอยากจะทำหนังที่มีรสชาติไทยๆ แต่ว่ามีสไตล์การเล่าที่มันเป็นสากล เพราะมีอยู่ช่วงนึงที่หนังไทยเหมือนกับบ้า การแต่งตัวเป็นฮ่องกงไปเลย ใส่โอเวอร์โค้ท หนังเรื่อง October Sonata เขียนไว้ตั้งแต่ยุคนั้น ในเวลาเดียวกันก็มีการถามกันว่า เอกลักษณ์หนังไทยอยู่ตรงไหน ก็เลยรู้สึกว่าอยากจะทำอะไรอย่างนี้ล่ะ ที่เรียกว่าจริงใจกับการเป็นหนังไทย จริงใจกับสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมของเรา จริงใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศชาติของเรา แต่จะทำยังไง จะเล่ายังไงให้มันเป็นสากล เล่าด้วยลีลาที่ใครๆ ดูแล้วสนุกได้ ต่างชาติดูก็สนุกได้

แนวหนังเป็นแนวไหน

มันเป็นแนวโรแมนติกดราม่า และก็ไม่ได้ตั้งใจจะบีบคอคนดูให้ต้องร้องไห้ ไม่ได้ฝืนใจ แต่ต้องการให้เรื่องค่อยๆ พาคนดูไป มันจะเป็นอย่างนั้นมากกว่า เค้ามั่นใจนะว่าถ้าคนดูปล่อยใจไปกับหนัง เชื่อว่ายังไงๆ คุณก็ต้องเสียน้ำตาให้ แต่มันไม่ได้ต้องบังคับคนดูขนาดนั้น
เป็นหนังย้อนยุคมั้ย

แน่นอน มันเป็นหนังที่ย้อนกลับไปในอดีต แต่ว่าเรื่องมันเดินหน้ามาเรื่อยๆ เดินมาจนถึงปัจจุบันได้ง่าย ก็คือเป็นหนังที่กินระยะเวลาค่อนข้างยาว และระยะเวลาตรงนี้มันสำคัญกับหนัง เพราะมันกำลังบอกว่า ความรักของคนคู่นึงมันถูกพิสูจน์ด้วยกาลเวลา

ทีมโปรดักชั่น ก็มีช่างภาพ เปีย (ธีรวัฒน์ รุจินธรรม) จริงๆ เปียได้อ่านบทอันนี้นานแล้ว และแกก็อยากทำมาก จนกระทั่งรู้ว่าพี่ณภัทร สนใจจะทำเนี่ย เขาบอกว่า พี่ถ่ายฟรีก็ถ่าย จะให้ถ่ายฟรีผมก็ทำ

06

สถานที่ที่เลือกถ่ายเซ็ท หรือใช้สถานที่จริง

โปรดักชั่นดีไซน์ก็มีคุณตั้ม ซึ่งปกติแล้วแกจะทำหนังให้คุณเป็นเอกซะเยอะ เกือบทุกเรื่องเลย ตั้งแต่ ตลก 69 เป็นต้นมา? คุณตั้มตอนแรกอ่านบทแล้วก็ร้องโอ้โฮ เพราะสเกลมันค่อนข้างใหญ่นะ สำหรับโปรดักชั่นดีไซน์ เหมือนมันต้องลงเงินมาตรงนี้เยอะ? เพราะต้องทำให้เห็นความต่างในแต่ละยุค ถือเป็นงานหนักของโปรดักชั่นดีไซน์ แต่ในที่สุดแล้ว ด้วยตัวบท ซึ่งมันท้าทายแน่ๆ กับโปรดักชั่นดีไซน์ แล้วด้วยสิ่งที่เราเขียนไปให้ว่ามันมีโลเกชั่นแบบนี้ ๆ แล้วเค้าเห็นทาง แรกๆ เค้าจะไม่รับด้วย เพราะรู้สึกว่าต้องใช้เงินเยอะทีเดียว แต่ที่สุดเค้าก็ตกลงใจว่า ไม่เอากำไรก็ได้เรื่องนี้ ก็คือคุณตั้มมาด้วยใจ ก็คุยกันว่ามันเป็นงานที่เรารัก เค้าอ่านแล้วเค้าชอบเรื่อง เค้าบอกตอนแรกไม่รู้จักผม แล้วเค้าก็คิดว่าใครเป็นคนเขียนบทแบบนี้ อยากดูตัวหน่อย ก็เลยนัดเจอกัน พอคุยกัน

ในที่สุดเค้าก็ทำ เค้าช่วยเหลือเยอะมากในหลายส่วน เค้าช่วยออกไอเดียเพิ่มเติมด้วย อย่างร้านค้าของลิ้ม ตอนแรกเราไม่กล้าแม้กระทั่งแบบว่า Set กรุงเทพฯ ในอดีตทั้งหมดให้เป็นบ้านตึก แล้วเค้าก็บอกว่ามีโลเกชั่นหนึ่งมันใกล้เคียงมากเลย? เป็นการทำงานร่วมกันที่ค่อนข้างจะลงตัว ในที่สุดเราก็ได้โลเกชั่นที่แบบว่า ใหญ่ ตามยุคสมัย แล้วคอนโทรล อาร์ตไดเร็คชั่นได้อยู่

02

อย่างโลเกชั่นที่มันเป็นบังกะโล เราหาจากที่มันมีอยู่จริงเนี่ย มันไม่ได้ (แสนมุกโฮเต็ล) มันไม่ได้อย่างที่ตัวผมเองจินตนาการ หรือแม้กระทั่งอาร์ตไดเร็คเตอร์เห็นภาพ คือมันไม่ได้ พอไม่ได้ก็เลยต้องมาคุยกับทางโปรดิวเซอร์ว่าขอเพิ่มงบประมาณในด้านฉากนะครับ เพราะว่าบังกะโลนี้ ถือว่าเป็นตัวละครตัวหนึ่งของหนังเลย

ก็โชคดีที่ พี่ณภัทร เค้าฟังเหตุฟังผล แน่นอนในฐานะโปรดิวเซอร์ก็ต้องควบคุมงบประมาณ แต่พอมีเหตุผลที่ดีพอ แกเห็นว่าถ้าไม่สร้างเนี่ย ผลเสียกับหนังมันมีมากกว่าผลดี ดังนั้นก็เลยอนุมัติให้สร้างโลเกชั่นบังกะโลอันนี้ เชื่อว่าถ้าทุกคนไปที่ฉากนี้ คงไม่เชื่อว่าถูกสร้างมาเพื่อถ่ายหนัง แต่เข้าใจว่ามันมีอยู่จริง คือเค้าทำได้แบบว่าเหมือนมันอยู่ตรงนั้นจริงๆ

อย่างบางทีที่เราเคยไปโลเกชั่นที่เค้าสร้าง เราไปดูเราก็รู้ว่ามันสร้าง แต่นี่คุณตั้มทำเหมือนแบบว่ามันอยู่ที่นี่แล้ว นักแสดงทุกคนไปถึง แรกๆ ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้นะ เค้ายังถามเลยว่าใครเป็นเจ้าของ พี่ก็เลยว่าคุณณภัทรเป็นเจ้าของ (หัวเราะ)

เหตุการณ์ที่เกิดในเรื่องทำไมต้องเป็นงานศพของ ?มิตร ไชยบัญชา?

เพราะว่าเด็กผู้หญิงคนนี้มีพระเอกในดวงใจอยู่หนึ่งคน และในคืนที่พระเอกในดวงใจเค้าเสียชีวิตลง เธอได้พบพระเอกตัวจริงที่มีชีวิตจริง ก็คือได้พบผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นตัวตนจริงๆ มิตร ไชยบัญชา นี่เสมือนภาพจินตนาการของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง มันเหมือนกับการเรียนรู้ผู้หญิงคนหนึ่งจากโลกฝันของเธอ? ซึ่งเธอจะโตมากับความฝัน แต่ตอนนี้เธอกำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นจริงของชีวิต การเรียนรู้ชีวิตที่แท้จริง ดังนั้นจุดเริ่มต้นของหนังเนี่ย มันกำลังบอกว่า เหตุใดต้องไปงานศพ ก็เพราะเหตุนี้แหละ คือในการเสียชีวิตของไอดอลของเธอ เธอได้ค้นพบพระเอกตัวจริง

ที่พูดว่ารอคอยมานานมาก กว่าที่จะทำหนังเรื่องนี้ ทำไมถึงมาตกลงใจที่พี่ณภัทร

คือจริงๆ พี่เองไม่กล้าที่จะเสนอเรื่องนี้เอง? เพราะว่ามันเหมือนกับทุกคนรู้สึกว่า หนังผี หนังตลก ถ้าคุณเขียนถึง คุณได้สร้างแน่ๆ แต่หนังแนวนี้มันน้อยนักที่โปรดิวเซอร์จะปรายตามามอง แต่โชคดีว่า..จริงๆ เริ่มต้นมาจากปุ๊ก (พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์) เหมือนกัน เพราะปุ๊กก็รับรู้ตั้งแต่ต้นว่าพี่เขียนหนังเรื่องนี้ จริงๆ แล้วแกอินกับบท กับผม กับเรื่องนี้มากเลยนะ แกช่วยคอมเมนต์อยู่ตลอดเวลา แล้วปุ๊กก็แนะนำมาทางพี่ณภัทรว่า ?พี่ พี่สมเกียรติมีเรื่องนึง ดีมากเลย พี่ลองอ่านดู? นั่นแหละเลยเป็นจุดเริ่มต้นว่าทำไมมาสรุปที่พี่ณภัทร เพราะปุ๊กเป็นคนชักนำ แนะนำ เพราะตอนแรกผมแทบจะไม่กล้าเสนอเรื่องนี้ แต่เรื่องนี้ทุกครั้งที่เอามาอ่านก็ยังชอบอยู่ ก็ยังสงสัยว่าทำไมไม่มีใครทำ ทั้งๆที่หลายเรื่องที่เราเขียนเองด้วย พอเวลาผ่านไปปุ๊บ เราจะรู้สึกว่ามันไม่ดีพอ ก็โยนทิ้งเลย แต่เรื่องนี้เอาขึ้นมาทีไร มันดีนะ ช่วยมองมันหน่อยได้มั้ย

ในช่วงต้นๆ ก็เอาบทไปเสนอหลายที่ตั้งแต่หลังทำหนังเรื่องฝากฝันไว้เดี๋ยวจะเลี้ยวมาเอา จากนั้นก็เอาให้พี่หง่าวดู พี่หง่าวอ่านแล้วชอบ แต่ตอนนั้นมันเป็นช่วงข้อต่อบางอย่าง ทำให้ไม่ได้ทำ

พอฝากฝันฯ ปุ๊บ เราก็มีเขียนบทเรื่องนี้ แล้วก็พัฒนาไปเรื่อยๆ? บางทีมันเขียนยากมาก เพราะเริ่มต้นมาจากสเกลที่มันใหญ่ ระยะเวลามันยาวนาน มันหลงทางได้ง่ายๆ มันก็เลยแบบว่าเริ่มมา แล้วติดขัดตลอดเวลา จนถึงมาช่วงนึงที่มันลงตัวแล้ว ช่วงที่พี่หง่าวได้อ่านมันลงตัวแล้ว

010

และจริงๆ? พี่หง่าว ก็เป็นแรงผลักอีกแรงเหมือนกัน พี่ณภัทรจะทำเรื่องนี้ เผอิญพี่ณภัทรไปเจอพี่หง่าว พี่ณภัทรกับพี่หง่าวเป็นเพื่อนร่วมรุ่น แล้วพี่ณภัทรบอกจะทำเรื่องนี้ พี่หง่าวก็แบบว่า ?อ๋อ October sonata ดีมาก? พี่ณภัทรก็เลยสงสัยว่าทำไมทุกคนได้อ่านเรื่องนี้แล้วชอบกันหมดเลย

และพอตัวแกเองมาอ่านแล้วแกก็ชอบ แกเดินมาหาผม ซึ่งตอนนั้นคิดไว้ในใจว่าไม่มีทางได้ทำ กลัวจะได้ยินคำพูดที่ว่า ?ดี แต่จังหวะยังไม่เหมาะ? แต่กลับพลิกโผเมื่อพี่ณภัทรมาบอกว่า ?นี่แหละ หนังไทยที่ชั้นเรียกว่าหนังไทยได้อย่างเต็มปาก? วันนั้นที่ได้ยินคำนี้รู้สึกดีใจมาก เป็นโปรดิวเซอร์คนเดียวที่อ่านแล้วบอกว่า ?ฉันจะทำ?

ตอนเขียนเรื่องนี้ก็คิดเอาไว้ว่าตัวเองจะต้องเป็นคนกำกับด้วย แต่ยังไม่ได้คิดว่าจะเอาใครมาแสดงเป็นตัวละครในเรื่อง คิดในใจว่าใครจะเล่นนะ? ใครจะเล่นเป็นแสงจันทร์ เพราะรู้สึกว่ามันเหมือนเป็นบทที่ยาก ก็ยังนึกอยู่เลยว่าใครจะเล่นได้บทนี้? ถ้าจะให้มาเล่นบทนี้จริงๆ ก็คงต้องแคสท์ทั้งหน้าใหม่ หน้าเก่า ดูว่าใครจะเหมาะกับบทนี้ เพราะบทนี้มันต้องเล่นตั้งแต่บทใสใส จนถึงเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา มันเป็นระยะเวลาที่ยาว ดังนั้นฝีมือการแสดงต้องดีมาก.

ครั้งหน้า ผู้กำกับ สมเกียติ วิทุรานิช จะมาถ่ายทอดเรื่องราวการคัดเลือกตัวนัำกแสดงนำมาให้เราอ่านกัน

และหลังจากที่ทำความรู้จักกับผู้กำกับเรื่อง October Sonata “สมเกียรติ์ วิทุรานิช” ไปแล้วเกี่ยวกับประวัติการทำงานอันโชกโชนที่ผ่านมา คราวนี้เรามาพูดคุยถึงเรื่องหนังรักเรื่องใหม่เรื่องนี้กันดีกว่า

แรงบันดาลใจในการทำ October Sonata

จริงๆ แล้วเป็นคำถามที่ผมตั้งอยู่เรื่อยๆ ว่าเราอยากจะทำหนังที่มีรสชาติไทยๆ แต่ว่ามีสไตล์การเล่าที่มันเป็นสากล เพราะมีอยู่ช่วงนึงที่หนังไทยเหมือนกับบ้า การแต่งตัวเป็นฮ่องกงไปเลย ใส่โอเวอร์โค้ท หนังเรื่อง October Sonata เขียนไว้ตั้งแต่ยุคนั้น ในเวลาเดียวกันก็มีการถามกันว่า เอกลักษณ์หนังไทยอยู่ตรงไหน ก็เลยรู้สึกว่าอยากจะทำอะไรอย่างนี้ล่ะ ที่เรียกว่าจริงใจกับการเป็นหนังไทย จริงใจกับสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมของเรา จริงใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศชาติของเรา แต่จะทำยังไง จะเล่ายังไงให้มันเป็นสากล เล่าด้วยลีลาที่ใครๆ ดูแล้วสนุกได้ ต่างชาติดูก็สนุกได้

แนวหนังเป็นแนวไหน

มันเป็นแนวโรแมนติกดราม่า และก็ไม่ได้ตั้งใจจะบีบคอคนดูให้ต้องร้องไห้ ไม่ได้ฝืนใจ แต่ต้องการให้เรื่องค่อยๆ พาคนดูไป มันจะเป็นอย่างนั้นมากกว่า เค้ามั่นใจนะว่าถ้าคนดูปล่อยใจไปกับหนัง เชื่อว่ายังไงๆ คุณก็ต้องเสียน้ำตาให้ แต่มันไม่ได้ต้องบังคับคนดูขนาดนั้น
เป็นหนังย้อนยุคมั้ย

แน่นอน มันเป็นหนังที่ย้อนกลับไปในอดีต แต่ว่าเรื่องมันเดินหน้ามาเรื่อยๆ เดินมาจนถึงปัจจุบันได้ง่าย ก็คือเป็นหนังที่กินระยะเวลาค่อนข้างยาว และระยะเวลาตรงนี้มันสำคัญกับหนัง เพราะมันกำลังบอกว่า ความรักของคนคู่นึงมันถูกพิสูจน์ด้วยกาลเวลา

ทีมโปรดักชั่น ก็มีช่างภาพ เปีย (ธีรวัฒน์ รุจินธรรม) จริงๆ เปียได้อ่านบทอันนี้นานแล้ว และแกก็อยากทำมาก จนกระทั่งรู้ว่าพี่ณภัทร สนใจจะทำเนี่ย เขาบอกว่า พี่ถ่ายฟรีก็ถ่าย จะให้ถ่ายฟรีผมก็ทำ

สถานที่ที่เลือกถ่ายเซ็ท หรือใช้สถานที่จริง

โปรดักชั่นดีไซน์ก็มีคุณตั้ม ซึ่งปกติแล้วแกจะทำหนังให้คุณเป็นเอกซะเยอะ เกือบทุกเรื่องเลย ตั้งแต่ ตลก 69 เป็นต้นมา? คุณตั้มตอนแรกอ่านบทแล้วก็ร้องโอ้โฮ เพราะสเกลมันค่อนข้างใหญ่นะ สำหรับโปรดักชั่นดีไซน์ เหมือนมันต้องลงเงินมาตรงนี้เยอะ? เพราะต้องทำให้เห็นความต่างในแต่ละยุค ถือเป็นงานหนักของโปรดักชั่นดีไซน์ แต่ในที่สุดแล้ว ด้วยตัวบท ซึ่งมันท้าทายแน่ๆ กับโปรดักชั่นดีไซน์ แล้วด้วยสิ่งที่เราเขียนไปให้ว่ามันมีโลเกชั่นแบบนี้ ๆ แล้วเค้าเห็นทาง แรกๆ เค้าจะไม่รับด้วย เพราะรู้สึกว่าต้องใช้เงินเยอะทีเดียว แต่ที่สุดเค้าก็ตกลงใจว่า ไม่เอากำไรก็ได้เรื่องนี้ ก็คือคุณตั้มมาด้วยใจ ก็คุยกันว่ามันเป็นงานที่เรารัก เค้าอ่านแล้วเค้าชอบเรื่อง เค้าบอกตอนแรกไม่รู้จักผม แล้วเค้าก็คิดว่าใครเป็นคนเขียนบทแบบนี้ อยากดูตัวหน่อย ก็เลยนัดเจอกัน พอคุยกัน

ในที่สุดเค้าก็ทำ เค้าช่วยเหลือเยอะมากในหลายส่วน เค้าช่วยออกไอเดียเพิ่มเติมด้วย อย่างร้านค้าของลิ้ม ตอนแรกเราไม่กล้าแม้กระทั่งแบบว่า Set กรุงเทพฯ ในอดีตทั้งหมดให้เป็นบ้านตึก แล้วเค้าก็บอกว่ามีโลเกชั่นหนึ่งมันใกล้เคียงมากเลย? เป็นการทำงานร่วมกันที่ค่อนข้างจะลงตัว ในที่สุดเราก็ได้โลเกชั่นที่แบบว่า ใหญ่ ตามยุคสมัย แล้วคอนโทรล อาร์ตไดเร็คชั่นได้อยู่

อย่างโลเกชั่นที่มันเป็นบังกะโล เราหาจากที่มันมีอยู่จริงเนี่ย มันไม่ได้ (แสนมุกโฮเต็ล) มันไม่ได้อย่างที่ตัวผมเองจินตนาการ หรือแม้กระทั่งอาร์ตไดเร็คเตอร์เห็นภาพ คือมันไม่ได้ พอไม่ได้ก็เลยต้องมาคุยกับทางโปรดิวเซอร์ว่าขอเพิ่มงบประมาณในด้านฉากนะครับ เพราะว่าบังกะโลนี้ ถือว่าเป็นตัวละครตัวหนึ่งของหนังเลย ก็โชคดีที่ พี่ณภัทร เค้าฟังเหตุฟังผล แน่นอนในฐานะโปรดิวเซอร์ก็ต้องควบคุมงบประมาณ แต่พอมีเหตุผลที่ดีพอ แกเห็นว่าถ้าไม่สร้างเนี่ย ผลเสียกับหนังมันมีมากกว่าผลดี ดังนั้นก็เลยอนุมัติให้สร้างโลเกชั่นบังกะโลอันนี้ เชื่อว่าถ้าทุกคนไปที่ฉากนี้ คงไม่เชื่อว่าถูกสร้างมาเพื่อถ่ายหนัง แต่เข้าใจว่ามันมีอยู่จริง คือเค้าทำได้แบบว่าเหมือนมันอยู่ตรงนั้นจริงๆ อย่างบางทีที่เราเคยไปโลเกชั่นที่เค้าสร้าง เราไปดูเราก็รู้ว่ามันสร้าง แต่นี่คุณตั้มทำเหมือนแบบว่ามันอยู่ที่นี่แล้ว นักแสดงทุกคนไปถึง แรกๆ ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้นะ เค้ายังถามเลยว่าใครเป็นเจ้าของ พี่ก็เลยว่าคุณณภัทรเป็นเจ้าของ (หัวเราะ)

เหตุการณ์ที่เกิดในเรื่องทำไมต้องเป็นงานศพของ ?มิตร ไชยบัญชา?

เพราะว่าเด็กผู้หญิงคนนี้มีพระเอกในดวงใจอยู่หนึ่งคน และในคืนที่พระเอกในดวงใจเค้าเสียชีวิตลง เธอได้พบพระเอกตัวจริงที่มีชีวิตจริง ก็คือได้พบผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเป็นตัวตนจริงๆ มิตร ไชยบัญชา นี่เสมือนภาพจินตนาการของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง มันเหมือนกับการเรียนรู้ผู้หญิงคนหนึ่งจากโลกฝันของเธอ? ซึ่งเธอจะโตมากับความฝัน แต่ตอนนี้เธอกำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นจริงของชีวิต การเรียนรู้ชีวิตที่แท้จริง ดังนั้นจุดเริ่มต้นของหนังเนี่ย มันกำลังบอกว่า เหตุใดต้องไปงานศพ ก็เพราะเหตุนี้แหละ คือในการเสียชีวิตของไอดอลของเธอ เธอได้ค้นพบพระเอกตัวจริง

ที่พูดว่ารอคอยมานานมาก กว่าที่จะทำหนังเรื่องนี้ ทำไมถึงมาตกลงใจที่พี่ณภัทร

คือจริงๆ พี่เองไม่กล้าที่จะเสนอเรื่องนี้เอง? เพราะว่ามันเหมือนกับทุกคนรู้สึกว่า หนังผี หนังตลก ถ้าคุณเขียนถึง คุณได้สร้างแน่ๆ แต่หนังแนวนี้มันน้อยนักที่โปรดิวเซอร์จะปรายตามามอง แต่โชคดีว่า..จริงๆ เริ่มต้นมาจากปุ๊ก (พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์) เหมือนกัน เพราะปุ๊กก็รับรู้ตั้งแต่ต้นว่าพี่เขียนหนังเรื่องนี้ จริงๆ แล้วแกอินกับบท กับผม กับเรื่องนี้มากเลยนะ แกช่วยคอมเมนต์อยู่ตลอดเวลา แล้วปุ๊กก็แนะนำมาทางพี่ณภัทรว่า ?พี่ พี่สมเกียรติมีเรื่องนึง ดีมากเลย พี่ลองอ่านดู? นั่นแหละเลยเป็นจุดเริ่มต้นว่าทำไมมาสรุปที่พี่ณภัทร เพราะปุ๊กเป็นคนชักนำ แนะนำ เพราะตอนแรกผมแทบจะไม่กล้าเสนอเรื่องนี้ แต่เรื่องนี้ทุกครั้งที่เอามาอ่านก็ยังชอบอยู่ ก็ยังสงสัยว่าทำไมไม่มีใครทำ ทั้งๆที่หลายเรื่องที่เราเขียนเองด้วย พอเวลาผ่านไปปุ๊บ เราจะรู้สึกว่ามันไม่ดีพอ ก็โยนทิ้งเลย แต่เรื่องนี้เอาขึ้นมาทีไร มันดีนะ ช่วยมองมันหน่อยได้มั้ย

ในช่วงต้นๆ ก็เอาบทไปเสนอหลายที่ตั้งแต่หลังทำหนังเรื่องฝากฝันไว้เดี๋ยวจะเลี้ยวมาเอา จากนั้นก็เอาให้พี่หง่าวดู พี่หง่าวอ่านแล้วชอบ แต่ตอนนั้นมันเป็นช่วงข้อต่อบางอย่าง ทำให้ไม่ได้ทำ

พอ ฝากฝันฯ ปุ๊บ เราก็มีเขียนบทเรื่องนี้ แล้วก็พัฒนาไปเรื่อยๆ? บางทีมันเขียนยากมาก เพราะเริ่มต้นมาจากสเกลที่มันใหญ่ ระยะเวลามันยาวนาน มันหลงทางได้ง่ายๆ มันก็เลยแบบว่าเริ่มมา แล้วติดขัดตลอดเวลา จนถึงมาช่วงนึงที่มันลงตัวแล้ว ช่วงที่พี่หง่าวได้อ่านมันลงตัวแล้ว

และจริงๆ? พี่หง่าว ก็เป็นแรงผลักอีกแรงเหมือนกัน พี่ณภัทรจะทำเรื่องนี้ เผอิญพี่ณภัทรไปเจอพี่หง่าว พี่ณภัทรกับพี่หง่าวเป็นเพื่อนร่วมรุ่น แล้วพี่ณภัทรบอกจะทำเรื่องนี้ พี่หง่าวก็แบบว่า ?อ๋อ October sonata ดีมาก? พี่ณภัทรก็เลยสงสัยว่าทำไมทุกคนได้อ่านเรื่องนี้แล้วชอบกันหมดเลย และพอตัวแกเองมาอ่านแล้วแกก็ชอบ แกเดินมาหาผม ซึ่งตอนนั้นคิดไว้ในใจว่าไม่มีทางได้ทำ กลัวจะได้ยินคำพูดที่ว่า ?ดี แต่จังหวะยังไม่เหมาะ? แต่กลับพลิกโผเมื่อพี่ณภัทรมาบอกว่า ?นี่แหละ หนังไทยที่ชั้นเรียกว่าหนังไทยได้อย่างเต็มปาก? วันนั้นที่ได้ยินคำนี้รู้สึกดีใจมาก เป็นโปรดิวเซอร์คนเดียวที่อ่านแล้วบอกว่า ?ฉันจะทำ?

ตอนเขียนเรื่องนี้ก็คิดเอาไว้ว่าตัวเองจะต้องเป็นคนกำกับด้วย แต่ยังไม่ได้คิดว่าจะเอาใครมาแสดงเป็นตัวละครในเรื่อง คิดในใจว่าใครจะเล่นนะ? ใครจะเล่นเป็นแสงจันทร์ เพราะรู้สึกว่ามันเหมือนเป็นบทที่ยาก ก็ยังนึกอยู่เลยว่าใครจะเล่นได้บทนี้? ถ้าจะให้มาเล่นบทนี้จริงๆ ก็คงต้องแคสท์ทั้งหน้าใหม่ หน้าเก่า ดูว่าใครจะเหมาะกับบทนี้ เพราะบทนี้มันต้องเล่นตั้งแต่บทใสใส จนถึงเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา มันเป็นระยะเวลาที่ยาว ดังนั้นฝีมือการแสดงต้องดีมาก