ปี 53 เสี่ยเจียง เน้นทำหนังทุกแนว เริ่มจากเรื่องใำกล้ตัว

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / ปี 53 เสี่ยเจียง เน้นทำหนังทุกแนว เริ่มจากเรื่องใำกล้ตัว

มองสถานการณ์รอบตัวในปีที่ผ่านมา

กับแนวโน้มและทิศทางหนังปี53ของค่ายใบโพธิ์

กับ “เสี่ยเจียง สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ”

ประธานกรรมการบริษัทสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

Q.สถานการณ์โดยรวมของ ?สหมงคลฟิล์ม? ใน 1 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง

S. ก็โอเค ๆ? พอใช้ได้ ไม่ค่อยตรงตามเป้า เพราะปีนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี สถานการณ์บ้านเมืองก็แย่ มันยุ่งไปหมด ทำให้คนดูไม่ค่อยออกมาดูหนังเท่าที่ควร ถือว่าพลาดเป้าไปพอสมควร? ได้ แต่ไม่สมหวัง หนังได้แค่ 90-100 ล้านซึ่งน่าจะได้120 ล้าน? อย่าง วงษ์คำเหลา เราหวัง? 150 ล้าน แต่ได้แค่ 100 ล้าน หรือ ทไวไลท์นิวมูน เรากะว่าได้ 100 แต่ได้มา 80 ก็เสียหาย แต่ถือว่าโดยรวมแล้วไม่ขาดทุน ต่ำกว่าเป้าไป 20 เปอร์เซ็นต์

Q.คิดว่าเป็นเพราะกลยุทธ์ที่วางไว้ทำให้รายได้ไม่ตามเป้า

S. ผมว่าทุกเรื่องที่เราทำ ผมว่ากลยุทธ์เราก็ดีอยู่แล้ว ก็เหมือนทุกครั้ง แต่ผมว่าปัญหาบ้านเมืองเรา เศรษฐกิจเรา ซึ่งเราต้องคิดตรงนี้ด้วย คือคนไม่อยากใช้เงิน และแผ่นซีดีผีก็มีส่วนที่ทำลายหนังเรา จนถึงวันนี้กี่ปีมาแล้ว ผมเสียเงินเฉพาะจับแผ่นซีดีก็ยังจับไม่ได้ พอจับได้แล้ว ปัญหาเยอะ ก็ยังแก้ไม่จบ เรารอสมาพันธ์ผลักดันกฏหมายตรงนี้ออกมา

Q.หนังประเภทไหน แนวไหน ในปีที่ผ่านมาขายดี ทำเงินได้ดีในระดับที่เป็นที่พอใจ

S. ก็แนวตลก แต่แนวบู๊อย่าง จีจ้า ผิดหวังหน่อย หวังไว้มาก แต่อาศัยที่หนังจีจ้ายังขายเมืองนอกได้

Q. ปีที่ผ่านมาทางสหมงคลฟิล์มมีหนังทั้งหมดกี่เรื่อง

S. ถ้าในส่วนของหนังไทยก็ 12-15 เรื่อง จำนวนเท่ากับปีก่อน คือจำนวนหนังของบริษัททุกปีก็จะพอ ๆ กัน อย่างหนังไทยปีหน้าดีขึ้น หนังฝรั่งปีหน้าก็ใหญ่ขึ้น ปีหน้าเป็นปีที่บริษัทหวังมาก ว่าจะต้องทำให้ดีที่สุดตั้งแต่มีหนังมา เพราะตัวหนังใหญ่ขึ้น แล้วเราดึงหนังมาที่ปีหน้าเยอะ ในส่วนของทางเมืองนอกเองหนังใหญ่ๆ ที่เราซื้อสร้างเสร็จปีหน้าก็เยอะ แล้วหนังใหญ่ของบริษัทเมเจอร์เขาจะเสร็จอีกปีหนึ่ง? เขาไม่เสร็จปี 53 แต่จะเสร็จปี 54 หนังใหญ่เขาก็สร้างนาน

Q. อย่างปีหน้า เสี่ย วางแผนรับมือกับเศรษฐกิจแบบนี้อย่างไรบ้าง กับหนังของทางสหมงคลฟิล์มเอง

S. ก็พยายามหาวิธีรับมือในทุกๆด้าน เพราะหนังของบริษัทเองมีทั้งในส่วนของหนังไทยที่บริษัทผลิตเอง และหนังต่างประเทศที่เราซื้อมาฉาย ก็คิดหาวิธีตั้งแต่การวางแผนการสร้างหนัง การอนุมัติโปรเจ็คต์ต่างๆ ไปจนถึงการวางโปรแกรมฉาย

อย่างหนังต่างประเทศที่เราซื้อมาฉายก็มีการเจรจา พูดคุย ต่อรองกับบริษัทที่เราซื้อมา ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทคุ้นเคยกันอยู่ เพราะซื้อหนังกันมาเป็นสิบๆปีอยู่แล้ว แล้วปีๆหนึ่ง เฉพาะหนังต่างประเทศก็เป็นร้อยๆ เรื่อง ซึ่งเขาก็เข้าใจ เพราะต่างประเทศเองเศรษฐกิจก็ไม่ดี คนซื้อน้อยลง บริษัทหนังต่างๆ ทั้งเขาทั้งเราก็ต้องมีการปรับตัวรับกับสถานการณ์

การวางโปรแกรมฉายก็มีส่วนสำคัญ นอกเหนือจากการเลือกซื้อหนัง เพียงแต่ว่าหนังต่างประเทศ มีวันฉายในเมืองนอกเป็นเงื่อนไขสำคัญ ซึ่งก็ต้องดูความเหมาะสมว่าวันที่เข้าฉายในอเมริกากับโปรแกรมฉายในบ้านเราเป็นอย่างไร โดยที่เราเองก็ต้องไม่วางโปรแกรมนกับหนังไทยที่เป็นหนังใหญ่ของเรา ที่สำคัญฉายช้าก็ไม่ได้ ไม่งั้นโดนแผ่นผีตีหมด

ทางด้านหนังไทยต้องคิดต้องวางแผนล่วงหน้าว่าหนังที่เราจะสร้างจะฉายในสถานการณ์แบบนี้ควรเป็นหนังแบบไหน แนวไหน ใช้ทุนสร้างเหมาะสมกับหนังแต่ละประเภท

อย่างหนังที่เข้าฉายปีหน้าก็จะเป็นหนังที่บริษัทวางแผนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนใหญ่ก็ปิดกล้องถ่ายทำไปแล้ว

อย่างครูบ้านนอกบ้าน : หนองฮีใหญ่ ที่เข้าหลังปีใหม่

ฮูอาร์ยู ฉายปลายก.พ. , นาคปรกที่ฉายแน่นอนเดือนมี.ค.

สาระแนสิบล้อที่ถ่ายอยู่ตอนนี้จะเข้าฉายประมาณเดือนเม.ย.

หนังใหญ่อย่างองค์บาก3 และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช3-4 ที่ถือว่าเป็นหนังใหญ่ปีนี้ของบริษัท ส่วนหนังที่อนุมัติแล้วก็จะมีที่อยู่ในระหว่างการถ่ายทำ และที่กำลังจะเปิดกล้องเพื่อถ่ายทำในปีหน้า แต่จะไปฉายในปี54

Q.แต่จะไปเน้นหนังแนวไหนมากขึ้นเป็นพิเศษไหม

S. จริงๆ บริษัทมีหนังทุกแนว ไม่ได้เฉพาะเจาะจงที่แนวไหนเป็นพิเศษ ทั้งในส่วนของหนังไทยที่บริษัทสร้างเอง หรือหนังต่างประเทศที่บริษัทซื้อมาฉาย? พูดได้ว่าบริษัทเราเป็นบริษัทหนังที่ครอบคลุมคนดูทุกกลุ่ม ทั้งหนังแอ็คชั่น ชีวิต ตลก ผี ครอบครัว แอนิเมชั่น วัยรุ่น รัก? ไม่ได้มีแต่หนังแอ็คชั่นหรือหนังบู๊อย่างเดียว เราเน้นที่ความหลากหลาย เรามีทั้งหนังที่หวังคนดูเมืองไทย กับหนังที่เราทำมาเพื่อหวังตลาดต่างประเทศ อย่างหนังที่ใหญ่มากๆของเราอย่าง ตะเบงมาน หรือ หนังที่ตั้งใจจะเอา จา กับ จีจ้า มาเล่นด้วยกัน แค่ 2 เรื่องนี้ก็ลงทุน 400-500 ล้าน เราก็จะมีแนวความคิดที่จะชวนต่างชาติให้มาร่วมลงทุนด้วยกัน? คืออย่างน้อยๆ บริษัทต้องมีหนังแอ็คชั่นใหญ่ๆ 2 เรื่องเพื่อโรดโชว์ต่างประเทศเป็นหนังที่เราหวังรายได้จากเมืองนอกเป็นหลัก

Q.นอกจากในส่วนของโปรเจ็คต์ที่สร้างแล้ว ทางสหมงคลฟิล์มเอง มีวิธีป้องกันความเสี่ยงอย่างไร

S. คิด คิดมากจริงๆ ผมเรียกปรัชญา ปิ่นแก้ว รวมถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างมานั่งคุยกัน ต้องหาทางแก้ไขตรงนี้ 1.ลดต้นทุนหน่อย แต่คุณภาพต้องดีกว่าเก่า ใช้กล้องดิจิตอล แทนการใช้กล้องฟิล์ม หรือคุยกับแล็ปให้เขาหาทางช่วยเหลือในการลดราคาในฐานะที่เป็นลูกค้าประจำ โดยไม่ได้ลดคุณภาพงานลง พยายามแก้ไขทุกส่วน แต่ไม่ได้ลดคุณภาพ

Q.การที่มีการหันมาใช้กล้องดิจิตอลมากขึ้น สะท้อนถึงการเปิดโอกาสให้ผู้กำกับหน้าใหม่ๆ ที่ทำหนังอิสระ ใช้กล้องดิจิตอล ทำหนังอินดี้มารองรับการทำหนังให้บริษัทด้วยไหม

S. ก็ใช่ ผกก.ใหม่ ผกก.หนังอินดี้เราก็รับ หลายเรื่อง ปีหน้าเราจะมีของใหม่ เราเป็นบริษัทที่ไม่ได้ทำหนังอยู่กับที่ที่เดียว ไม่ใช่ทำหนังบู๊ก็จะมีแต่หนังบู๊อย่างเดียว เรามีทั้งตลก บู๊ ชีวิต เรื่องจริง ผี เรามีทุกรสชาติ เพราะเราชอบสร้างหนังหลากหลาย เพื่อให้คนดูดูได้หลากหลาย ไม่ใช่เราทำหนังบู๊แต่บู๊อย่างเดียว

Q.คาดว่าปีหน้าจะใช้เงินลงทุนสร้างหนังทั้งหมดเท่าไหร่

S. ก็น่าจะประมาณ1,000 ล้านจากหนังประมาณ 15เรื่องในส่วนของหนังไทยนะ

Q.แล้วในส่วนของหนังต่างประเทศ ลดจำนวนการเลือกซื้อน้อยลงด้วยไหม

S. ไม่ลดลง ก็ซื้อเท่าเดิม แต่คงต้องให้ราคาที่ซื้อลดลงมาด้วย คือเราก็คุยกับผู้สร้างต่างประเทศตรงๆ เขาก็รู้ตัวเขาเอง เขาก็เห็นใจ

Q.คาดหวังรายได้ที่จะกลับมาในปีหน้าอย่างไรบ้าง

S. คงต้องมากกว่าที่ผมลงทุนไป เพราะถ้าไม่ได้เราก็ลำบาก ก็อยากได้มากกว่าทุนสัก2 เท่า อย่างปีๆหนึ่งรายได้อยู่ที่ประมาณพันกว่าล้าน โดยเฉพาะปีหน้าเป็นปีที่ตัวหนังcompleteที่สุดทั้งหนังไทยและเทศ อย่างหนังเทศ TWILIGHT? SAGA:ECLIPSE, ขงจื้อ(CONFUCIUS) หนังใหญ่ของโจวเหวินฟะ, เรสซิเดนท์อีวิล ผีชีวะ 4 (Resident Evil 4 : Afterlife), เสี้ยวลิ้มยี่ (SHOLIN TEMPLE) มีหลิวเต๋อหัวกับเฉินหลง ซึ่งสมัยก่อนเป็นหนังที่ทำให้เจ็ทลีแจ้งเกิด คิดว่าเวอร์ชั่นใหม่น่าจะดีกว่า มีหนังเฉินหลงที่ทำกับฮอลลีวู้ดเรื่อง THE SPY NEXT DOOR และมีอีกเยอะ

Q.ในส่วนของหนังไทยการที่สหมงคลฟิล์มมีหนังอย่างครูบ้านนอก สะท้อนให้เห็นว่าปีหน้าสหมงคลฟิล์มจะหันมาสร้างหนังอย่างครูบ้านนอกมากขึ้นรึเปล่า

S. จะมีหนังอย่างครูบ้านนอกมากขึ้นหรือไม่? ให้มองอย่างนี้ดีกว่า มองว่าบริษัทก็มีหนังแบบนี้เหมือนกัน บางจังหวะเราก็มีหนังแบบนี้ อย่างหนังทำเพื่อชาติ เราไม่ได้เน้นว่าอยู่ๆ บริษัทจะไปหาหนังอย่างครูบ้านนอกทั้งหมด ไม่ใช่ แต่จังหวะที่มีผู้กำกับเสนอเรื่องมา แล้วใจเราเองก็หวังว่าอยากทำหนังอย่างนี้บ้าง อย่างน้อยก็เป็นเรื่องที่ถือได้ว่าเป็นการสร้างสรรค์อย่างหนึ่งให้คนรู้ โอเคก็พอสมควร รัฐบาลกระทรวงวัฒนธรรมเขาก็ให้ความช่วยเหลือ ซึ่งการที่รัฐบาลมาช่วยเราก็ต้องดู คงไม่ได้ทุกเรื่อง คุยเป็นเรื่องๆ อย่างหนังทำเพื่อสังคม ทำเพื่อชาติ

อย่าง องค์บาก ก็ยังไม่แน่ เราก็ทำเรื่องเข้าไปหา หรืออย่างเรื่อง อีนาง (WHITE BUFFALO) เป็นหนังที่เกี่ยวกับฝรั่งมาอยู่เมืองไทยแล้วชอบผู้หญิงเมืองไทยอีสาน ผกก.ชื่อเก่ง (ชิโนเรศ คำวันดี) ซึ่งกำลังจะเปิดกล้องต้นปีหน้า

หรืออย่างเรื่อง ฮูอาร์ยู (สินจัยแสดงนำ บทภาพยนตร์โดยเอกสิทธิ์ ไทยรัตน์จาก 13 เกมสยอง) คุณคอยดู หนังเรื่องนี้ไม่เหมือนใคร ไม่ใช่หนังผี คุณอย่าคิดว่าเป็นหนังผี? ผมว่าพวกคุณน่าจะทันหนังเรื่องไซโค ของ อัลเฟรด ฮิชคอกซ์ หนังที่คุณดูแล้วต้องเขย่าขวัญ นึกไม่ถึง ผมว่าเป็นหนังที่น่าดูมาก ผมได้ดูแล้วหนังแบบนี้เราก็ทำ

คือบริษัทไม่ทำหนังเลียนแบบใคร ไม่ใช่ว่าหนังวัยรุ่นประสบความสำเร็จก็จะแห่ไปทำหนังวัยรุ่น? เราก็มีวัยรุ่นแบบเรา (เฟิร์สเลิฟ นำแสดงโดยมาริโอ้ เมาเร่อ) หนังอะไรแปลกๆใหม่ๆก็มี? หนังที่คนอื่นไม่ทำ แต่เราทำเพื่อสังคมก็มี หนังฟอร์มยักษ์ ก็ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช3-4, หนังบู๊เราก็มี องค์บาก3 (จา พนม ปะทะ เดี่ยวชูพงษ์) , โคตรโส หนังแอ็คชั่นกำกับโดยพันนา ฤทธิไกร ที่เป็นการปั้น? 9 แอ็คชั่นฮีโร่ พร้อมด้วยกระแต ศุภักษร, สรพงศ์ ชาตรี, เสนาหอย

ด้านหนังตลกก็มีในแบบของเรา มีทั้งโป๊ะแตก หนังตลกที่กำกับโดยหม่ำ มีแสดงคู่กับป๋าเทพ แล้วก็มีพวกนักแสดงตลกทั่วฟ้าเมืองไทยอย่าง เท่ง,โหน่ง, โน้ต, เป็ด, ถั่วแระเชิญยิ้ม ค่อม ชวนชื่นฯลฯ, สาระแนสิบล้อ ก็มีมาริโอ้, ชมพู่, โก๊ะตี๋, วิลลี่, เปิ้ล, หอย

ส่วนหนังที่ทำกับเวิร์คพอยท์ก็มี ตุ๊กกี้เจ้าหญิงขายกบ, พระเท่งโยมโหน่ง หนังดราม่าแอ็คชั่น ก็อย่างนาคปรก มี เต๋าสมชาย เต้ปิติศักดิ์, เร แมคโดนัลด์, ทราย เจริญปุระ ก็จะเข้าปีหน้า

Q.แล้วในปีหน้าถ้าสถานการณ์บ้านเมืองเศรษฐกิจที่ยังไม่นิ่งคาดว่าจะส่งผลต่อรายได้หนังใหญ่ๆ อย่าง นเรศวร ไหม

S. ในใจเราคิดว่าไม่น่าเป็นไร ด้วยความรู้สึกนะ สำหรับนเรศวร เพราะรู้สึกว่าคนไทยตั้งหน้าตั้งตารอดูอยากรู้ว่าตอนยุทธหัตถีจะเป็นอย่างไร

Q.พูดถึงโครงการร่วมทุนสร้างหนังกับต่างประเทศ ทางสหมงคลฟิล์มมีนโยบายหรือทิศทางในการร่วมทุนสร้างหนังหรือไม่อย่างไร

S.ก็มีปีหน้าก็จะเริ่มให้จาเล่นกับจีจ้า เป็นหนังใหญ่ เป็นจากับพันนาทำ แล้วก็ ตะเบงมาน มีจีจ้า ซึ่งสร้างมาเพื่อตลาดเมืองนอก เฉพาะสองเรื่องนี้อย่างน้อยๆ ก็ต้องมี 400-500 ล้าน ในปีๆหนึ่งบริษัทต้องมีหนังบู๊ 2 เรื่อง เพื่อที่จะเอา 2 เรื่องนี้ไปโชว์เมืองนอกให้ได้ โดยเฉพาะ ตะเบงมาน ก็จะมีการร่วมทุน ซึ่งตอนนี้มีการพูดคุยกัน4 – 5 ประเทศ การที่จะเอาทีมงานหรือนักแสดงต่างประเทศมาร่วมด้วยยังอยู่ในช่วง ซึ่งเป็นโปรเจ็คต์ใหญ่ของเรา แค่เฉพาะเตรียมงานก็มีการพูดคุยกันมา 3 ปีแล้ว แต่คงไม่ได้ฉายปีหน้าต้องอีกปี แต่จะถ่ายปีหน้า

Q. คิดว่าปีหน้าวงการหนังจะมีการแข่งขันกันเยอะไหม

S. ผมว่าเยอะนะ คนคิดจะสร้างหนังขึ้นมาอีกเยอะ มันดี เพราะฉะนั้นการที่จะมีคนมาทำหนังเยอะๆ นี่ถือว่ายังน้อย ถ้าคุณย้อนไป พวกคุณไม่ได้อยู่ในยุค 16 มม. ที่เขาทำหนังกันใหม่ๆ ปีหนึ่งมีหนังไทยเป็นร้อยๆ เรื่องเดี๋ยวนี้หนังไทยปีหนึ่งอย่างมาก 50 – 60 เรื่อง วัฏจักรก็เป็นอย่างนี้ ตลอดเวลา วันหนึ่งมันอาจจะกลับมาก็ได้

เมื่อก่อนทำหนังเรื่องหนึ่งอย่างแผลเก่า ใช้เงิน 1 ล้าน 8 แสนบาท ยุคสมัยเปลี่ยนไปเรื่อยๆแต่ยุคนี้หนังไทยยังไม่เท่าสมัยก่อน ที่มีหนังไทยเข้าทุกอาทิตย์ แต่สมัยก่อนทุนสร้างของหนังไม่สูงเท่าสมัยนี้ อย่างพันนาสมัยก่อนทำหนังเรื่องหนึ่ง 8 แสน ผมยังไม่ทำเลย เพราะตอนนั้นเรายังไม่อยากทำ เมื่อก่อนหนังเรื่องหนึ่งทำอย่างมาก 7 – 8 ก็อปปี้ ฉายได้ทั้งประเทศ เพราะไม่ต้องฉายพร้อมกันหมด แต่ปัจจุบันสร้างหนังเรื่องหนึ่งอย่างหนังจา พนมกว่าจะฉายทั้งประเทศหมด ใช้ไป 200 ก็อปปี้ แต่คุณรู้ไหมว่าปัจจุบันค่าก็อปปี้เรื่องหนึ่งเท่ากับสร้างหนังเมื่อก่อนได้ 2 เรื่อง แต่กรณีที่ก็อปปี้เยอะเวลาหนังทำรายได้ขึ้นมาก็จะเก็บได้ถึงวันละ10 -15 ล้านบาท ซึ่งเราต้องคิดว่าภาพหนังจะออกมาเป็นอย่างไร ต้องมองให้ออก ต้องเป็น

Q.เกิดอะไรขึ้นทำไมตอนนี้มีผู้สร้างรายใหม่ๆเกิดขึ้นมา

S. การทำหนังคนนอกอยากเข้าคนในอยากออก แต่ว่าทำหนังแล้วมีชื่อเสียง คนบ้านเราเป็นคนมีเงินเยอะ ที่เขาอยากเข้ามาทำเพราะเขาอยากมีชื่อเสียง แต่คนในอยากออกเพราะว่าการทำหนังเหนื่อยมาก ไม่ใช่หมูๆ คุณเชื่อผม การทำหนัง คำว่าหนัง มันก็ 2 ชั่วโมง ขายตั๋วใบละ100 กว่าบาทเหมือนกัน เพียงแต่หนัง แต่ละเรื่องบางครั้งการสร้างออกมาเป็นหนังแต่ละเรื่องต่างกันฟ้ากับดิน 5 ล้านก็สร้างได้เรื่องหนึ่ง 15 ล้าน 100 ล้าน 500ล้าน? ก็มีเวลาเท่ากัน 2 ชั่วโมง ปัญหาคือคนทำหนังต้องเข้าใจ เราทำ 5 ล้าน ถ้าเรามีสมองคิดก็อาจได้เงิน ต้องคิดเป็น ดูหน้าหนังเป็น คนทำต้องเข้าใจเพราะในความเป็นจริงเราไม่สามารถห้ามผู้สร้างแต่ละคนได้

Q.ไม่กลัวว่าจะมาแย่งคนดูหนังเหรอ

S. ไม่กลัวหรอก การทำหนังขึ้นอยู่กับคนทำ ความเข้าใจ เราต้องเข้าใจการทำหนังนะ ไม่ใช่อยากจะสร้างก็สร้างมา อย่างบริษัทปีหนึ่งสร้างหนัง 12-15 เรื่อง แต่ละเรื่องก็จะมีจุดประสงค์ หรือเป้าหมายแตกต่างกัน

อย่างหนังที่มีเป้าหมายสำหรับตลาดต่างประเทศ ควรเป็นหนังในแนวทางไหน เนื้อหาเรื่องราวเป็นอย่างไร ทำไมต้องเป็นหนังแอ็คชั่น ใครเล่น ต้องใช้ทุนสร้างในสเกลขนาดไหน อย่างทำไมหนังอย่าง “องค์บาก2-3”?? “ต้มยำกุ้ง” ต้องใช้ทุนสร้างหลายร้อยล้าน

หรือถ้าเป็นหนังที่มองตลาดคนดูเมืองไทยควรเป็นหนังแบบไหนที่คนดูชอบ จะเอาดาราคนไหนมาเล่น? ดึงคนดูไหม เนื้อหาของเรื่องราวเป็นอย่างไร ใครควรกำกับ หน้าหนังเป็นอย่างไร? เหมาะสมไหม

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องกล้าคิด กล้าทำว่า แล้วหนังแบบไหนที่น่าจะสร้างขึ้นมา นอกเหนือจากหนังที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าจะทำแต่หนังแอ็คชั่น หรือทำแต่หนังตลก เราต้องมองให้ออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทเราสร้างหนังปีหนึ่งหลายเรื่อง ต้องเน้นที่ความหลากหลาย ทำให้บริษัทเราไม่อยู่กับที่ พูดได้ว่าบริษัทสหมงคลฟิล์มสร้างหนังทุกแนว เพราะฉะนั้นการทำหนังก็ต้องมีความเข้าใจ เราจะเข้าใจมันขนาดไหน ถ้าคนทำไม่เข้าใจภาพหนังออกมาก็ไม่ดี โรงหนังเขาก็เสียหาย ผมอยากจะชวนคุณมาทำหนัง แต่ต้องเข้าใจว่าการทำหนังทำอย่างไร จะทำให้ใคร ทำเพื่ออะไร

Q.รายได้ของสหมงคลฟิล์มจากการขายหนังไทยในต่างประเทศในรอบปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง

S. รายได้จากการขายต่างประเทศก็ไม่น้อยนะ เพียงแต่ในปีนี้ต่างประเทศก็ไม่ดี เศรษฐกิจบ้านเขาก็ไม่ดี ตัวเลขซื้อขายของเขาก็ตกไปถึง 20-30% เหมือนกันนะ อย่างเราไปอเมริกาเที่ยวนี้มา เราไปตั้งบูธขาย ปีที่ผ่านมาทุกวันจะมีลูกค้าเข้ามาในบูธเต็ม กลับเป็นว่าลูกค้าที่เข้ามาก็พร่องไป20-30% คือบางประเทศเขาไม่มา เมื่อก่อนมาทุกประเทศหรือบางประเทศมาบ้างไม่มาบ้าง 100 ประเทศมา 100 คน แต่เดี๋ยวนี้มา 70 คน อีก 30 คนหายไป คนซื้อหนังก็น้อยลงเมืองนอกก็เป็นเหมือนเรา ก็ตก ขายได้ไม่ดีเท่ากับที่แล้วๆมา? ตัวเลขรายได้ลดลงกว่าเดิม เพราะเมืองนอกเศรฐกิจก็ไม่ดี

Q.อย่างนี้ปีหน้าการขายหนังอย่างองค์บาก3 สำหรับต่างประเทศจะมีปัญหาไหม

S. ก็ยังไม่รู้ เราจะเริ่มรู้ที่เมืองคานส์ เดือนพ.ค.นี้ที่เราจะไปเมืองคานส์ และเผอิญเป็นหนังองค์บาก3 ที่เรายังไม่ได้มีการขายก่อน แต่ตอนภาค2เป็นการขายก่อน ภาค3เ ราจะเริ่มเปิดการซื้อขายที่เมืองคานส์โดยเราจะเอาหนังทั้งเรื่องไปเลย เพราะถึงเวลาตรงนั้นหนังเราเสร็จแล้ว เพราะฉายเมืองไทยเดือนพ.ค.

Q.ทำไมไม่ขายก่อนเหมือนภาค2

S. เพราะเป็นช่วงเวลาที่เมืองนอกเองเศรษฐกิจไม่ค่อยดี และเป็นหนังภาคต่อ ธรรมดาหนังเมืองนอกสร้างกันจะไม่เหมือนเมืองไทยเขาจะเว้นช่วงห่างกัน3-4ปี พอหนังภาค2เราเสร็จเราจะขายภาค3เลยก็ไม่ดี และอีกอย่างตอนเราจบภาค2 จะขายภาค3? ภาพหรือตัวอย่างเราก็ยังไม่มี เพิ่งจะได้ภาพออกมาตอนไปอเมริกานี่เอง ก็ขายได้นิดหน่อย ยังไม่เห็นอะไร เริ่มจะเห็นจริงจังเดือนพ.ค.นี้

Q.ในส่วนรายได้ขององค์บาก2 ในต่งประเทศเป็นอย่างไรบ้าง

S. ในส่วนรายได้ภาค2 ต่างประเทศถือว่าดี แต่ยกเว้นอเมริกา เราผิดพลาดเองที่เราสร้างไม่เสร็จตามสัญญา ก็เลยขอเลิก ก็เลยไปฉายอเมริกาแบบฉายแบ่ง เขาไม่ได้ซื้อ เพราะถ้าตอนนั้นจาเขาสร้างเสร็จตามสัญญา เราก็คงได้ในส่วนของอเมริกา ถามว่าโอเคไหม ไม่โอเคหรอก หนังลงทุนเฉพาะถ่ายทำ 300 กว่าล้านถ้ารวมต้นทุนก็อปปี้ หนังเรื่องนี้ต้องมีอย่างน้อย 400 กว่าล้าน แล้วทำรายได้ในเมืองไทย 100 กว่าล้าน แล้วต้องหาทุนอีกตั้ง 200-300 กว่าล้าน การขายหนังเมืองนอกไม่ได้ขายทีเดียวหมด ในโลกนี้ปีหนึ่งๆ จะมีงาน เมืองคานส์ อเมริกา เบอร์ลิน เวนิส ทางเอเชียก็ญี่ปุ่น เกาหลี ทุกครั้งที่มีงานบริษัทก็จะมีทีมงานไปตั้งบูธขาย

Q.อย่างนี้ภาค3 มีการตั้งเป้าไว้ไหม

S. เรามีฟุตเตจที่มาจากตอนถ่ายภาค2 บ้างทำให้การลงทุนภาค3 ไม่ต้องใช้เงินลงทุนถึง 300-400 ล้าน ใช้เงินแค่กว่า100-200 กว่าล้านก็พอ โดยเราตั้งเป้าว่าเราไม่น่าขายต่ำกว่าภาค2 ถ้าเราได้รายได้ทุกอย่างเหมือนภาค2 เรื่องนี้จะประสบความสำเร็จและน่าจะทำรายได้ให้กับบริษัทพอสมควรเราประสบความสำเร็จ

Q.แล้วอย่างตำนานสมเด็จพระนรเศวรมหาราช3-4 ทางสหมงคลฟิล์มก็จะเป็นคนนำไปขายในตลาดต่างประเทศด้วย

S. ก็ขายบ้าง แต่หนังอย่างนเรศวรต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับเรา เหมือนกันอย่างหนังมังกรกู้ชาตินั่นคือหนังของจีนแดง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับบ้านเมืองของเขา รายได้ในประเทศจีนดี แต่ออกมารอบนอกไม่ใช่ ส่วนนเรศวรเมืองไทยถือว่าดี แต่สำหรับเมืองนอกต่างกัน เพราะต่างชาติเขาไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของไทย นี่คือปัญหาในการขายหนังเรื่องนเรศวรในต่างประเทศ

Q.ในฐานะที่เสี่ยคร่ำหวอดอยู่ในวงการมานานคิดว่าสถานการณ์เศรษฐกิจปีหน้าจะทำให้วงการหนังไทยพลิกฟื้นขึ้นมาได้ไหม

S. เราก็หวังนะ แต่ปัญหาบ้านเมืองเศรษฐกิจต้องนิ่ง? ถ้าทุกอย่างดีขึ้น หนังไทยดีแน่ หนังไทยเราสมัยก่อนสู้หนังฝรั่งไม่ได้นะ แต่วันนี้เราชนะหมดแล้ว ยิ่งต่างจังหวัดรอบนอก หนังไทยเรามา

Q.ยิ่งปีหน้าไปชนกับบอลโลกด้วย

S.เ ราก็ต้องคิด อย่างช่วงระหว่างบอลโลกต้นเดือน6 ถึงต้นเดือน 7? จะเอาหนังอะไรไปรับกับบอลโลก อันนี้เริ่มคิดแล้วนะว่าช่วงนี้อย่าไปสู้ เดิมเราวางองค์บาก3 ไว้เข้าพรรษา ยังเอาออกมาเลย แต่บังเอิญมีหนังฝรั่งเรื่องหนึ่งที่ต้องชนคือทไวไลท์ภาค3 (Twilight Saga:Eclipse) ซึ่งเมืองนอกเข้าเดือนก.ค.บอลโลกยังไม่จบ เราจะฉายช้ากว่าเมืองนอก เดี๋ยวแผ่นผีก็เข้ามา เรื่องนี้อาจจะต้องเสี่ยงฉายสู้พร้อมกันกับบอลโลก ส่วนหนังไทยก็เลี่ยงไปนเรศวร3 ตกลงไปเข้าวันแม่ ส่วนภาค4 ฉาย 4 ก.ย. ส่วนองค์บาก 3 กลับมาเข้า พ.ค.

Q. บริษัทอย่างคู่แข่งมีกลยุทธ์ มีการปรับตัว อย่างจีทีเอชปีนี้ก็มุ่งทำแต่หนังที่ตอบโจทย์ตลาดคนเมือง ส่วนพระนครฟิล์มก็หันมาทำหนังใหญ่ สหมงคลฟิล์มมีความคิดอย่างไร

S. ทุกคนก็มีสิทธิ์ แล้วแต่ตัวเจ้าของแต่ละบริษัทมีมุมมองความคิดอย่างไร

Q.พูดถึงเทรนด์ของหนังปีหน้า อย่างปีที่ผ่านมา รถไฟฟ้าพุ่งมาก จะส่งผลให้สหฯมีหนังแนวนี้มากขึ้นไหม

S. ผมเฉยๆ นะ เขาทำหนังของเขาได้ตังค์ก็ดี เราก็ดีใจ แต่วิธีการทำหนังแบบเขา เราไม่ควรเลียนแบบ เราน่าจะใช้วิธีการของเรา เพราะแต่ละบริษัทก็มีความคิดต่างกัน? คุณลองคิดดูกลับกัน ถ้าทุกบริษัทหนังในบ้านเราทำหนังอยู่แบบเดียว หนังไทยก็จะไม่แตกต่าง เราก็จะไม่มีหนังบู๊แบบจาพนมอย่างองค์บาก, ต้มยำกุ้ง หรือหนังของมะเดี่ยวอย่างรักแห่งสยาม, หรือหนังตลกที่หม่ำกำกับ หรือแม้แต่หนังอย่างสาระแน

ตัวบริษัทเองทำหนังมานาน ตัวผมอยู่กับการซื้อขายหนังทั้งไทย, ฮอลลีวู้ด, หนังจีน บริษัทไม่ได้เพิ่งมาเริ่มต้นทำหนัง เมื่อก่อนหนังแบบหนึ่งอาจประสบความสำเร็จ วันนี้หนังแบบนี้อาจประสบความสำเร็จ? ผมเชื่อว่าเราไม่ควรทำหนังแค่แบบเดียว ไม่ใช่ว่าทำแต่แอ็คชั่นหรือบู๊ บริษัทไม่เคยทำหนังอยู่กับที่ บริษัททำหนังทุกแนว จุดยืนที่เป็นนโยบายสำคัญของบริษัทคือมุ่งสร้างหนังโดยเน้นความหลากหลาย สิ่งที่ผมพยายามกำชับผกก. คือเราต้องพยายามคิด รวมรวมไอเดีย เลือกทำเรื่องที่มันเป็นเรื่องใกล้ตัว เรื่องที่เกิดในเมืองไทย เอาสิ่งนี้ไปเป็นแง่คิด ไปเป็นแนวทาง ต้องคุยกันอย่างนี้ เพียงแต่ว่าเรื่องใกล้ตัวแบบไหนที่คุณจะหยิบขึ้นมาคิด แบบไหนที่น่าจะทำ

บริษัทสหมงคลฟิล์มตั้งแต่ทำหนังมาไม่เคยเลียนแบบใคร เราสร้างของเราเอง แล้วแต่ บางคนอาจเจาะตลาดตรงนี้แล้วได้เงิน เราอาจเจาะตลาดครูบ้านนอกแล้วได้เงินก็ได้ อันนี้แล้วแต่ละคนคิด เพียงแต่ผมมองว่าควรทำหนังที่นำเสนอเรื่องใกล้ตัว อย่าไปทำหนังที่ไกลตัว และไม่ควรอยู่กับที่ นี่คือสิ่งที่ผมพยายามบอกผกก.ของเรา

อย่างปีหน้า บริษัทมีหนังรักอีสานเรื่อง อีนาง (WHITE BUFFALO โปรเจ็คต์หนังรักที่ตัวบทภาพยนตร์คว้ารางวัลจากการประกวดบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของสมาคมผู้เขียนบทภาพยนตร์แห่งประเทศไทยซึ่งมี นนทรีย์ นิมิบุตร เป็นประธานกรรมการ, เป็นเอก รัตนเรืองเป็นกรรมการ) นี่ก็เป็นเรื่องใกล้ตัวเป็นเรื่องของอีสาน ที่สมัยก่อนมีฝรั่งมาเมืองไทย แล้วชอบผู้หญิงไทยอีสาน

หรือฮูอาร์ยู ที่เป็นหนังระทึกขวัญตื่นเต้น ที่มี สินจัย เล่น ก็ไม่ใช่หนังผี เพราะบริษัทเองก็ไม่ได้ทำแต่หนังผีอย่างเดียว

Q. ในปีที่ผ่านมามีการประกาศใช้พรบ.การจัดเรทติ้งภาพยนตร์ หลังจากประกาศใช้ครึ่งปีมาแล้วมีผลกระทบอะไรบ้างไหมต่อผู้สร้าง

S. ไม่มี เป็นผลดีกับเรา แต่เราคนทำหนังต้องเข้าใจว่ากฏหมายเรทติ้งเป็นอย่างไร ต้องไปศึกษาและเข้าใจ ถึงจะแก้ไขถูก เขาไม่ได้เซ็นเซอร์จริง เขาเป็นเรทติ้ง มีกรรมการเซ็นเซอร์? ผมกลับมองว่าดีนะเรทติ้ง ช่วยหนังเสียอีก ทำให้ไม่สามารถแบนเรา เขาจะสามารถแบนหนังเรื่องนี้ได้ก็ต่อเมื่อขัดต่อบ้านเมือง

ตั้งแต่ประกาศใช้มายังไม่เจอปัญหาอะไร อย่างมากก็แค่ทะเลาะกันที่ว่าผมต้องการ15 แต่เขาให้ 18? หรือให้ 20 แค่นั้นเอง คุณต้องรู้ว่า 18 ห้ามเด็กต่ำกว่า18 ดู แต่จะดูก็ได้ เขาบอกคุณว่าอย่าดูนะ คุณต้องพาพ่อแม่มาดู แต่ 20 เขาห้ามคุณ คุณจะดูคุณต้องควักบัตรประจำตัวว่าคุณอายุถึงแล้ว

เราในฐานะเจ้าของหนังเพียงแต่ว่าเราต้องการเรท 15 เราขอไปซิว่าหนังเรื่องนี้เราต้องการเรท15 แต่เอาเข้าไปแล้วกรรมการตีออกมา บอกไม่ได้หนังเรื่องนี้ต้องเรท18 เราพอใจไหม เราไม่พอใจเราก็อุทธรณ์ไป มันเป็นเรื่องที่ว่าเราต้องเข้าใจกฏหมาย กฏหมายไม่ได้มาเซ็นเซอร์ กฏหมายแค่ทำให้เราดี มีเซ็นเซอร์กับเรทติ้งอยู่ กรรมการชุดนี้ดูแค่เรทติ้งว่าหนังเรื่องนี้ควรจะ 15 18 หรือ 20

Q.แล้วสำหรับนาคปรกนี่ผ่านแล้วใช่มั้ย

S. ผ่านแล้ว เราได้ 2 หมวดคือหมวด18กับ20 เราจะฉายทั้ง 2 เรทเลย อย่างเฉพาะนาคปรกไม่ใช่เขาให้เรา 2 เรทนะ แต่เราขอไป2เรท คืออย่างเรท18 จะมีตัวหนังสือบรรยายว่าภาพนี้ไม่เหมาะสม แต่ 20 ก็ปล่อยไปเลย ให้คนอายุ20 ดูได้ 18 เข้าไปดูไม่ได้ แต่เราคงฉายเฉพาะก็อปปี้เรท 20น้อย

Q.ในส่วนของราคาตั๋วหนังสำหรับการแข่งขันของโรงหนังที่มีการตัดราคาลงจะส่งผลต่อรายได้ที่โรงหนังจะแบ่งให้ผู้สร้างไหม

S. ผมมองว่าโรงหนังไม่มีลดหรอก มีแต่จะขึ้นค่าตั๋ว อย่างโปรโมชั่นที่เขามีเฉพาะวันพุธอันนั้นเป็นโปรโมชั่นที่เขาอยากลองดูว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งเขาไม่ได้มากดราคาเรา คุณต้องดูว่าตั๋วหนังตอนนี้ขึ้นเป็น140 บ.ไม่ได้ถูกลง จริงๆแล้วประเทศไทยราคาค่าตั๋วหนังก็ถูกกว่าเพื่อนแล้ว แต่คิดว่าราคาตั๋วหนังไม่น่าที่จะขึ้นไปมากกว่า120-140

Q.ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์แผ่นผีตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

S. ก็ดีขึ้นหน่อย แต่รอให้กฏหมายออกมาก่อน เพราะจะมีการระบุห้ามคนซื้อซื้อ คนซื้อผิด แล้วก็สถานที่ตั้งขาย ไม่ใช่เจ้าของร้านผิด แต่มีการเอาผิดกับเจ้าของสถานที่ที่ให้เขาเช่าร้านขายด้วย


สรุปแล้ว สิ่งที่จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของหนังค่ายใบโพธิ์นี้คงต้องขึ้นอยู่กับคนดูหนังว่าจะชื่นชอบและชื่นชมกับหนังมากน้อยแค่ไหน? ผสมกับภาวะเศรษฐกิจปีหน้าว่าจะดีขึ้น เหมาะกับการควักกระเป๋า เทสตางค์ไปดูหนังในโรงหนังหรือไม่..คงต้องรอดูผลลัพธ์กันต่อไป