คุยแตกฟอง ว่าด้วยวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ใน “October Sonata” กับ “สมเกียรติ์ วิทุรานิช”

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / คุยแตกฟอง ว่าด้วยวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ใน “October Sonata” กับ “สมเกียรติ์ วิทุรานิช”


คุยแตกฟอง

พูดคุยกับผู้กำกับภาพยนตร์ไทยที่ได้เงินไปไม่มากนัก ว่าด้วยหนังรัก หนังการเมือง การต่อสู้ทางอุดมการณ์ วรรณกรรมเพื่อชีวิต ศรีบูรพา เสนีย์ เสาวพงศ์ คนจีน นายทุน และการตลาด

เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา ณ ร้านน้ำชาโดยมูลนิธิหนังไทย หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้มีการจัดกิจกรรม “คุยแตกฟอง ครั้งที่ 1” โดยมี “สมเกียรติ์ วิทุรานิช” ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยเรื่อง “October Sonata รักที่รอคอย” มาร่วมพูดคุยแฟน ๆ หนังไทย ในหัวข้อ “October Sonata : วรรณกรรมและประวัติศาสตร์”


“สมเกียรติ์ วิทุรานิช” ผู้กำกับ

“October Sonata” และ “สงครามชีวิต”
สมเกียรติ์ ซึ่งเคยมีผลงานกำกับหนังเรื่อง “ฝากฝันไว้เดี๋ยว จะเลี้ยวมาเอา” รวมทั้งเป็นผู้กำกับร่วมของหนังเรื่อง “มะหมา สี่ขาครับ” และเป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง “ไอ้ฟัก” เกริ่นว่า เขา อยากทำหนังโรแมนติกที่ใช้งบประมาณด้านงานสร้างน้อย ๆ ด้วยเหตุนี้จึงนึกถึงนิยายรักเล่มแรกที่ตนเองได้อ่าน นั่นคือ “สงครามชีวิต” ของ “ศรีบูรพา” หรือ “กุหลาบ สายประดิษฐ์”

และวรรณกรรมเล่มนี้ก็ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญแก่ “Ocober Sonata รักที่รอคอย” ผลงานกำกับ-เขียนบทเรื่องล่าสุดของเขา

ด้วยความที่สงครามชีวิตเป็นวรรณกรรมเพื่อชีวิตซึ่งพูดเรื่องความรัก ควบคู่ไปกับประเด็นเรื่องการต่อสู้ทางการเมือง สมเกียรติ์จึงสร้าง October Sonata ขึ้นมา ด้วยความพยายามที่จะผสมผสานองค์ประกอบแห่งความเป็น หนังรักเข้ากับเส้นเรื่องที่พูดถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัยให้มี ความลงตัวที่สุดเท่าที่จะทำได้

คนดูจำนวนหนึ่งจึงรู้สึกตื่นเต้น เมื่อพบว่าภาพยนตร์ที่มีหน้าหนังเป็นหนังรักโรแมนติกเรื่องนี้ กลับพูดเรื่อง 14 ตุลา, 6 ตุลา หรือการเข้าป่าของนักศึกษาปัญญาชน อย่างมีเนื้อหนังจับต้องได้

ผู้ชมคนหนึ่งที่มาร่วมเสวนาด้วยกล่าวเปรียบเทียบว่า October Sonata มีสถานะเป็น “สัมพันธบท” ของสงครามชีวิตอย่างน่าสนใจ กล่าวคือ ตัวละครผู้หญิงอย่าง “แสงจันทร์” ต้องเป็นฝ่ายนั่งรอคอยความรักด้วยอาการเหงือกแห้ง ขณะที่ตัวละครผู้ชายอย่าง “รวี” ก็ออกเดินทางผจญภัยไปตามอุดมการณ์ทางการเมืองของตน แม้สุดท้าย ทั้งสองจะรักกันแต่ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ ดุจเดียวกับชะตากรรมของ “เพลิน” และ “รพินทร์” ในสงครามชีวิต

อย่างไรก็ตาม สมเกียรติ์เห็นว่าอย่างน้อยชีวิตและอุดมการณ์ของรวีก็เปรียบเสมือนแสงไฟเล็ก ๆ จากหิ่งห้อย ที่ช่วยส่องนำทางให้แสงจันทร์เดินทางไปไกลจากชีวิตตั้งต้นของเธอ (จากสาวโรงงานไม่รู้หนังสือไปสู่การเป็นนักเขียนวรรณกรรมเพื่อชีวิต) นอกจากนี้ เพลินกับแสงจันทร์ยังมีความแตก ต่างกันอย่างสำคัญ เพราะในขณะที่เพลินเลือกเงินมากกว่าอุดมการณ์ของรพินทร์ แสงจันทร์กลับเลือกที่จะอยู่กับอุดมการณ์ของรวีผู้ล่วงลับมากกว่าเงินของตัว ละครผู้ชายอีกคนชื่อ “ลิ้ม” ผู้มีตัวตน ชีวิต และฐานะทางเศรษฐกิจ

ที่สำคัญสมเกียรติ์ถึงกับเคยกำหนดให้ตัวละครนักเขียนอย่าง แสงจันทร์พยายามแก้ไขเนื้อหาบทสุดท้ายของสงครามชีวิตมาแล้ว แต่ด้วยความที่เขามีความรักนับถือต่อนวนิยายเรื่องนี้มากจนไม่อาจคิดล่วง เกิน จึงตัดสินใจตัดเนื้อหาดังกล่าวออกไปจากบทภาพยนตร์ฉบับสมบูรณ์

ความลักลั่นของตัวละคร
ผู้ชมอีกคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตน่าสนใจว่า แม้ตัวละครแสงจันทร์จะเชื่อในแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์ที่เธอ ได้รับถ่ายทอดมาจากรวี รวมทั้งวรรณกรรมเพื่อชีวิตอย่าง “สงครามชีวิต” หรือ “ปีศาจ” แต่ก็มีอยู่ฉากหนึ่งที่เธอได้ด่าว่าพ่อของลิ้ม ตัวละครอีกคนหนึ่งที่หลงรักเธอ ว่าเป็นเจ๊กหอบเสื่อผืนหมอนใบ ซึ่งไม่มีการศึกษา หากเปรียบเทียบกับผู้ชายที่เธอรักอย่างรวี

ทำไมหญิงสาวที่เชื่อเรื่องความเท่าเทียมจึงแสดงความคิดเหยียดเชื้อชาติออกมา?

สมเกียรติ์ชี้แจงว่า ฉากแสงจันทร์ปะทะคารมกับลิ้มตอนนี้นั้น ถูกเขาดึงเข้าดึงออกอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจใส่ฉากดังกล่าวเข้ามาในหนัง เพื่อแสดงให้เห็นว่า แสง จันทร์ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มนุษย์ที่แม้จะพูดถึงเรื่องความเท่าเทียมอยู่ตลอดเวลา แต่กลับสามารถเผลอเรอพูดจาเหยียดหยามคนอื่นออกไปได้ เพื่อปกป้องผู้ชายที่เธอรัก

เราสามารถพูดจาเหยียดคนอื่นออกไปได้อย่างง่ายดายมากโดยไม่รู้ตัว แม้จะพยายามตระหนักถึงประเด็นความเท่าเทียมทางชนชั้นก็ตาม

ตัวละครอีกหนึ่งรายที่สร้างความรู้สึกกำกวมให้แก่ผู้ชมก็คือ คุณนายราตรี ผู้ดีเก่านามสกุลสูงส่ง ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาออกแบบเสื้อผ้าให้แก่แสงจันทร์ ซึ่งต่อมาเกิดอารมณ์ขุ่นเคืองดูถูกเหยียดหยามและขับไล่นางเอกของเรื่องออก จากบ้าน หลังจากแสงจันทร์ซึมซับประเด็นความเท่าเทียมกันของมนุษย์จากวรรณกรรมชิ้นเอก สายเพื่อชีวิต และหันมาเรียกร้องขอค่าแรงจากคุณนาย

สิ่งที่คนดูตั้งคำถามก็คือ ทำไมคุณนายผู้ดีเก่าจึงไม่ยินยอม จ่ายค่าแรงให้แก่ลูกจ้าง แถมยังด่าทอเหยียดหยามและไล่ลูกจ้างที่ทวงค่าแรงออกจากบ้าน ทั้งที่ตู้หนังสือในบ้านเธอมีทั้งวรรณกรรมเรื่อง “แม่” ของแม็กซิม กอร์กี้ และ “ปีศาจ” ของเสนีย์ เสาวพงศ์ ให้แสงจันทร์ได้หยิบยืมอ่านและซึมซับอุดมการณ์สังคมนิยม

สมเกียรติ์เฉลยว่า จริง ๆ แล้วตัวละครคนหนึ่งที่ถูกตัดออกไปในขั้นตอนการลำดับภาพก็คือ ลูกชายของคุณนายราตรี ซึ่งเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รุ่น 14 ตุลาคม 2516 และเขานั่นเองที่เป็นเจ้าของหนังสือในตู้หนังสือบ้านคุณนาย สม เกียรติ์เห็นว่า แม้จะตัดตัวละครรายนี้ออก แต่หนังก็ยังดำเนินไปได้ค่อนข้างราบรื่น ทว่าต่อมาเมื่อหนังลงโรงฉายแล้ว เขากลับถูกหลายคนทักถึงประเด็นความคลุมเครือของคุณนายราตรี

อย่างไรก็ตาม คนดูคนหนึ่งที่มาร่วมสนทนากลับเห็นว่า ในขณะดูหนัง เขา รู้สึกเชื่อได้ว่าคุณนายราตรีอาจจะเป็นเจ้าของหนังสือเรื่อง “แม่” และ “ปีศาจ” จริง ๆ เพียงแต่เธอก็คงเป็นเหมือนคนชั้นสูงหรือคนชั้นกลางขึ้นไปจำนวนมาก ซึ่งไม่ได้ซึมซับอุดมการณ์ทางการเมืองของฝ่ายซ้ายจากวรรณกรรมเหล่านั้น หากกำลังบริโภคหนังสือดังกล่าวในฐานะสินค้าตามกระแสสังคมมากว่า

ความรักระหว่างแสงจันทร์กับรวี
แต่ก็มีคนดูอีกหลายรายที่ต้องการเข้าไปดู October Sonata ในฐานะหนังรักเรื่องหนึ่ง ทว่าพวกเขาและเธอกลับไม่สามารถทำใจเชื่อได้ว่าแสงจันทร์และรวีในหนังจะปักใจ รักมั่นต่อกัน หลังจากมีโอกาสพบปะพูดคุยและอยู่ด้วยกันเพียงคืนเดียว

ซึ่งผู้ชมคนหนึ่งช่วยตอบแทนสมเกียรติ์ว่า ตรรกะเรื่องการรักกันภายในช่วงเวลาเพียงคืนเดียวของตัวละครนั้นเป็นสิ่งที่ เขาสามารถรับได้ และจากประสบการณ์การอ่านหนังสือของตนเอง เขาพบว่าตรรกะดังกล่าวน่าจะเป็นขนบหนึ่งของวรรณกรรมไทยยุคเก่า ซึ่งส่งอิทธิพลมายังหนังเรื่องนี้อย่างมิอาจปฏิเสธได้

คนดูหลายคนตั้งคำถามน่าสนใจต่อว่า มันสมเหตุสมผลที่แสง จันทร์จะเฝ้ารอคอยและรักมั่นในตัวรวีอยู่ตลอดเวลา เพราะชีวิตหญิงสาวไร้การศึกษาและหัวนอนปลายเท้าอย่างเธอสามารถเดินทางมาไกล ได้ด้วยไฟฝันแห่งอุดมการณ์ที่ปัญญาชนนักเรียนนอกอย่างเขาจุดให้ แต่ปัญหาสำคัญ คือ แล้วทำไมรวีซึ่งน่าจะมีตัวเลือกและโอกาสทางความรักอื่น ๆ อีกมากมายจึงยังคงรักมั่นในตัวแสงจันทร์เช่นกัน?

ผู้ชมคนหนึ่งช่วยตอบคำถามนี้อย่างแหลมคมว่า รวีรักแสงจันทร์เพราะเขาเห็นว่าตนเอง “ปั้น” หญิงสาวได้สำเร็จ? คือ เขาได้เห็นเธอก้าวหน้าไปมาก จากคนอ่านหนังสือไม่ออก ไปสู่การเรียนหนังสือภาคค่ำ และเป็นนักอ่าน-เขียนวรรณกรรมเพื่อชีวิต ที่สำคัญ หญิงสาวคนนี้ยังเฝ้ารอคอยเขาผู้เป็นแรงบันดาลใจของเธออยู่ตลอดเวลา

รวีรักแสงจันทร์ เพราะเขาสามารถบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งอุดมการณ์การต่อสู้ทางการเมืองลงไปในหัวใจของแสงจันทร์ได้สำเร็จ

สมเกียรติ์เห็นด้วยและเสริมว่า ส่วน ที่รวีรักแสงจันทร์ในช่วงสุดท้ายของชีวิตราวกลางทศวรรษ 2520 นั้น ก็เป็นเพราะเขาตระหนักว่าแสงจันทร์คือคนสุดท้าย/สิ่งสุดท้ายในชีวิตของตนเอง แล้ว เนื่องจากภายหลังจากป่าแตกชีวิตที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของรวีก็ไม่เหลือ อะไรอีกต่อไป

นักแสดงและลักษณะตัวละคร
คนดูบางส่วนที่มีความเห็นว่า แม้ October จะมีบทภาพยนตร์ที่ดีมาก แต่หนังอาจมีปัญหาเรื่องนักแสดง คือ นักแสดงนำบางคนไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่ตัวละครต้องแบกรับออกมา ได้อย่างน่าพอใจ

ขณะที่คนดูอีกส่วนกลับมองข้ามปัญหาดังกล่าวไป ด้วย การพิจารณาว่าตัวละครในหนังถือเป็น “สัญลักษณ์” ของบริบททางการเมืองซึ่งมีสถานะเป็นบรรยากาศอันเจือจางที่ปรากฏอย่างซ่อนแฝง อยู่แทบตลอดเวลาในภาพยนตร์เรื่องนี้ เช่นเดียวกับสัญลักษณ์ทางวัตถุอื่น ๆ ที่ถูกใส่เข้ามาในหนัง เช่น ป้ายทะเบียนรถหมายเลข 2475 ของนางเอก เป็นต้น

กับคำถามที่ว่า มีผู้รู้สึกว่าชีวิตของนางเอกอย่างแสงจันทร์ อาจจะอ้างอิงอยู่กับชีวิตจริงบางส่วนของนักประพันธ์นาม “ศรีดาวเรือง” สมเกียรติ์ชี้แจงว่ามีบางคนทักเขาเช่นนี้เหมือนกันเมื่อได้อ่านบทภาพยนตร์ แต่ระหว่างเขียนบทนั้น เขาไม่ได้คิดถึงศรีดาวเรืองเลย ทว่านำเอาแง่มุมชีวิตจริงของใครหลายคนมาใส่ในตัวละครแสงจันทร์ เช่น พี่สาวของตนเอง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ผู้กำกับคนนี้ยอมรับว่าเขาเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของศรีดาวเรืองอย่างละเอียดใน นิตยสารโลกหนังสือ ดังนั้น จึงอาจเป็นไปได้ที่ “จิตใต้สำนึก” ของเขาจะนึกไปถึงนักประพันธ์หญิงคนนี้ในระหว่างที่เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง October Sonata

อารมณ์ความรู้สึกแห่งยุคสมัย (หนึ่ง)
แม้จะโดดเด่นด้วยการมีประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัยเป็นองค์ ประกอบสำคัญของเนื้อเรื่อง แต่ก็มีคนดูที่ไม่ได้รู้สึกประทับใจ October Sonata จากประเด็นดังกล่าว แต่เขากลับชอบประเด็นเรื่องวรรณกรรมและอารมณ์ความรู้สึกของยุคสมัยที่หนังเรื่องนี้นำเสนอมากกว่า

กล่าวคือ สำหรับเนื้อหาจากวรรณกรรม เพื่อชีวิตรุ่นเก่าของศรีบูรพาหรือเสนีย์ เสาวพงศ์ ที่หนังเลือกมานำเสนอนั้น คนดูรายนี้เห็นว่าเป็นผลงานทางความคิดซึ่งแสดงว่าผู้เขียนเชื่อในจุดยืนทาง การเมืองแบบฝ่ายซ้ายอย่างจริงใจ ในยุคสมัยที่ผู้อาวุโสเหล่านั้นผลิตงานเขียนดังกล่าว ผิดกับผลงานของนักคิด นักเขียน นักวิชาการในยุคปัจจุบัน ยุคสมัยซึ่งเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกหวาดระแวงไม่เชื่อถือกัน จนเราไม่อาจเชื่อใจได้อีกต่อไปว่านักคิด นักเขียน นักวิชาการที่ใช้ศัพท์แสงแบบฝ่ายซ้ายนั้น มีจุดยืนทางการเมืองแบบฝ่ายซ้ายอย่างจริงใจหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน?

อีกประเด็นหนึ่งที่มีคนดูรายนี้รู้สึกชื่นชอบใน October Sonata ก็คือ การ มีตัวละครที่มีพื้นเพมาจากเมืองจีน ซึ่งพูดไทยไม่ชัด ต้องมาเรียนภาคค่ำ (ฉากโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ภาคค่ำในหนังเรื่องนี้ แม้จะเป็นเพียงฉากเล็ก ๆ ช่วงเวลาสั้น ๆ แต่กลับมีคนดูหลายคนที่ชื่นชมในอารมณ์ความรู้สึกอันสมจริงของฉากดังกล่าว) และมุ่งมั่นสร้างฐานะของตนเองในเมืองไทย เพราะตัวละครประเภทนี้สูญหายไปนานจากสื่อบันเทิงไทย และบาง ทีคนรุ่นอายุ 20 ปลาย หรือ 30 ขึ้นไปเท่านั้น จึงจะรู้สึกคุ้นเคยกับประสบการณ์ตรงจุดนี้ ทั้งในแง่ชีวิตจริงและในแง่การเสพสื่อบันเทิง

อุปสรรคของการสร้างหนังการเมือง
สมเกียรติ์พูดถึงที่มาของ October Soanta ว่า เขาคิดที่จะสร้างหนังเรื่องนี้มายาวนานมาก แต่ก็ไม่ได้ทำเสียที? เพราะผู้ออกทุนหลายต่อหลายรายเห็นว่าเป็นหนังที่พูดเรื่องการเมือง (มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขานำบทภาพยนตร์ที่ขึ้นต้นด้วยข้อความที่เขียนโดยเสกสรรค์ ประเสริฐกุลไปเสนอ ปรากฏว่าพอนายทุนเห็นชื่อเสกสรรค์เท่านั้น ก็ตัดสินใจไม่พิจารณาบทดังกล่าวทันที)

แต่เมื่อเขามีโอกาสได้ทำหนังเรื่องนี้ขึ้นมาในสถานะภาพยนตร์ตลาด กระแสหลักซึ่งต้องพึ่งพางบประมาณของนายทุน และต้องหวังผลเชิงพาณิชย์พอสมควร สม เกียรติ์จึงพยายามประนีประนอมด้วยการทำหนังให้มีองค์ประกอบที่น่าจะเข้าถึง คนดูได้มากที่สุด ผ่านการขับเน้นให้ October Sonata มีภาพลักษณ์เป็นหนังรัก ทั้งยังต้องเหยียบเรื่องบางเรื่องที่ตนเองอยากพูดออกมาเอาไว้ เช่น เนื้อหาในส่วนการต่อสู้ทางการเมืองอย่างเข้มข้นของรวี เป็นต้น

ปัญหาสำคัญอีกประการก็คือปัญหาเรื่องการตลาด เช่น มี การห้ามโฆษณาว่าหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาข้องเกี่ยวกับ “เรื่องการเมือง” อย่างเด็ดขาด เพราะกลัวว่าจะไม่ขาย แม้แต่เนื้อหาของภาพยนตร์ในส่วนที่พูดถึงวรรณกรรมเพื่อชีวิต เช่น สงครามชีวิต หรือ ปีศาจ ก็ถูกห้ามพูดถึงในขั้นตอนการประชาสัมพันธ์เช่นกัน และเกือบจะถูกตัดออกจากหนังด้วยซ้ำไปจากข้อเสนอแนะของทีมงานการตลาด

สำหรับสมเกียรติ์แล้ว การทำหนังการเมืองร่วมสมัยในยุคปัจจุบันจึงมีปัญหาสำคัญอยู่ที่เรื่องการหา ทุนสร้างจากนายทุน ซึ่งเราต้องทำให้เขาเชื่อมั่นในหนังของเรา มากกว่าปัญหาเรื่องการถูกเซ็นเซอร์จากหน่วยงานพิจารณาภาพยนตร์ของทางราชการ ที่เขาเชื่อว่าไม่เป็นปัญหามากนัก เพราะมั่นใจว่าตนเองและคนทำหนังอีกหลายรายสามารถซ่อนประเด็นการเมืองไว้ใน หนังได้อย่างแนบเนียนพอจนรอดพ้นจากสายตาของกรรมการเซ็นเซอร์

ที่มา มติชนออนไลน์