5 หนังเวิลด์คัพที่คอลูกหนัง และคอหนังไม่ควรพลาด!!!

Home / ข่าวหนัง, หนังฮอลลีวูด / 5 หนังเวิลด์คัพที่คอลูกหนัง และคอหนังไม่ควรพลาด!!!

ประวัติศาสตร์ของ “ฟุตบอลโลก” นั้น เริ่มเขียน “หน้าแรก” ที่ “บรรทัดไหน” หรือ ?
เริ่มที่นักฟุตบอลต้องทำ ท่า ไฮ ! ฮิตเลอร์ ก่อนแข่ง หรือเริ่มจากบราซิล 1970 ก้าวขึ้นครองราชย์….เริ่มจากตอนที่ มาราโดน่า เลี้ยงหลบกองหลัง 5-6 คนในปี 1986 ที่เม็กซิโก หรือเริ่มจาก เดวิด เบ็คแฮม โดนไล่ออกในฟรองซ์ 1998

จะมี “หมุดหมาย” จากต้นทางใดก็ตาม แต่ถึงวันนี้และจากที่ผ่านมา “ฟุตบอลโลก” คือมหกรรมกีฬาที่ดีที่สุด? แข็งแกร่งกว่า “โอลิมปิก” และเร้าใจกว่า “ฟุตบอลยูโร” ที่เวียนมาทุกๆ 4 ปีเช่นกัน

……….

ในตอนท้ายของหนังสารคดีเรื่อง grand finale 2006 ซึ่งผลิตโดยฟีฟ่า เกี่ยวกับเวิลด์คัพเมื่อ 4 ปีที่แล้วที่เยอรมันนั้น เพียรซ์ บรอสแนน บรรยายแปลได้ว่า..อีก 4 ปีข้างหน้าในปี 2010 นั้น เราคงจะต้องติดตามต่อว่า แอฟริกาจะมีของขวัญอะไรมามอบให้พวกเรา หลังจากที่เยอรมันได้สร้างการจัดบอลโลกที่ “อบอวล” และ “อบอุ่น” ในปี 2006

ในความอบอุ่นและอบอวล (หาใช่อบอ้าว) นั้น ผมยังจำได้ถึงแง่มุมและไฮไลต์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบอลโลกครั้งที่แล้ว…มันมีอะไรบ้างล่ะ

อาร์เจนตินา โชว์การชิ่งส่งบอล 26 ครั้ง ก่อนยิงประตู “เซอร์เบีย”, แอฟริกาเข้ารอบสุดท้ายครั้งที่แล้วถึง 5 ทีม เยอะที่สุดจากพื้นที่ของเขา และกลายเป็นสีสัน มากกว่าไม้ประดับ (ทีมจากแอฟริกาเข้ารอบสุดท้ายครั้งแรกในบอลโลก 1970), เกรแฮม โพลล์ ทำให้ฟุตบอลมีการแจกใบเหลือง 3 ใบต่อนักเตะเป็นครั้งแรก เมื่อเขาควักมันให้กับ “ซีมูนิค” นักบอลของโครเอเชีย

…ยังมีอะไรอีก…

ใบเหลืองแดงของบอลโลกว่อนสุดที่ปี 2006 เมื่อมีการแจก 16 เหลืองและ 4 แดง ในนัดฮอลแลนด์-โปรตุเกส, ซีดาน ที่โดนไล่ออกเพราะเอาหัวไปโขกกองหลังอิตาลีนั้น เขาเป็นนักบอลคนที่ 4 ที่เคยยิง 3 ประตูในนัดชิงชนะเลิศ(รวมกัน) ถัดจากเปเล่ วาว่าและเจฟฟ์ เฮิร์ท

เอลิซอนโด้ เป็นกรรมการจากอาร์เจนตินาเพียงคนเดียวของทั้งโลก ที่เคยตัดสินนัดเปิดและปิดของเวิลด์คัพ, รูนีย์มีเรื่องกับโรนัลโด้ในสนาม ก่อนจะกลับมาร่วมกันคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 ปีรวด(2007-2009), อังกฤษเย่อกับตรินิแดดฯ ถูกมองว่าในเชิงจักรวรรดินิยมว่า เป็นการปะทะกันระหว่างทีมอำมาตย์กับทีมไพร่

ฟุตบอลโลกไม่ใช่ความรัก มันมีอะไรให้ “จดจำ” มากกว่า “อยากจะลืม”

และไม่ว่าบอลโลกจะจัดที่ไหน ผมมั่นใจโค้ก โซนี่ อาดิดาสและวีซ่า จะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลองมองในมุม urbanista และ metro life? เสียแล้ว โค้กก็คือ Fun เหมือนกับที่ Sony คือ Innovation..และแน่นอนว่าในมุมของ adidas & visa สองอย่างหลังคือ lifestyle ที่เข้ามาเล่นกับแฟนบอล

และในฐานะของคนบ้าบอล ที่เสียเงินตะลอนไปทั่วโลกเพื่อฟุตบอล ตอนนี้ผมมีหนังที่เกี่ยวโยงกับฟุตบอลโลก 5 เรื่อง ก่อนจะบินไปรายงานที่ยุโรป 1 เดือน 5 ประเทศจนถึงนัดชิงพรีเมียร์ลีกและแชมเปียนลีกที่มาดริด สเปน
ผมมี dvd 5 หนังเวิลด์คัพที่คอลูกหนัง และคอหนังไม่ควรพลาด!!!


1. The Year my parents went on vacation

เป็นหนังใหม่จากบราซิลที่เพิ่งซื้อมาตอนต้นปีนี้เอง ปรกติตัวหนังจะใช้บอลโลกนำเสนอถึง passion และ desire ของเด็กๆ แต่สำหรับ The Year my parents went on vacation คล้ายๆ หนังอย่าง Toto de Hero ที่เล่าเรื่องผ่านมุมมองของเด็กคนหนึ่ง ที่เห็นฟุตบอลกับการเมืองเติบโตมาด้วยกัน มีทั้งด้านที่เปราะบางอ่อนไหว และมุมที่เจ็บปวดแข็งแกร่ง พล็อตหนังดูจะเย้ยหยันระบบการเมืองที่ปกคลุมประเทศนี้ แต่ความสุขของเด็กๆ ทั่วไป ไม่ได้อยู่ที่การเมือง แต่อยู่ที่การวิ่งไล่เตะลูกหนัง และดูฟุตบอลโลก

หนังเล็กๆ เรื่องนี้ค่อนข้างเงียบเมื่อตอนที่ออกฉาย จนกระทั่งมันกลายมาเป็น dvd วางขายนี่เอง คนดูถึงเพิ่งจะมีโอกาสได้ดู ข้อดีอย่างหนึ่งก็คือ การใช้นักแสดงเด็กๆ มาเล่นแบบ inner realism คือเน้นความรู้สึกและการแสดงออกจริงๆ จากข้างใน ไม่ใช่ over action แบบพวก หนังชุดอย่าง goals

2. Bend It like Beckham
หลายคนอย่าเพิ่งทำคิ้ว ขมวดว่า ทำไมถึงเลือกเรื่องนี้ เหตุผลในการเลือกหนังเรื่องนี้ก็เพราะ เดวิด เบ็คแฮม ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เกี่ยวกับฟุตบอลโลกมากมายตลอดชีวิตการค้าแข้งของเขา ถึงขนาดหนังสือ GQ เคยเรียกเขาว่า เป็น “สามัญชนราชวงศ์ใหม่” เมื่อเขาทำการค้าตลอดเวลากับพื้นที่เซเลบ

ตัวหนังเกี่ยวกับการส่งเสริมแนวทางการมีชีวิตตามความฝันของผู้หญิงสองคน ซึ่งเติบโตในครอบครัวหัวโบราณ หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ลึกที่สุดในแง่ของ message ตั้งแต่ผมดูหนังเกี่ยวกับฟุตบอลมา

มันไม่ใช่หนังเพื่อบอลโลกตรงๆ แต่ในฐานะของซูเปอร์สตาร์อย่างพี่เบ็คส์ เขาทำให้ยอดการขายเสื้อสูงสุดในบอลโลก ตกเป็นของเขาอันดับ 1 ทำให้เกิดวัฒนธรรมการเอาไสยศาสตร์มาเล่นสาปแช่งกันทางสื่อ และทำให้เรื่องของ WAGs หรือชมรมแม่บ้าน มีบทบาทขึ้นมาในบอลโลกปี 206

ผมเลยคิดว่า เดวิด เบ็คแฮม ซึ่งทำยอดขายเสื้อสูงสุดตลอดกาล จึงควรได้รับเกียรติให้เลือกถึง ผ่านหนังเรื่องนี้

คำว่า bend นั้น ตีความได้ว่ามันคือการคอนโทรล หรือควบคุม หรือเลือกมันสิ ! แบบที่ เบ็คแฮม เลือกคอนโทรลบอลด้วยเท้าขวา (เหมือนที่หนังเรื่องหนึ่งบอกว่า อังกฤษไม่ได้มีตู้โทรศัพท์สีแดง ไม่ได้มีแค่เชคสเปียร์ แต่มีเท้าขวาเบ็คแฮมด้วย)

คำว่า bend it like beckham ตอนหลังก็ถูกนำมาล้อต่างๆ นานาเกี่ยวกับความหมาย เช่นเมื่อเขาย้อมผมบลอนด์ ก็เรียกว่า blonde it like beckham, เมื่อเขานั่งสำรองก็เรียกว่า bench in like beckham

3. The 2006 Fifa : Grand Finale
ผมมี dvd หนังเกี่ยวกับฟุตบอลเกือบร้อยเรื่อง และครึ่งหนึ่งคือ documentary ที่สรุปสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับบอลโลก บอลยูโร แต่หนังเหล่านั้น ผลิตด้วยวิธีคิดแบบเก่ามากคือ ตัดยอดมาแค่การทำประตู ทั้งที่ฟุตบอลก็เหมือนทุกสิ่ง คือมี fashion, tradition & pop culture มากมาย

หนังเรื่องนี้เป็นสารคดีฟุตบอลโลก 2006 ที่ดีที่สุด เพราะดึงเอาแง่มุมเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก และประวัติศาสตร์ รวมทั้งปรากฏการณ์แปลกๆ มาให้เราดู

ระหว่างดูๆ ไปผมนั่งคิดว่า ใครหนอที่บรรยายได้ดีเหลือเกิน กลายเป็นว่าพอเครดิตขึ้นมานั้น คนบรรยายคือ เพียรซ์ บอรสแนน

อย่าพลาดที่จะซื้อแผ่นนี้เก็บเอาไว้

4. World Cup Mexico 1986
แผ่นนี้ผมซื้อเก็บมา เกือบ 20 ปีแล้ว เป็นการสรุปทุกอย่างเกี่ยวกับไฮไลต์บอลโลกปี 1986 ที่เม็กซิโก ซึ่งนอกจากจะมี hand of god แล้ว ยังมีแมทช์ล้มยักษ์ต่างๆ เกิดขึ้นทุกรอบ (จำสเปนกับอุรุกวัยได้ใช่ไหม) สำหรับผม ขอเลือกเวิลด์คัพ 1986 เป็นบอลโลกที่ดีที่สุดตลอดกาล และน่าดีใจที่แมทช์คลาสสิกยอดเยี่ยมตลอดกาล (บราซิล-ฝรั่งเศส) ก็อยู่ในบอลโลกครั้งนี้

เกือบลืม – วัฒนธรรมการเชียร์แบบ wave ที่นิยมมาจนถึงวันนี้ เริ่มที่บอลโลกครั้งนี้นี่เอง (แต่เม็กซิกันไม่ได้คิดเอง เพราะเลียนแบบการเชียร์บาสเกตบอลมาจากคนอเมริกันครับ)

5. Maradona
คล้ายๆ ข้อ 2 คือ มาราโดน่าสร้างสิ่งที่มหัศจรรย์ให้กับฟุตบอลโลกตั้งแต่ 1982 มาจนจบ 1994 แบบพระเอกยันผู้ร้าย ในฐานะแฟนบอล จึงควรมีหนังของเขาเก็บไว้สักเรื่อง และเรื่องนั้นควรจะเป็น maradona เรื่องนี้

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (นันทขว้าง สิรสุนทร)