สัมภาษณ์ จอมแอ็คชั่นรุ่นน้อง “เดี่ยว ชูพงษ์ ช่างปรุง”

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / สัมภาษณ์ จอมแอ็คชั่นรุ่นน้อง “เดี่ยว ชูพงษ์ ช่างปรุง”

?เดี่ยว ชูพงษ์ ช่างปรุง? กับ ?จาพนม?
20 ปี แห่งสายสัมพันธ์ของ 2 พี่น้องเลือดแอ็คชั่น สู่ปรากฎการณ์ความมันส์
เมื่อ 2 เบอร์ 1 ในโลกแอ็คชั่นกลับมาปิดตำนาน? ?องค์บาก 3? ร่วมกัน

Q.พูดถึงปรากฏการณ์ที่เบอร์1แอ็คชั่นถึง2คนโคจรมาพบกันบนแผ่นฟิล์ม ?เดี่ยว ชูพงษ์ กับจา?

D. สำหรับการมาเจอกันกับพี่จา ก็เหมือนการมาเจอกันระหว่างศิษย์พี่กับศิษย์น้องครับ คือต้องมาแบบแอ็คชั่นกัน ผมคิดว่าหลายๆคนที่ติดตามอาจจะอยากเห็น ก็เหมือนที่หลายๆ คนรอดู เจ็ท ลี กับเฉินหลงมาเจอกันซึ่งคนทั้งโลกก็อยากจะดูมาหลายสิบปีแล้ว อะไรประมาณนั้นซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสแบบนี้อีกหรือเปล่า อย่างในองค์บากภาค2 ที่ผมกับพี่จาได้มาเจอกัน เพียงแว้บเดียวจริงๆไม่เกิ น5 นาที แต่ก็ใช้เวลาในการถ่ายทำฉากนั้นฉากเดียวเป็นเดือนๆ เพราะฉะนั้นในองค์บาก3 ภาคนี้เราทั้งคู่ก็จะใส่กันเต็มแม็กซ์แน่ๆ คือไม่อยากทำให้คอแอ็คชั่นต้องผิดหวังในการรอคอยครั้งนี้ครับ

Q.ก่อนหน้าเคยคิดมาก่อนไหมว่าจะได้มีโอกาสมาเจอกันบนแผ่นฟิล์มแบบนี้

D. ก็ตอนแรกนะครับที่รู้ว่าพี่จาติดต่อมาว่า อยากให้เรามาลองทำด้วยกันสักเรื่องหนึ่ง มาเจอกันสักเรื่องหนึ่งเถอะ มันเหมือนกับว่ามีบางอย่างแว้บเข้ามาเลยนะครับในความคิดของเรา ทำให้รู้สึกว่า มันเป็นโอกาสทองของเราที่จะได้สัมผัสกับศิษย์พี่คนนี้ที่เรารู้จัก และก็ศรัทธาเขามานาน ในเรื่องของฝีมือแล้วก็ทุกๆอย่าง คือพี่เขาเป็นแบบอย่างของผมมาตลอด แล้วการที่ได้มาเจอกันครั้งนี้ ก็คือมันทำให้ผมภูมิใจมากๆครับ ดีใจมากๆ เพราะที่ผ่านมา ที่ผมทำหนังมา ผมมีโอกาสได้ต่อสู้กับอาจารย์ด้วย คือพี่พันนา ใน คน ไฟ บิน แต่พอมาองค์บาก2-3 เจอรุ่นพี่อีก มันมีความภาคภูมิใจมากครับ ที่ได้ทำงานร่วมกับระดับปรมาจารย์แอ็คชั่นเมืองไทย เพราะผมคิดว่าคนที่เป็นนักแสดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มาในสายของแอ็คชั่น น่าจะพูดได้ว่ามีแต่คนอยากจะมาทำงานร่วมกับจาพนม กับพี่พันนา เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรามันเป็นเหมือนความฝันที่กลายเป็นจริง

Q.จริงๆแล้วเดี่ยวกับจารู้จักกันมานานกี่ปีแล้ว

D. สำหรับผมกับพี่จารู้จักกันมาเกือบจะ 20 ปีแล้วครับก็คือตั้งแต่สมัยผมยังเรียนอยู่ปวช. จนตอนนี้เรียนจบปริญญาตรีมาก็ประมาณเกือบ 6-7 ปีแล้ว ก็คือเมื่อก่อนอยู่ด้วยกันกับพี่เขามาตลอด แล้วก็ฝึกซ้อมกับพี่เขา ก็ทำให้รู้สึกว่า เอาละ ถึงเวลาของเราแล้ว

Q.สำหรับเดี่ยวโลดแล่นอยู่บนแผ่นฟิล์มในสายงานของแอ็คชั่นกี่ปี ถึงได้มีโอกาสได้ร่วมงานกับรุ่นพี่อย่างจา

D. ที่ผ่านมาก็เริ่มต้นทำในสายงานของแอ็คชั่นมาประมาณเกือบ 10 ปีแล้ว คือตั้งแต่เรียนจบมา พี่จาเขาก็ดึงให้เรามาช่วยงานเป็นสตั๊นท์ในทีมมวยไทยสตั๊นท์ แล้วพอเริ่มต้นงานแอ็คชั่นในภาพยนตร์ ก็ได้มาทำกับพี่จาด้วยทำให้เรามีประสบการณ์ในเรื่องของงานแอ็คชั่นมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นเราเริ่มต้นกันมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว ก็คือพวกผมจับกลุ่มกันตั้งเป็นชมรมแล้วก็รับงานต่างๆโชว์สตั๊นแมนแล้วก็ฟันดาบก่อนที่จะเข้ามาทำงาในภาพยนตร์แบบเต็มๆตัว

Q.สำหรับการที่ต้องมาปะทะกันบนแผ่นฟิล์ม เดี่ยวเองมีการเตรียมตัวมากมายขนาดไหนเป็นพิเศษมั้ยสำหรับโปรเจ็คต์นี้

D. พอรู้ว่าต้องเจอกับพี่จา ผมก็ต้องเตรียมตัวหนักมาก เพราะว่าเราต้องทำให้คนดูเชื่อให้ได้ว่า เราสามารถที่จะสู้กับพี่จาได้ แล้วคิวบู๊แอ็คชั่นของภาค 3? พี่จา พี่พันนาวางไว้ว่าการเจอกันครั้งนี้ต้องสู้กันเต็มที่ให้ถึงขีดสุด เพราะฉะนั้นตัวผมเองก็ต้องฟิตเยอะขึ้นจากทุกทีซ้อมเยอะระดับหนึ่ง แล้วพอมาถึงตรงนี้เราก็ต้องให้เวลากับการซ้อมให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก เพราะว่าเราก็กลัวว่าเราทำแล้วคนจะไม่เชื่อ(หัวเราะ) ว่าเราจะเก่งเท่ากับพี่จาได้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเต็มที่ให้ถึงที่สุดครับผม

อย่างการซ้อมเราต้องเพิ่มเวลาให้กับการซ้อมมากขึ้น จากแต่ก่อน 4 ชั่วโมงก็อาจจะเพิ่มเข้ามาเป็น 5-6 ชั่วโมง ก็ให้เวลาในเรื่องของฟิสเนตด้วย ฟิสเนตเกี่ยวกับร่างกายที่ต้องมีการเพิ่มกล้ามเนื้อมากขึ้น ลดไขมันออกไป อย่างกล้ามเนื้อหน้าท้องเราก็ต้องทำ ซึ่งตัวพี่จาเองกำชับมาว่าเรื่องนี้ต้องมีฉากที่ต้องถอดเสื้อตอนอยู่ในปราสาท เราก็ต้องทำให้ร่างกายเฟิร์มที่สุดครับผม ต้องเตรียมพร้อมความฟิตให้ร่างกาย อย่างตอนที่มาทำเรื่องนี้ ผมลดน้ำหนักเลย แล้วก็มีเล่นเวท เล่นอุปกรณ์ต่างๆเพิ่มขึ้นมา มีวิ่งเกือบทั้งวัน แล้วก็ต้องมีเวลาการซ้อมที่เยอะขึ้น ส่งผลให้ในส่วนของบอดี้เปลี่ยนไปด้วย อย่างเมื่อก่อนตัวจะแบบท้วมๆหน่อยครับ ก็เลยต้องลดลงให้เหมือนอีกาให้ ผอมๆ เพราะด้วยคาแรคเตอร์อีกาของเราที่ต้องเน้นในเรื่องของความคล่องแคล่ว คล่องตัว อาศัยความรวดเร็วในการเข้าทำ ในการต่อสู้ แล้วก็ฉากกลับจึงต้องมีการเน้นเรื่องสรีระ และความคล่องตัวมากๆครับผม

Q.อยากให้เดี่ยวเล่าให้ฟังถึงคาแรคเตอร์ ?ภูติสางกา? ในภาพยนตร์เรื่อง ?องค์บาก3?

D. สำหรับคาแรคเตอร์ของภูติสางกา ก็จะเป็นนักฆ่าที่เลือดเย็นมากๆ? โหดเหี้ยม ไร้ความปราณี มีความอำมหิตแฝงเร้นอยู่ในแววตา พูดน้อย ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ทำตัวลึกลับ มีความเป็นอยู่แบบไร้ร่องรอย จะปรากฎตัวก็ต่อเมื่อมีภารกิจที่พึงกระทำนั่นคือการล่าสังหาร พูดได้ว่าภูติสางกาแตกต่างจากนักฆ่าทั่วๆไปตรงที่นอกจากความสามารถในการต่อสู้ด้วยเคล็ดวิชาที่ลึกล้ำ แปลก พิสดารและไม่เป็นรองใครในปฐพีแล้ว ภูติสางกายังเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการใช้อำนาจมืด มนต์ดำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีอวิชาครอบงำในตัวตน ยิ่งทำให้สางกาเป็นศัตรูที่ยากในการต่อกรของเทียนมากที่สุด และไม่เกรงกลัวผู้ใด ขณะเดียวกันก็ยังเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน และมีความมักใหญ่ใฝ่สูง คือมีความต้องการที่จะยึดครองอำนาจทั้งปวงให้มาอยู่ในกำมือตนเอง

Q.ในการที่จะต้องถ่ายทอดคาแรคเตอร์ ?ภูติสางกา? นอกจากความโดดเด่นในส่วนของแอ็คชั่นแล้ว แอ็คติ้งการแสดงของตัวละครตัวนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน
D. สำหรับองค์บาก3 ความยากง่ายอยู่ตรงที่เราต้องเปลี่ยนทุกอย่าง แม้กระทั่งการเดิน การพูดการจา แววตาน้ำเสียง คือเราต้องทำให้คนดูรู้สึกได้ สัมผัสถึงความอำมหิตชั่วร้ายของตัวภูติสางกา การพูดก็ต้องมีการคอนโทรลน้ำหนักเสียงให้น่ากลัวขึ้น แล้วก็แววตาของสางกา คือพี่จาอยากให้ตัวสางกา เป็นตัวละครที่ลึกลับ ไม่ต้องพูดอะไรเยอะ แต่ที่จะเน้นคือให้ผ่านการสื่อสารและแสดงออกทางแววตา และท่วงท่า การเดิน เน้นความเคลื่อนไหวการเล่นกับสีหน้า ใบหน้า อวัยวะต่างๆตามร่างกายของเราให้มันดูมีพลังมีเสน่ห์ ต้องไปดูในภาพยนตร์ครับ

Q.ในฐานะนักแสดง รู้สึกอย่างไรที่มีโปรเจ็คต์ภาพยนตร์ใหญ่ๆอลังการแบบนี้ที่ปัจจุบันแทบไม่มีใครสร้างแล้ว รวมทั้งการที่ได้มีส่วนร่วมในภาพยนตร์เรื่องนี้

D.สำหรับผมแล้วในภาพยนตร์เรื่ององค์บาก3 เป็นความประทับใจครับ ที่ผมได้กลับมาร่วมงานกับพี่จาอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่สมัยองค์บากภาคแรกแล้วครับที่เราเคยทำงานร่วมกัน

แต่ก่อนเราเป็นแค่สตั๊นท์ครับ แต่พอมาเรื่องนี้คือต้องมาต่อสู้กัน คือทำให้เรามีความภูมิใจ ผมว่านักแสดงแอ็คชั่นทุกคนที่เล่นแอ็คชั่น ผมว่ามีแต่คนอยากร่วมงานกับโทนี่ จา เพราะว่าโทนี่? จา เป็นคนที่เก่งแล้วก็มีฝีมือมาก ถ้าใครได้มาทำงานด้วย ผมว่ามันเป็นอะไรที่เหมือนเราสำเร็จไปอีกก้าวหนึ่ง คือเหมือนแอคทีฟตัวเองขึ้นมาอีกระดับหนึ่งครับ

ถ้าถามว่าความน่าสนใจในภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่ตรงไหน ผมคิดว่ามันคือทุกอย่างๆ ของภาพยนตร์เรื่ององค์บาก 3 ครับ แม้กระทั่งดาราแต่ละคน ผมว่าการรวมเอาดารารุ่นใหญ่ที่มีชื่อเสียงแบบสุด ๆ เอามารวมกันได้ขนาดนี้ แล้วคาแรกเตอร์ของแต่ละตัวละครก็คือไม่ซ้ำกัน? คือจะมีมิติที่น่าติดตามว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นพี่หม่ำเอง ที่แค่โผล่มานิดเดียวก็ทำให้คนทั้งโรงหัวเราะได้ อันนี้คือสุดยอดของนักแสดงครับ ก็มีอาหนิง นิรุตติ์ มีพี่ตั้ว ศรัณยู มีคุณอาชุมพร เทพพิทักษ์ มีน้องจ๊ะจ๋า พริมรตา ผมว่าการที่จะนำบุคคลเหล่านี้ มารวมกันอยู่ในแผ่นฟิล์มเรื่องเดียวกัน เป็นเรื่องที่ยากมากๆแล้วประสบการณ์ทำงานของแต่ละท่าน คือสุดยอดมากๆ สำหรับผม ผมว่ามันคุ้มนะ ที่เราซื้อตั๋วเข้าไปดูหนังเรื่องนี้แล้วได้ไปเจอนักแสดงชั้นนำ แล้วก็มีแอ็คชั่นที่ไม่ต้องพูดถึงเลยโดยโทนี่? จา เขาคือตำนานในเรื่องของแอ็คชั่นระดับแถวหน้าคนหนึ่งของเมืองไทย หรือว่าของโลกก็ได้นะ มันทำให้น่าคิดและน่าติดตามที่ว่า แอ็คชั่นต่อไปในภาพยนตร์เรื่ององค์บาก3 มันจะออกมาในรูปแบบไหน แล้วก็จะมีอะไรให้เป็นไคลแม็กซ์ต่อไป? ว่าสุดๆของแอ็คชั่นคืออะไร นี่แหละครับทุกสิ่งทุกอย่างจะเปิดเผยอยู่ในภาพยนตร์เรื่ององค์บาก3 นี้ครับ

Q.พูดถึงนักแสดงทราบมาว่ากว่าที่แต่ละคนจะปรากฎบนแผ่นฟิล์มได้ต้องทุ่มเทสปิริทกันสุดตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยความเป็นหนังพีเรียดที่ต้องใช้เวลาแต่งตัวกันนานมาก

D. ใช่ครับ ก็คือกว่าจะถ่ายได้แต่ละวันก็คือ เราต้องตื่นกันแบบตั้งแต่ตี3 อะไรอย่างนี้นะครับ อย่างผม ผมตื่นตี3 มาเพื่อจะมาทำเพ้นท์ร่างกายแล้วก็ดูการแต่งตัว นานมากครับ จำได้วันแรกที่ทำประมาณ 6 ชั่วโมง เกือบ 7 ชั่วโมง กว่าจะได้ถ่ายก็เลยไปจนถึงบ่ายโมงครับ ก็คือต้องนอน กว่าจะจับมารวมตัวกันได้นี่แบบยากเย็นแสนเข็ญมากครับ ด้วยความที่หนังองค์บาก3 เป็นภาพยนตร์พีเรียด ทำให้เราต้องมีเรื่องการแต่ง ซึ่งถ้าเลือกได้ ต่อไปขอไม่อยากเล่นหนังพีเรียดแล้วครับ (หัวเราะ) คือมันลำบากทุกอย่าง ไม่ใช่ว่าเฉพาะการแต่งตัวแล้วก็การถ่ายทำยากมาก คิวแอ็คชั่นที่ยาก และต้องแอ็คชั่นในชุดที่ค่อนข้างเป็นอุปสรรคในการเล่น ยังไม่รวมถึง โลเกชั่น หรือช่วงถ่ายทำที่มีมรสุม เจอฝนตลอด ซึ่งทุกอย่างล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญทั้งหมด อย่างการแต่งตัวทำไมต้องใช้เวลานาน ก็คือ ด้วยลุคส์ด้วยดีไซน์ อย่างตัวภูติสางกาเกือบทุกส่วนของร่างกายที่จะต้องมีสิ่งมาเติมแต่งทุกอย่างแม้แต่ฟัน ตา ผม หู แล้วก็บนตามร่างกายของผม ก็จะมีแบบเพ้นท์สักเต็มตัวอะไรอย่างนี้ ทำให้เวลาที่ใช้ถึงต้องมีอย่างต่ำ6-7 ชั่วโมงก่อนถ่ายทำ แล้วไม่ได้มีคนเดียวด้วยครับ ทุกคนเลยไม่ว่าจะเป็นอาหนิงนิรุตติ์ อาชุมพร ขนาดจ๊ะจ๋าเองยังหลายชั่วโมงเลยครับผม

Q.พูดถึงรูปแบบการต่อสู้ของภูติสางกา

D. ในขณะที่เทียนจะมี นาฏยุทธ์? สำหรับภูติสางกาก็จะเป็นวิชาที่เรียกว่า ภูติยุทธ์ เป็นวิชาที่ไร้รูปแบบแล้วก็ไร้ร่องรอย ทำให้คู่ต่อสู้ของภูติสางกายากที่จะคาดเดาความสามารถ และรูปแบบของการต่อสู้จากภูติสางกาได้ ขณะเดียวกันตัวสางกาเองก็ยากที่จะอ่านนิสัยใจคออยู่แล้ว ทำให้ทุกครั้งในการต่อสู้ภูติสางกาก็จะฉวยโอกาสจากข้อได้เปรียบตรงนี้ ทำให้ไม่เคยเพลี้ยงพล้ำหรือพ่ายแพ้ในการต่อสู้แม้แต่ครั้งเดียว ส่งผลให้ภูติสางกามีความเป็นหนึ่งในเรื่องของศาสตร์การต่อสู้ที่เรียกว่า ?ภูติยุทธ์?

Q.จากองค์บากภาค 2 มาจนถึงองค์บากภาค3 พัฒนาการความต่อเนื่อง หรือสิ่งที่คนดูจะได้เห็นจากตัวละครอย่างภูติสางกา

D. ครับ เท้าความไปถึงภาคที่2 นะครับ เราอาจจะได้เห็นการปรากฏตัวของ ภูติสางกาแป๊บเดียว คือแค่ซีนเดียว ยิ่งตอกย้ำความเป็นตัวละครที่ค่อนข้างลึกลับมากยิ่งขึ้น คืออยู่ๆโผล่มาก็สามารถที่จะล้มเทียนได้ในเสี้ยววินาที แต่พอมาถึงองค์บากภาค3 คนดูจะได้เห็นรายละเอียดต่างๆของตัวภูติสางกาเยอะขึ้น มากยิ่งขึ้นทั้งในส่วนของภูติยุทธ์ ตลอดจนรูปแบบของแอ็คชั่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวภูติสางกา ไปจนถึงความเกี่ยวพันของตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นเทียน ,เจ้าพระยาราชเสนา รวมทั้งลักษณะบุคลิกท่าทาง ความต้องการของตัวละครตัวนี้ ความลึกลับ ความแปลกพิสดาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อสู้ระหว่างเทียนกับภูติสางกา ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกเล่าถูกพูดถึงในภาค3 เยอะขึ้น พูดได้ว่าเป็นตัวละครที่ค่อนข้างโดดเด่น และน่าจับตามอง ในภาค3 เมื่อเทียนมีความสามารถทางการต่อสู้ที่สูงขึ้น ทำให้ฝีมือในการต่อสู้ของเทียนและภูติสางกาทัดเทียนกัน แน่นอนว่า องค์บาก 3 ก็จะบู๊กันแบบแหลกราญเลยทีเดียว(หัวเราะ)

Q.พูดได้ว่าในภาค 3 คู่ปรับที่แท้จริงของ เทียน ก็คือ ภูติสางกา

D. ก็คือดูจากภาค2 นะครับ ภูตสางกาอาจจะไม่มีบทบาทอะไร โผล่มาแว้บเดียวจริงๆ ตัวโกงตัวจริงก็คือพระยาราชเสนา ที่รับบทโดยพี่ตั้ว ศรัณยู คือเป็นคนที่โหดร้ายอำมหิต เป็นคนที่คอยบงการสั่งการ แต่พอมาในองค์บากภาค3 เราจะเห็นตัวตนที่แท้จริงของภูติสางกา พูดได้ว่าตัวร้ายที่แท้จริงๆไม่ใช่พระยาราชเสนาแล้ว แต่เป็นภูติสางกาครับ เป็นเดี่ยว ชูพงษ์ครับ แต่พระเอกยังเป็นโทนี่ จาครับ (หัวเราะ) ในภาคนี้ คนดูจะได้เห็นว่าจริงๆแล้วพระยาราชเสนายังเป็นรองสางกาอีกที ยิ่งเมื่อเทียบกับพระยาราชเสนาแล้ว ตัวสางกามีทั้งฝีมือในการต่อสู้ และความโหดร้าย ความทะเยอะทะยานอยาก ที่สามารถกระทำการสิ่งใด ที่ทั้งอำมหิตและชั่วร้ายได้ รวมไปถึงวิชาการต่อสู้ที่เป็นอวิชชา ด้านมืด ส่งผลให้ตัวสางกาไม่คำนึงถึงความถูกต้องชั่วดี และที่สำคัญเราจะได้เห็นธาตุแท้ความต้องการที่แท้จริงของตัวสางกาที่ให้รู้ว่าเป็นอะไรที่มากกว่านักฆ่าธรรมดาทั่วไปทำให้องค์บากภาค3 เราจะได้เห็นความเข้มข้นของทั้งตัวเรื่องราวและการต่อสู้ที่เข้มข้นขึ้น

Q.เมื่อพูดถึงองค์บากก็ต้องนึกถึงแอ็คชั่น ความพิเศษในรูปแบบของแอ็คชั่นที่จะเกิดขึ้นในองค์บาก 3 ของเดี่ยวเองกับตัวละครภูติสางกา เป็นอย่างไร แตกต่างจากภาค 2 อย่างไร

D. ครับ สำหรับรูปแบบแอ็คชั่นของตัวภูติสางกาจะเป็นคล้ายๆกับอีกาก็คือจะเป็นการโฉบ และเน้นที่ความรวดเร็ว ฝีมือการต่อสู้ของอีกา ส่วนมากความยากของมันก็จะอยู่ที่เป็นการโชว์ท่วงท่าของแอ็คชั่นภูติยุทธ์ และอวิชาของสางกา ซึ่งต้องเคลื่อนไหวโฉบเฉี่ยวเหมือนอีกา แล้วก็ต้องต่อสู้บนหลังช้างอีกด้วย

ส่วนคิวบู๊แอ็คชั่นกับพี่จาก็จะหนักกว่าเดิมมากๆ ทำให้ดีไซน์แต่ละการต่อสู้ต้องเน้นแบบสุดๆมากๆ ครับ ก็คือด้วยฝีมือของเทียนและก็สางกาเองที่ฝึกฝนมาจนถึงขีดสุด แอ็คชั่นของภาค3 จะมีเยอะขึ้น และเราจะได้ดูแบบเต็มๆ อย่างในภาค2 เราเห็นทั้งคู่สู้กันไม่ถึง 5 นาทีนะครับ แต่ก็อลังการมากเลยทีเดียวสำหรับการต่อสู้บนหลังช้างแล้วก็ชนะเทียนได้ ทำให้ภาค3 ที่ทุกคนรอคอยเราต้องทำการบ้านเยอะขึ้นครับ เพราะว่าจากที่เราดูกระแสในตอนนั้นมันขึ้นมาขนาดนี้แล้ว ส่งผลให้ทางของแอ็คชั่นมันพุ่งขึ้นไปอีกระดับของอารมณ์ของคนดู เพราะฉะนั้นแอ็คชั่นต่อสู้กับพี่จาในครั้งนี้ที่พี่จาก็ดีไซน์ แล้วกับทีมสตั๊นช่วยกันหลายๆคน รับรองว่ามันส์แน่ๆครับ เพราะได้มีการเตรียมงานกันนานมากๆ พูดได้ว่าอลังการมากๆ เพราะในภาค 2สางกาก็ยังไม่ได้เผยอะไรออกมามากมายนะครับ เทียนต้องสู้กับผู้ร้ายเยอะมาก พอมาเจอสางกาโดน 3-4 ดอก เทียนแพ้? ยิ่งมาในภาค3 เทียนกลับยิ่งเก่งขึ้นไปอีก แล้วยิ่งเมื่อเทียนอยู่ในสภาวะที่โกรธถึงขีดสุด ก็ยิ่งอยากที่จะฆ่าสางกานี้ให้ได้ ทำให้ยิ่งมีความแค้นมากยิ่งขึ้น แต่กลับกลายเป็นทำให้ตัวสางกาก็ยิ่งชั่วร้ายขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้อารมณ์ของแอ็คชั่นมันจะยิ่งเข้มข้นขึ้นไปอีกและที่สำคัญคือคิวแอ็คชั่นของสางกาที่ดีไซน์กันมาจะเน้นที่ความดุดันแล้วก็มีความอำมหิตในตัวทั้งรุนแรง ดิบ เถื่อน ทำให้เชื่อว่าคนดูคงอยากจะรู้ว่าสางกามีวิชาอะไร ทำไมถึงสยบเทียนได้ในไม่กี่กระบวนท่า

Q.การที่จะต้องพรีเซ็นท์รูปแบบของแอ็คชั่นการต่อสู้ที่แปลกตา ส่งผลให้ต้องมีการออกแบบ เตรียมงานและทำเวิร์คช็อพกันอย่างไรบ้าง สำหรับคิวแอ็คชั่นการต่อสู้ที่จะปรากฏขึ้นในแต่ละฉาก

D. สำหรับดีไซน์แอ็คชั่นของภูติสางกา ในองค์บาก3เราทำงานกันนานมากนะครับ โดยส่วนใหญ่ของผมจะถ่ายอยู่ที่สุรินทร์และระยอง อย่างที่สุรินทร์ก็ต้องมาอยู่เป็นเดือนๆ ส่วนที่ระยองเหมือนกันต้องไปอยู่กินฝึกซ้อมเป็นเดือนๆ ซึ่งก็คือต้องฝึกซ้อมแล้วก็ถ่ายเวิร์คช็อปกันตลอด ถึงแม้จะเห็นในหนังแค่ 5 นาที 10 นาทีก็จริง แต่ว่าถ่ายกัน 4 -5 เดือน เพราะว่าแอ็คชั่นเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนมาก แล้วแอ็คชั่นดีไซน์ของเราไม่ใช่เดินมาแบบ วูบๆๆ หรือเตะต่อยแล้วก็จบ แต่ว่ารูปแบบการต่อสู้แอ็คชั่นดีไซน์ของเราจะไม่มีอยู่นิ่ง มีเหาะเหินตีลังกา อยู่ตลอดเวลา และบนหลังช้าง? ยอมรับว่าตัวงานแอ็คชั่นครั้งนี้สุด ๆและหนักมาก ๆครับ

Q.ในการถ่ายทำในส่วนแอ็คชั่น เดี่ยวเองมีร่องรายบาดแผล หรือบาดเจ็บในการถ่ายทำบ้างไหม

D.ส่วนของตัวผมก็จะเป็นข้อเท้านะครับ ตามข้อ ส่วนที่จะเป็นบาดแผลจะไม่มี คือเราจะมีการเซฟตี้กันตลอด แต่ว่าที่มันเจ็บก็คือ เวลาเล่นกับที่สูงๆ เวลากระโดดลงมาทำให้ข้อเท้าแพลงได้ รวมทั้งต้องมีการเคลื่อนไหว การทรงตัวของเท้า เวลากระโดดหรือรับน้ำหนักตัวบ้าง

Q.เล่าเรื่องราวองค์บาก3 ที่คนดูจะได้สัมผัสกัน

D. เรื่องราวขององค์บาก3 ที่จะถูกเล่าและดำเนินต่อจากภาค2 หลังจากที่เทียนถูกครอบงำด้วยความต้องการที่จะแก้แค้นคนที่ฆ่าพ่อแม่อยู่ในจิตใจตลอดเวลา จนแทบจบชีวิตกับด้านมืดที่ฝั่งอยู่ในจิตใจ ทางเดียวคือต้องเอาชนะตัวเอง เพื่อสัมผัสกับด้านสว่าง นั่นคือเป็นผลมาจากการได้มีโอกาสขัดเกลาจิตใจ ฝึกเรียนรู้พลังแห่งสมาธิจากครูบัว ถึงแม้จะแปลกใจว่าครูบัวไม่เคยสอนให้เทียนจับอาวุธเลย เว้นแต่ไม้อันเดียว แต่กลับกลายเป็นว่าการที่ครูบัวสอนให้เทียนได้เรียนรู้การฝึกท่ารำ จะช่วยให้เทียนได้ชะล้างจิตใจกลับไปสู่ด้านสว่างเอาชนะตนเอง แต่กลับต้องพบกับภูติสางกา ซึ่งเป็นตัวแทนของความชั่วร้ายที่ทำให้เทียนต้องกลับมาเผชิญด้านมืดในจิตใจตนเองอีกครั้ง แต่เทียนจะสามารถเอาชนะตนเองและภูติสางกาได้หรือไม่ก็ต้องไปติดตามในภาพยนตร์ ซึ่งนี่คือแก่นแท้ที่เป็นสัจธรรมที่เราพยายามสอดแทรกไปในหนังเรื่ององค์บาก3นี้

Q.สำหรับองค์บาก3 เมื่อเทียบกับองค์บาก2 แล้วมันแตกต่างกันยังไง

D. ก็คือถ้าจะให้เปรียบเทียบกัน ถ้าในส่วนของเรื่องราวจะเป็นเหมือนบทสรุป เป็นตัวคลี่คลายเงื่อนปมทุกอย่างที่ทุกทิ้งไว้ในภาค2 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความแค้น เรื่องนาฎยุทธ์ บทสรุปของเรื่องราว ของตัวละคร ไปจนถึงตำนานองค์พระหน้าบาก ส่วนในเรื่องของแอ็คชั่นในองค์บาก3 ผมว่ามันมีเยอะขึ้น คือพี่จาก็จะเป็นนาฏยุทธ์ คือในการร่ายรำแล้วก็มาผสมผสานในการต่อสู้ ของผมก็จะเป็นในเรื่องของความเร็วคล่องแคล่วในการเล่นแอ็คชั่น โดยมีภูติยุทธ์ที่มีอวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มันทำให้มีความน่าสนใจก็คือจะเป็นการปะทะกันระหว่างความเร็วกับความอ่อนช้อย แล้วก็สวยงามของพี่จากับสางกาครับ

Q.ไม่เพียงรูปแบบของแอ็คชั่นที่เกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ที่น่าสนใจแล้ว วิช่วลของแอ็คชั่นดีไซน์ในความเป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นพีเรียดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมาก ก็เป็นอีกสิ่งที่น่าจับตามองใน องค์บาก3

D. ครับก็คือในภาพยนตร์เรื่ององค์บาก3จะมีฉากแอ็คชั่นดีไซน์ที่ใหญ่ๆ ถือว่าอลังการมากๆ ซึ่งสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องราวและความเป็นพีเรียดด้วยก็คือ วิธีการหรือขั้นตอนในการลงทัณฑ์ของพระยาราชเสนาที่มีต่อพวกกบฎ โดยมีช้างเข้ามาเกี่ยวข้อง ในหนังเราจะเห็นช้างหลายๆเชือกในเขตพระราชวัง แล้วก็มีการนำเอาพวกทาส พวกเชลยศึกยัดเข้าไปในตะกร้อ แล้วก็ลงทัณฑ์ให้ช้างเตะ ผมว่ามันยังไม่เคยเห็นในภาพยนตร์เรื่องไหนทำแบบนี้มาก่อน คิดว่าอาจจะเป็นดีไซน์ฉากแอ็คชั่นที่สืบเนื่องมาจากพี่จาเป็นคน จ.สุรินทร์ คือมันเป็นภาพสัตว์ใหญ่อย่างช้างที่ได้รับการฝึก และมีความสามารถที่จะนำมาเล่นแอ็คชั่นได้ รวมไปถึงฉากแอ็คชั่นที่ร่วมกับคน ร่วมกับพี่จา ไม่ว่าจะเป็นการที่ต้องไปอยู่บนตัวเขา ไปเหยียบงา อะไรทุกอย่าง มันทำให้เราค่อนข้างภูมิใจ เพราะว่าเป็นสิ่งที่หาดูได้ไม่ง่ายนะครับ อย่างเวลาที่ชาวต่างชาติ มาเจอช้างเตะบอล ช้างแสนรู้ในบ้านเรา ก็ทำให้เขาทึ่งมาแล้ว อาจจะเป็นที่มาของดีไซน์ที่พี่จาจับมาใส่ในภาพยนตร์เรื่ององค์บาก3 ครับ รวมทั้งสอดคล้องกับการที่มีการรีเสิร์ชว่า ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ที่มีส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์ การที่เรามีแผ่นดินอยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะช้าง เป็นสัตว์ที่ออกรบร่วมกัน รวมไปถึงรูปแบบและวิธีการลงทัณฑ์ในสมัยก่อน ในประวัติศาสตร์อาจจะมีการลงทัณฑ์ในลักษณะนี้ ก็เลยเป็นที่มาของดีไซน์ที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์

Q.นอกเหนือจากฉากแอ็คชั่นการปะทะกันระหว่างนาฎยุทธ์กับภุติยุทธ์ของจาและเดี่ยวแล้ว อยากให้เดี่ยวยกตัวอย่างฉากแอ็คชั่นที่น่าสนใจของภูติสางกาในองค์บาก3

D. เป็นฉากที่ผมจะต้องฆ่า บรรดาอาจารย์ครูมวยที่เคยสอนศิลปะการต่อสู้ให้กับเทียนตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งซีนนี้เป็นซีนเปิดตัวภูติสางกาในองค์บาก3 ซึ่งจะทำให้คนดูรู้ว่า ภูติสางกาเป็นศัตรูที่ยากในการต่อกรของเทียนขนาดไหน และมีฝีไม้ลายมือรุนแรงอำมหิตอย่างไร ก็คือขนาดครูมวยของเทียน ยังโดนภูติสางกาฆ่าแบบ 6 คน 7 คน ภายในเวลาไม่ถึง 2นาที ในทางของเรื่องราวก็คือภูติสางกามีความเหนือชั้นในการต่อสู้มากๆ เป็นการปูไว้ให้คนดูรู้ว่าเก่งขนาดนี้ แล้วต้องไปเจอกับพี่จาอีกทีจะเป็นอย่างไร สำหรับในซีนนี้จะมีท่าการต่อสู้ที่เป็นท่าตายท่าสังหารที่เกิดขึ้นภายใน 2-3 กระบวนท่าซึ่งก็คือครูมวยแต่ละคนจะโดนแบบรวดเร็วมากครับ ทำให้ตัวละครตัวนี้ดูมีพลัง ลึกลับ น่ากลัว และที่สำคัญคือเก่งมากๆ เป็นซีนเปิดตัวภูติสางกาในองค์บากภาค3ถือว่าเป็นไฮไลท์ก็ว่าได้ครับก็ต้องคอยชมครับ

Q.ท้ายนี้อยากให้เดี่ยวฝากผลงานหนังเรื่อง ?องค์บาก3?

D.ครับผม ก็อยากจะฝากเรื่ององค์บาก3 นะครับ ผมว่า คอแอ็คชั่นไม่ควรพลาดเพราะว่าเรื่องนี้มีครบทุกรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเรื่อง แอ็คชั่นที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนว่า เดี่ยว?? ชูพงษ์ กับ โทนี่? จา มาเจอกันจะเป็นแอ็คชั่นที่น่าติดตามขนาดไหน ในเรื่องของแอ็คชั่นที่นำเอาท่าโขนมาผสมผสานกับแอ็คชั่น เป็นศิลปะการต่อสู้ที่เหมือนจะไม่ต่อสู้แต่เป็นการต่อสู้? ซึ่งพี่จาดีไซน์ได้สุดยอดมากๆแล้วก็สวยงามมากครับ

ในขณะเดียวกันสิ่งที่ทุกคนรอคอยตำนานองค์พระหน้าบากว่าทำไม พระองค์นี้ถึงมีรอยบาก ใครเป็นคนทำให้หน้าบาก ซึ่งพูดได้ว่าในองค์บาก3 พี่จาได้นำจิตเอาวิญญาณความศรัทธาที่มีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรายึดเหนี่ยวมาเป็นหัวใจสำคัญในการถ่ายทอดในหนังเรื่องนี้ด้วย ในขณะเดียวกัน พูดได้ว่าองค์บาก3เรื่องราวที่มันเข้มข้น มันอาจจะแตกต่างจากหนังแอ็คชั่นทั่วไปที่เน้นการต่อสู้อย่างเดียว แต่เรื่องนี้เน้นทั้งเรื่องแอ็คชั่นการต่อสู้และเนื้อหาของเรื่องราวที่ถูกนำมาผสมผสานกันอย่างลงตัวครับ อยากให้ทุกคนรอชมกันเยอะๆครับ เป็นกำลังใจให้หนังไทย สนับสนุนหนังไทย คือ ถ้าเราสนับสนุนของเราเองโดยการไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับแผ่นผีพวกแผ่นก็อปปี้ มันก็จะเป็นสิ่งกระตุ้นและเป็นแรงผลักดันให้กับนักแสดงทุกคน ไม่ว่าจะเป็นหนังแอ็คชั่น หรือหนังทั่วไป ก็จะมีกำลังใจทำงานออกมาให้ทุกคนแบบนี้นานๆ ขอฝากด้วยแล้วกันนะครับ องค์บาก 3 ครับ.