เมื่อ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” สนทนากับสื่อต่างชาติเรื่อง “การเมืองไทย”

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / เมื่อ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” สนทนากับสื่อต่างชาติเรื่อง “การเมืองไทย”

เจ้ย

* เป็นบทสัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้าที่จะได้รับรางวัลของหนัง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ครับ
ไม่ใช่ให้สัมภาษณ์หลังได้รับรางวัล และ ไม่ใช่หลังเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค.

เว็บไซต์ “ฮอลลีวู้ดรีพอร์ทเตอร์” ได้ทำการสัมภาษณ์ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยคนแรก ที่เคยได้รับรางวัลจากสายการประกวดหลักของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส เกี่ยวกับภาพยนตร์ใหม่เรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ของเขา และเผยแพร่ลงใน http://www.hollywoodreporter.com/ อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังร้อนแรงในประเทศไทย (แต่เป็นช่วงเวลาก่อนหน้าเหตุการณ์จะเริ่มระอุคุกรุ่นขึ้นอย่างหนักหน่วง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม เป็นต้นมา) เว็บไซต์ดังกล่าวจึงสนทนากับอภิชาติพงศ์ในเรื่องนี้ด้วย มติชนออนไลน์เห็นว่าเนื้อหาในส่วนนี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง จึงได้แปลและเรียบเรียงมานำเสนอดังต่อไปนี้

(เมื่อหนังส่วนใหญ่ของอภิชาติพงศ์มักเล่า เรื่องราวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาเติบโตขึ้นมา ฮอลลีวู้ดรีพอร์ทเตอร์จึงถามว่า) มีอะไรในเรื่องราวในภาพยนตร์ของคุณ ที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง อันนำไปสู่การปะทะกันบนท้องถนน ซึ่งกำลังเกิดขึ้นที่กรุงเทพในปัจจุบัน?
อภิชาติพงศ์:
ไม่มีสิ่งที่เชื่อมโยงอย่างตรงไปตรงมา สิ่งที่เกิดขึ้น ณ กรุงเทพฯ ในปัจจุบัน คือ “สงครามชนชั้น” ในประเทศไทย เรามีชนชั้นที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนได้ถูกกดขี่ข่มเหงตลอดมาไม่ทางด้านเศรษฐกิจก็ทางด้านสังคม สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เหมือนกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในยุคทศวรรษ 1960 ที่ชาวนาได้ลุกขึ้นมาพยายามเปล่งเสียงของตนเองให้สังคมได้ยิน เพราะพวกเขาถูกละเลยทอดทิ้ง แล้วในที่สุดพวกเขาก็หันไปต่อสู้ด้วยการรับแนวคิดคอมมิวนิสต์มาจากลาวและ เวียดนาม

สิ่งที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯตอนนี้ทำให้คุณตระหนกตกใจหรือไม่?
อภิชาติพงศ์:
ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรของสังคม แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ผม คิดว่านี่เป็นหนึ่งในเหตุการณ์การปะทะกันทางชนชั้นที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่กลุ่มชนชั้นล่างผู้ยากจน ก่อนหน้านี้ การปะทะกันมักเกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับชนชั้นกลาง แต่ปัจจุบัน คู่ขัดแย้งของกองทัพกลายเป็นคนยากจน

ในขณะเดียวกัน ก็มีสงครามรูปแบบอื่นๆ เกิดขึ้นมา เพราะปัจจุบัน ได้เกิดการสื่อสารผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ดังนั้น กลยุทธการต่อสู้รูปแบบใหม่ ๆ จึงถูกนำมาใช้ สิ่งที่แตกต่างอย่างมากจากอดีตก็คือ คุณสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสังคมไทยถูกก่อรูปขึ้นมาโดยสื่อสารมวลชน ได้อย่างไร และสื่อต่าง ๆ กลายเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ก่อนที่อะไร ๆ จะไปไกลกว่านั้น ประชาชนก็เริ่มจะสังเกตว่าเว็บไซต์ที่เขาเข้าดูเป็นประจำได้ปลาสนาการไป

thaksin

ผู้ประท้วงเสื้อแดงที่ยากจนได้เแสวงหาผู้นำ อย่างทักษิณ ชินวัตร บุรุษซึ่งมีฐานะร่ำรวยมหาศาล คุณคิดว่านี่เป็นเรื่องย้อนแย้งกันหรือไม่?
อภิชาติพงศ์:
ผมคิดว่าทักษิณได้กลายสถานะเป็นผู้ ช่วยเหลือหรือผู้ไถ่ชีวิตของคนเหล่านั้น พวกเขาสามารถมีตัวตนขึ้นได้เพราะทักษิณ และต้องพึ่งพาอาศัยทักษิณ ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลไทยรักไทย มีงบประมาณที่หลั่งไหลไปสู่หมู่บ้านต่าง ๆ ในชนบท งบประมาณเหล่านั้นจะโปร่งใสหรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เราต้องคุยกัน แต่อย่างน้อยที่สุด คนยากจนก็มีโอกาสได้เห็นเงินและการพัฒนาในภูมิภาคของพวกเขา นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนเสื้อแดงจึงสนับสนุนทักษิณ

คุณและเพื่อน ๆ ศิลปิน ได้ต่อสู้ท้าทายเรื่องที่รัฐบาลไทยทำการควบคุมเสรีภาพของสื่อบ้างหรือไม่?
อภิชาติพงศ์:
เราทำ เมื่อวันก่อน ผมเพิ่งไปที่กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อประท้วงเกี่ยวกับการมอบงบประมาณสนับสนุนภาพยนตร์ที่ไม่โปร่งใส พวกเรามีความกระตือรือร้นเพิ่มมากขึ้น และผมคิดว่าเราสามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ผมยอมรับว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความอนุรักษ์นิยมเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากมาก ๆ สำหรับการต่อสู้ของพวกเรา

รูปแบบในการมอบงบประมาณสนับสนุนภาพยนตร์ของรัฐบาลไทยเป็นอย่างไรในปัจจุบัน?
อภิชาติพงศ์:
ต้นปีนี้ รัฐบาลได้ประกาศจะจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์เป็นจำนวน 200 ล้านบาท อย่าง ไรก็ตาม เงินจำนวนครึ่งหนึ่งของงบประมาณดังกล่าวกลับถูกนำไปใช้สนับสนุนภาพยนตร์อิง ประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่ง มันค่อนข้างเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนที่จะอธิบาย แต่สำหรับผม การดำเนินการเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก

uncle boonmee
หนังเรื่องล่าสุดของ อภิชาติพงศ์ “ลุงบุญมีระลึกชาติ” รอดูกันว่า จะคว้ารางวัลอะไรได้บ้างจากคานส์
ข่าวว่าเสียงวิจารณ์ชื่นชมดีเชียว

ที่มาข่าวจาก มติชน

ข่าวต้นฉบับ Hollywood Reporter

————————————————–

ขอเพิ่มเติมบทสัมภาษณ์แบบแปลไทย ครบๆทั้งหมด อีกฉบับจาก เฟซบุ๊คของ ไบโอสโคป

่ำัjey
ภาพวาด คุณเจ้ย วาดโดย Chris Morris จาก? Hollywood Reporter

เรียกชื่อเล่นเขาว่า ?โจ? แทนการพยายามออกเสียงชื่อไทยอันยาวเหยียด… อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ก็ยังจะพูดอย่างสุภาพและเปิดเผย -อันเป็นลักษณะสำคัญของชายผู้เป็นจุดศูนย์กลางของการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ในแวดวงศิลปะของประเทศซึ่งมีปัญหาทางการเมือง ล่าสุดจลาจลบนท้องถนนระหว่างเสื้อแดงกับเสื้อเหลืองรุนแรงถึงขั้นคอขาดบาดตาย แต่ผู้กำกับก็เตือนเราอย่างรวดเร็วว่า ?หนังทุกเรื่องของผมนุ่มนวล? แน่นอนว่านั่นรวมถึงหนังเรื่องล่าสุดของเขา ที่เข้าสายประกวดในเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีนี้อย่าง ?ลุงบุญมีระลึกชาติ? ด้วย อภิชาติพงศ์พูดคุยกับ โจนาธาน แลนด์เรธ ผู้สื่อข่าวของ The Hollywood Reporter เกี่ยวกับวัยเด็กในแถบอีสาน การปะทะทางการเมือง และความเชื่อเรื่องผีสางนางไม้ในประเทศไทย

THR: หนังเรื่องใหม่ของคุณเข้าถึงยากมั้ย คนดูต้องใช้จินตนาการเพื่อเข้าใจความเชื่อของคนไทยหรือเปล่า
อภิชาติพงศ์ :
ผมไม่กังวลเรื่องนั้นมากนักเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องสากล ผมเชื่อเสมอว่าไม่มีหนังเรื่องไหนเหมาะกับคนทุกคน ถ้าคุณกังวลเรื่องนั้น คุณก็ไม่ควรทำหนัง

THR: ?ลุงบุญมีระลึกชาติ? เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในแถบอีสานที่คุณโตมา คุณบรรยายสถานที่นั้นในหนังของคุณยังไง
อภิชาติพงศ์ :
อีสานเป็นถิ่นที่แห้งแล้งและกันดาร มันเป็นภูมิภาคที่ทำการเพาะปลูกได้ยากมาก ผู้คนในแถบนั้นเลยค่อนข้างยากจน คนอีสานจำนวนมากอพยพเข้ามาหางานทำในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เราได้รับอิทธิพลทางการเกษตรมาจากลาวและกัมพูชา เพราะงั้นเลยมีความเชื่อเรื่องผีสางรวมทั้งเรื่องเล่าที่ผมได้ยินตั้งแต่เด็กแต่ไม่เคยสำรวจมันจริงๆ จังๆ มาก่อน ในหนังเรื่องนี้ ผมจะพูดถึงภูมิประเทศกับเรื่องเล่าเป็นหลัก

THR: มีอะไรในเรื่องราวในหนังของคุณที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง อันนำไปสู่การปะทะกันบนท้องถนนซึ่งกำลังเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในปัจจุบันหรือไม่
อภิชาติพงศ์ :
ไม่มีสิ่งที่เชื่อมโยงอย่างตรงไปตรงมา สิ่งที่เกิดขึ้น ณ กรุงเทพฯ ในปัจจุบัน คือ “สงครามชนชั้น” ในประเทศไทย เรามีชนชั้นที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนถูกกดขี่ข่มเหงตลอดมาไม่ทางด้านเศรษฐกิจก็ทางด้านสังคม สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เหมือนกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในทศวรรษ 1960 ที่ชาวนาได้ลุกขึ้นมาเปล่งเสียงของตนเองให้สังคมได้ยิน เพราะพวกเขาถูกละเลยทอดทิ้ง แล้วในที่สุดพวกเขาก็หันไปต่อสู้ด้วยการรับแนวคิดคอมมิวนิสต์มาจากลาวและเวียดนาม

THR: พ่อแม่ของคุณรวยหรือว่าจน
อภิชาติพงศ์ :
พวกเขาเป็นชนชั้นกลาง มาจากกรุงเทพฯ ย้ายมาอีสานตั้งแต่ที่นี่ไม่มีอะไรเลย พวกเขามาบุกเบิกภูมิภาคแถบนี้

THR: พวกเขาทำงานอะไร
อภิชาติพงศ์ :
เป็นหมอครับ ตอนนั้น ?หรือแม้แต่ตอนนี้- เมื่อเรียนจบ คุณสามารถเลือกไปทำงานในเมืองของตัวเองได้ ไม่มีใครเลือกทำงานแถวนี้ พวกเขาเลยมาที่นี่และเป็นหมอกลุ่มแรกๆ ที่สร้างโรงพยาบาลในขอนแก่นซึ่งเป็นเมืองที่ผมเกิด

THR: เครื่องมือการแพทย์บางอย่างในห้องของลุงบุญมี ทำให้คุณนึกถึงช่วงเวลาที่พ่อคุณกำลังจะล่วงลับ แถมคุณยังพูดเกี่ยวกับการกลับชาติมาเกิดเยอะมาก พ่อคุณมีส่วนให้คุณทำหนังเรื่องนี้หรือเปล่า
อภิชาติพงศ์ :
จริงๆ ผมก็ยังสงสัย (เกี่ยวกับการกลับชาติมาเกิด) แต่ในระหว่างที่หาข้อมูล เรื่องเหล่านี้โผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของคนที่จำชาติก่อนของตัวเองได้ โดยมีทั้งหลักฐานและพยาน ดังนั้นผมเลยไม่ปฏิเสธเรื่องนี้ ผมคิดว่ามันน่าหลงใหลดีไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม

THR: เวลาเขียน คุณโฟกัสแต่บทอย่างเดียวเลยหรือเปล่า
อภิชาติพงศ์ :
ผมมักเขียนบทและทำสมาธิ วิปัสสนา ซึ่งคือการกำหนดลมหายใจ

THR: มันช่วยในการเขียนบทยังไงเหรอ
อภิชาติพงศ์ :
มันช่วยชีวิตรักผม (หัวเราะ) และช่วยเรื่องการเขียนด้วย มันทำให้ผมเพ่งสมาธิได้ โดยปกติแล้วผมเป็นคนทำอะไรไวโดยไม่ทันคิด แต่การทำสมาธิช่วยให้ผมสงบ เพราะหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ มันช่วยให้ผมมองเห็นว่าผมเกี่ยวพันกับตัวเองและคนอื่นอย่างไร

THR: มีข้อคิดในเรื่องที่คุณเล่าในหนังมั้ย
อภิชาติพงศ์ :
ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคนดูจะได้รับอะไรจากหนัง เพราะปกติแล้วผมไม่ชอบให้มีสารจากงานของผม ผมคิดว่าภาพยนตร์เป็นอะไรที่มากกว่านั้น มันควรเปิดกว้างต่อการตีความหลายๆ รูปแบบ เพราะเราเข้าหามันด้วยพื้นเพที่ต่างกัน โดยเฉพาะกับหนังเรื่องนี้ซึ่งมีทั้งหมด 6 ม้วน แต่ละม้วนถ่ายทำต่างสถานที่และต่างสไตล์กัน กับผม มันคือการพูดคุยเยอะแยะถึงชีวิตไร้สาระที่ดำเนินต่อไป

THR: หนังของคุณมักพูดเรื่องเหนือธรรมชาติและอดีตชาติ คุณใช้สเปเชียลเอฟเฟ็คต์ช่วยในหนังบ้างมั้ย
อภิชาติพงศ์ :
เราพยายามผสมวิดีโอกราฟฟิกกับเอฟเฟ็คต์แบบเก่าๆ แต่ผมไม่คิดว่าคุณสามารถแยกแยะได้ว่าเราใช้คอมพิวเตอร์ทำหรอก เพราะมันเหมือนวิธีที่หนังยุคเก่าๆ ทำมากเลย แบบซ้อนภาพหรือใช้กระจกเพื่อให้เห็นบางอย่างเหมือนผี ในด้านหนึ่งผมใช้เทคนิคเก่าๆ เพราะอยากอุทิศให้ความทรงจำถึงหนังยุคก่อนๆ ที่ผมโตมากับมัน

THR: เกิดอะไรขึ้นในภาพนิ่งของหนัง ?ลุงบุญมีระลึกชาติ? ที่มีผู้หญิงวัยกลางคนนั่งอยู่คนเดียวบนระเบียงบ้าน
อภิชาติพงศ์ :
เธอเป็นภรรยาซึ่งตายไปเมื่อ 14 ปีที่แล้ว แต่มาปรากฏตัวเพื่อคอยดูแลลุงบุญมีตอนที่เขากำลังจะตาย

THR: หนังของคุณพยายามทำให้ความเชื่อเรื่องผีสาง เป็นเรื่องของชาวบ้านหรือเป็นเรื่องเชิงจิตวิญญาณ
อภิชาติพงศ์ :
เพราะผมอยากอุทิศหนังเรื่องนี้ให้แก่หนังไทยยุคเก่า ผมเลยใช้องค์ประกอบ ตัวละคร และสไตล์การจัดแสงเข้ามาช่วย แต่โดยทั่วไปแล้ว เรื่องกลับชาติมาเกิดและความเชื่อเรื่องผีสางอยู่ในสายเลือดของพวกเรา ผมพูดได้ว่าประมาณ 90% ของคนไทยเชื่อในเรื่องเหล่านี้ ถ้าคุณสังเกตการเดินขบวนประท้วงและการปะทะกันในกรุงเทพฯ จะเห็นได้ว่ามีพิธีกรรมหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเหล่านี้ถูกใช้ในการเดินขบวนต่อต้าน

THR: สิ่งที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ ตอนนี้ทำให้คุณตระหนกตกใจหรือไม่
อภิชาติพงศ์ :
ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรของสังคม แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ นี่เป็นหนึ่งใน เหตุการณ์การปะทะกันทางชนชั้นที่ใหญ่ที่สุด โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่กลุ่มชนชั้นล่างผู้ยากจน ก่อนหน้านี้ การปะทะกันมักเกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับชนชั้นกลาง แต่ปัจจุบัน คู่ขัดแย้งของกองทัพกลายเป็นคนยากจน ในขณะเดียวกันก็มีสงครามรูปแบบอื่นๆ เกิดขึ้น เพราะปัจจุบันได้เกิดการสื่อสารผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ดังนั้น กลยุทธการต่อสู้รูปแบบใหม่ๆ จึงถูกนำมาใช้ สิ่งที่แตกต่างอย่างมากจากอดีตก็คือ คุณสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสังคมไทยก่อรูปขึ้นมาโดยสื่อสารมวลชนได้อย่างไร และสื่อต่างๆ กลายเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ก่อนที่อะไรๆ จะไปไกลกว่านั้น ประชาชนก็เริ่มจะสังเกตว่าเว็บไซต์ที่เขาเข้าดูเป็นประจำได้ปลาสนาการไป

THR: คุณและเพื่อนๆ ศิลปินได้ต่อสู้ท้าทายเรื่องที่รัฐบาลไทยทำการควบคุมเสรีภาพของสื่อบ้างหรือไม่
อภิชาติพงศ์ :
เราทำ เมื่อวันก่อน ผมเพิ่งไปที่กระทรวงวัฒนธรรมเพื่อประท้วงเกี่ยวกับการมอบงบประมาณสนับสนุนภาพยนตร์ที่ไม่โปร่งใส พวกเรามีความกระตือรือร้นเพิ่มมากขึ้น และผมคิดว่าเราสามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ อย่างไรก็ตาม ผมยอมรับว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความอนุรักษ์นิยมสูง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากๆ สำหรับการต่อสู้ของพวกเรา

THR: ผู้ประท้วงเสื้อแดงที่ยากจนเแสวงหาผู้นำอย่างทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีฐานะร่ำรวยมหาศาล คุณคิดว่านี่เป็นเรื่องย้อนแย้งกันหรือไม่
อภิชาติพงศ์ :
ผมคิดว่าทักษิณได้กลายสถานะเป็นผู้ช่วยเหลือหรือผู้ไถ่ชีวิตของคนเหล่านั้น พวกเขาสามารถมีตัวตนขึ้นได้เพราะทักษิณ และต้องพึ่งพาอาศัยทักษิณ ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลไทยรักไทย มีงบประมาณที่หลั่งไหลไปสู่หมู่บ้านต่างๆ ในชนบท งบประมาณเหล่านั้นจะโปร่งใสหรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่อย่างน้อยที่สุด คนยากจนก็มีโอกาสได้เห็นเงินและการพัฒนาในภูมิภาคของพวกเขา นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนเสื้อแดงจึงสนับสนุนทักษิณ

THR: รูปแบบในการมอบงบประมาณสนับสนุนภาพยนตร์ของรัฐบาลไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร
อภิชาติพงศ์ :
ต้นปีนี้ รัฐบาลได้ประกาศจะจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์เป็นจำนวน 200 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เงินจำนวนครึ่งหนึ่งของงบประมาณดังกล่าวกลับถูกนำไปใช้สนับสนุนภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เรื่องเดียว มันค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อนที่จะอธิบาย แต่สำหรับผม การดำเนินการเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก

THR: เวลาตัดต่อหนัง คุณนั่งกับมือตัดต่อในสตูดิโอทั้งวันทั้งคืนเลยหรือเปล่า
อภิชาติพงศ์ :
เราทำงานแยกกัน เพราะตอนนี้การตัดต่อหนังบนคอมพิวเตอร์ส่วนตัวเป็นเรื่องง่ายมาก ผมจะตัดหนังในเมืองอื่นขณะที่คนตัดต่ออยู่ในกรุงเทพฯ บางครั้งเราจะเปรียบเทียบเวอร์ชั่นของแต่ละคนกัน บางทีเราก็แยกหนังออกเป็นส่วนๆ ผมจะบอกเขาว่าอยากได้อะไรพร้อมทั้งส่งตัวอย่างสิ่งที่ผมอยากได้ให้เขาดูควบคู่ไปด้วย

THR: ?ลุงบุญมีระลึกชาติ? จะฉายในเมืองไทยเมื่อไหร่
อภิชาติพงศ์ :
ผมไม่รู้เหมือนกัน มันค่อนข้างยุ่งยากที่จะหาโรงหนัง ทุกครั้งที่จะฉายหนัง ผมจะเสียเงินไปกับค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์เยอะเสียจนผมไม่แน่ใจว่ามันคุ้มกันหรือเปล่า ถึงแม้ว่าผมจะอยากฉายมันมากๆ ก็ตาม

THR: ชื่อบริษัทของคุณ Kick the Machine Films มาจากไหน
อภิชาติพงศ์ :
ผมกับเพื่อนเคยมีแกลเลอรี่เล็กๆ เมื่อสิบกว่าปีก่อน เรามีการจัดตารางฉายหนังกันด้วย ชื่อนี้มาจากคำว่า ?kick the projector? ที่หมายถึงเปิดเครื่องโปรเจ็กเตอร์น่ะ แต่มันค่อนข้างไม่เสถียรและทำเองแบบบ้านๆ

THR: คุณทำอะไรบ้างสมัยที่เรียนอยู่ที่ Chicago Art Institute และคุณไปที่นั่นเมื่อไหร่
อภิชาติพงศ์ :
ผมอยู่ที่นั่นตั้งแต่ปี 1994-1997 การเรียนทำให้ผมได้รู้จักหนังหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะหนังทดลอง ในโรงเรียน พวกเขาค่อนข้างเน้นหนังทดลองของอเมริกาอย่างหนังของ มายา ดาเรน ผมเลยอินกับหนังเหล่านี้มาก ความประทับใจที่ผมมีต่ออเมริกาก็มาจากหนังเหล่านี้ล่ะ แต่นอกจากนี้ผมก็ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับส่วนอื่นๆ ของประเทศเลย

THR: ผมแทบนึกไม่ออกเลยว่าจะมีที่ไหนต่างกันได้มากเท่าอีสานกับชิคาโก การอยู่ที่ชิคาโกลำบากมากมั้ย
อภิชาติพงศ์ :
ในช่วงแรกก็ใช่เพราะผมต้องฝึกภาษาอังกฤษค่อนข้างเยอะ และเรียนรู้เกี่ยวกับระบบอาวุโสในที่ที่คุณรู้สึกได้ถึงความเท่าเทียมกัน พูดตรงๆ ผมรู้สึกถึงการเหยียดเชื้อชาติเหมือนกันนะ ในฐานะที่เป็นคนเอเชีย

THR: มีชุมชนคนไทยในชิคาโกมั้ย
อภิชาติพงศ์ :
มี แต่ผมไม่ได้สนิทกับพวกเขาเท่าไหร่ เพราะโรงเรียนผมอยู่ในเมืองซึ่งนักเรียนไทยน้อยมาก เพราะงั้นผมเลยมีเพื่อนที่ไม่ใช่คนไทยซะเป็นส่วนใหญ่

THR: คุณมีครอบครัวหรือคนรักที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคุณมั้ย
อภิชาติพงศ์ :
คุณหมายความว่าไง หมายถึงว่าผมแต่งงานแล้วหรือยังน่ะเหรอ ผมมีคนรัก เขาเป็นนักศึกษา (หัวเราะ) เป็นศิลปิน และเป็นช่างภาพ

THR: รสนิยมทางเพศมีผลต่อวิธีทำหนังของคุณมั้ย คุณมองว่าตัวเองเป็น a gay filmmaker หรือเปล่า
อภิชาติพงศ์ :
ผมไม่คิดยังงั้นนะ หนังบางเรื่องที่ผมทำพูดถึงประเด็นนี้บ้าง แต่อย่างหนังเรื่องใหม่นี้ไม่เลย ผมไม่คิดว่ามันเป็นประเด็นสำคัญอะไร

ที่มาจาก เฟซบุ๊ค ไบโอสโคป