5 นักวิจารณ์ต่างชาติ คิดอย่างไรกับหนัง “ลุงบุญมีระลึกชาติ”

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / 5 นักวิจารณ์ต่างชาติ คิดอย่างไรกับหนัง “ลุงบุญมีระลึกชาติ”

เพิ่งคว้ารางวัลสูงสุด “ปาล์มทองคำ” จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส มาสดๆร้อนๆ สำหรับภาพยนตร์ “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ซึ่งรางวัลนี้ นับว่าเป็นความภาคภูมิใจอีกหนึ่งรางวัลของคนไทย ในช่วงสถานการณ์บ้านเมืองกำลังจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง เรามาดูกันดีกว่า ว่านักวิจารณ์ต่างชาติพูดถึงหนังเรื่องนี้ ไว้อย่างไร

บทวิจารณ์์ “ลุกบุญมีระลึกชาติ”

ผู้กำกับไทย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล โด่งดังจากการกำกับหนังที่ดูเหมือนภาพปริศนา และผนวกบทกวีเข้ากับการออกแบบทางภาพยนตร์ที่ชวนสนเทห์ ทว่าขณะที่หนังเรื่องก่อนๆ ของเขามุ่งเน้นการเป็นแบบทดสอบทางปัญญามากกว่าพยายามสร้างสรรค์อะไร หนังเรื่องล่าสุดของเขากลับใช้วิธีการเดียวกันพูดถึงสิ่งที่เป็นแฟนตาซีอันแสนสดใส

เรื่องเริ่มด้วยภาพวัว สัตว์ตัวแรกในอีกหลายๆ ตัวที่มีมิติด้านตำนาน การเดินทางกว่าสองชั่วโมงนี้มีทั้งผีที่มาเกิดใหม่เป็นลิงยักษ์ ปลาดุกที่มาทำออรัลเซ็กซ์ให้ผู้หญิงในป่า ฉากเหล่านี้เป็นความเพลิดเพลินแสนประหลาดแต่ก็จำลองให้เห็นความแปลกที่มีทั้งความเป็นกวีและความขบขัน กลายเป็นประสบการณ์ที่แหลมคม

ตัวละครหลักของหนังคือชายวัยกลางคนที่อาศัยในป่าและกำลังจะตายจากความเจ็บป่วย เย็นวันหนึ่งระหว่างที่หลานมาเยี่ยม บุญมีก็ได้เจอผีของเมียที่ตายจากไปนานแล้ว กับผีลูกชายที่หายสาบสูญไปในคราบของลิง พวกเขาคุยกันถึงความรู้สึกแปลกแยกหลังจากตาย แทรกด้วยการพูดถึงการมีชีวิตอยู่ แต่อภิชาติพงศ์ก็ไม่ได้ทำให้ฉากนั้นจริงจังไปกว่าที่คนทั่วไปคิดกัน จากนั้นก็มีคนเป็นคนหนึ่งมาร่วมโต๊ะอาหารแล้วพูดว่า “ฉันรู้สึกเหมือนเป็นคนแปลกหน้าคนเดียวที่นี่”

เสน่ห์ของ ‘ลุงบุญมีฯ’ คือ มันทำให้คนดูรู้สึกเหมือนคนแปลกหน้าไปด้วย เหมือนหนังเรื่องอื่นๆ ของอภิชาติพงศ์นั่นล่ะ ภาพของหนังเป็นสีเขียวชอุ่มส่วนบริบทนั้นยากจะหาคำอธิบาย แต่ก็คล้ายกับ ‘แสงศตวรรษ’ ที่ใช้ความยาวสองชั่วโมงเพื่อให้ได้ประเด็นที่ต้องการ เวลาคือสิ่งมีค่าที่สุด ‘ลุงบุญมีฯ’ ฉายให้เห็นภาพสุดวิเศษและความสร้างสรรค์ตั้งแต่ฉากแรก อภิชาติพงศ์นำเอานิทานพื้นบ้านผสมเข้ากับความทรงจำและความตายด้วยท่าทีขี้เล่น ทำให้หนังทั้งเข้าถึงง่ายและก็ลึกลับในเวลาเดียวกัน ด้วยแรงผลักดันที่มาจากโลกอื่นพอๆ กับพล็อตของเขา อภิชาติพงศ์ได้เปลี่ยนการเล่าที่วุ่นวายให้เป็นความเปรียบอันยิ่งใหญ่.

จาก IndieWIRE – แปลไทย
………………………………………………………….

บทวิจารณ์ลุงบุญมีระลึกชาติ จากวาไรตี้ – แปลไทย
โดย จัสติน ชาง

ความเชื่อเรื่องวิญญาณ การปรากฏตัวของผี วิญญาณออกจากร่าง และเซ็กซ์กับปลาดุก นี่คือบางส่วนในหนังสุดเพี้ยนแต่งดงามเรื่องนี้ นี่เป็นงานที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าชิ้นก่อนๆ ด้วยลักษณะกึ่งฝัน โครงสร้างของหนังเป็นเรื่องสั้นๆ หลายๆ อันต่อกัน ซึ่งทำให้ไม่สามารถตีความแบบฟันธงได้ หนังที่ลึกลับและเป็นปริศนาเรื่องนี้ดูท่าจะไม่ได้นำเทรนด์ให้หนังไทยกระแสหลักทำตามสักเท่าไหร่ แต่นักวิจารณ์ คนรักหนัง และคนคัดเลือกหนังฉายตามเทศกาลจะปลาบปลื้มกับหนังเรื่องนี้มาก รวมทั้งคนดูหนังที่รักการผจญภัยมากพอจะเข้ามาดูหนังที่มีจังหวะแบบชาวพุทธ เรื่องเล่าแบบนิทานปรัมปรา และภาพที่ทำให้คนดูตกอยู่ในมนต์สะกดจิต อันเป็นชีวิตหน้าของลุงบุญมี

ตัวหนังใช้โครงเรื่องหลวมๆ ที่ดึงมาจากหนังสือรวมเรื่องเล่าเขียนโดยเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งที่บ้านเกิดอภิชาติพงศ์ในขอนแก่น ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำของหนังด้วย ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’ ยังเป็นหนังยาวที่ทำขึ้นคู่กับหนังสั้นยาว 17 นาทีเรื่อง ‘จดหมายถึงลุงบุญมี’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Primitive งานศิลปะจัดวางปี 2009 ของเขาอีกด้วย

ชื่อหนังที่ยาวยืดนี้บ่งบอกถึงความจงใจของคนทำที่จะให้หนังวกวนคดเคี้ยว และยังแสดงความมุ่งมั่นที่จะสำรวจธีมเกี่ยวกับวิญญาณและการเกิดใหม่ ซึ่งเชิญชวนอย่างน่าประหลาดและมีความมหัศจรรย์มากๆ ด้วย เนื่องจากในหนัง ลุงบุญมีสามารถรับมือกับสัตว์พูดได้และผู้มาเยือนจากโลกอื่นอย่างอิสระโดยไม่รู้สึกว่าต้องหาเหตุผลมารองรับการมีอยู่ของสิ่งเหล่านี้

หลังจากเปิดฉากอารัมภบทอย่างนุ่มนวลด้วยภาพควายวิ่งข้ามท้องนา เราก็ได้พบลุงบุญมี (คนทำหลังคากับการแสดงครั้งแรกในชีวิต) ผู้ต้องฟอกไตหลังไตวาย และ เจน น้องสะใภ้ที่คอยดูแลเขา (นักแสดงขาประจำของอภิชาติพงศ์ – อ่านบทสัมภาษณ์ของเธอได้ใน BIOSCOPE เล่มล่าสุดจ้า… แอบขายของซะเลย)

เมื่อบุญมีกำลังจะตาย ระเบียงบ้านเขาเลยกลายเป็นสถานที่พบปะของวิญญาณจากอดีต เริ่มตั้งแต่วิญญาณของเมียรัก จากนั้นก็ลูกชายที่หายสาบสูญซึ่งตอนนี้กลายเป็นลิงผี (ในความมืดเขามีตาสีแดงส่องประกาย ส่วนในความสว่างเขาดูคล้ายเจ้าบิ๊กฟุต -Bigfoot) วิญญาณเหล่านี้มาหาบุญมีราวกับจะนำทางเขาไปสู่โลกใหม่ ถึงจุดจุดหนึ่งหนังดูเหมือนจะเป็นการสำรวจตรวจตราอดีตชาติทั้งหลายของเขาเอง

หนังสองเรื่องก่อนของอภิชาติพงศ์อย่าง ‘สัตว์ประหลาด’ และ ‘แสงศตวรรษ’ มักแบ่งออกเป็นสองส่วนโดยให้ครึ่งหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์อีกครึ่ง แต่ ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’ เริ่มจากรูปแบบนั้นแล้วเริ่มกระโดดไปมาโดยไม่มีคำอธิบาย ผลที่ออกมาก็คือนิยามของภาพยนตร์ที่คนดูต้องสัมผัสเอง ไม่ใช่ได้รับการอธิบาย พร้อมๆ กันนี้ก็รู้สึกได้ว่าอภิชาติพงศ์ไม่ได้จงใจให้หนังยากอย่างไม่มีเหตุผลหรือเพื่อแอบซ่อนความลึกลับแต่อย่างใด

ในฉากหนึ่งเราจะพบเจ้าหญิงแสนสวยนั่งในแคร่ที่ส่องประกายแวววับมุ่งหน้าไปยังน้ำตก ที่ซึ่งเธอได้พบและพูดคุยกับปลาดุกเจ้าเสน่ห์ ก่อนจะนำไปสู่ฉากที่จะมีคนพูดถึงมากที่สุดอย่างแน่นอน แต่มันก็ดูไม่น่าช็อคแต่อย่างใด นอกนั้นก็มีภาพนิ่งของชายหนุ่มในกองทัพที่ดูอ่อนล้า ซึ่งชวนให้คิดถึงการเกณฑ์ทหารในประเทศไทยและมรดกตกทอดของความรุนแรงจากสงคราม.

ที่มา:http://www.facebook.com/notes/bioscope-magazine/bth-wicarn-lung-buy-mi-raluk-chati-cak-wa-ri-ti/
409455064192

……………………………………………………………………..

อภิชาติพงศ์ร่ายเวทมนต์ใส่คานส์ช่วงท้ายด้วย ?ลุงบุญมี?

โดย จอน ฟรอส์ช / 22 พ.ค. 53

?ลุงบุญมีระลึกชาติ? -หนังไทยอันเชื่องช้า แปลกประหลาด อันประกอบด้วย ชายแก่ใกล้ตาย, ลูกชายที่เป็นกอริลล่า, วิญญาณของเมีย, เจ้าหญิงและปลาที่มาพร้อมพลัง ผิดธรรมดา- จะสามารถเป็นม้ามืดคว้ารางวัลที่คานส์ปีนี้ได้หรือไม่?

ขณะที่คานส์ใกล้มาถึงจุดสิ้นสุด ในห้องแถลงข่าวที่แน่นขนัด, ที่นั่งข้างนอกร้านกาแฟ, หรือกระทั่งคิวรอเข้าห้องน้ำ ผู้คนต่างเก็งกันถึงรางวัลปาล์มทองคำ: หนังที่มากับนักแสดงหมู่คณะอย่าง Another Year ของ ไมค์ ลีห์, Of Gods and Men หนังดราม่าอิงประวัติศาสตร์ของ ซาเวียร์ โบวัวส์, Poetry หนังที่เน้นการศึกษาตัวละครของ ลีชางดอง เหล่านี้เป็นชื่อหนังที่นักวิจารณ์ต่างพูดถึง

แต่ม้ามืดก็ปรากฏตัวขึ้นในช่วงท้ายของการประกวดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หนังไทยเรื่อง ?ลุงบุญมีระลึกชาติ? ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้เป็นที่รู้จักจากชื่อที่เรียกยาก และหนังน่าฉงนของเขา นอกจากชื่อเรื่องที่ชวนให้เรายิ้มแล้ว ผลงานใหม่ของอภิชาติพงศ์คล้ายกับหนังประกวดคานส์เรื่องที่แล้วของเขาอย่าง ?สัตว์ประหลาด!? (ซึ่งได้รางวัล Jury Prize ในปี 2004) มันเป็นผลงานแห่งจินตนาการที่กระตุ้นเร้าความรู้สึกและอารมณ์ขันแบบเย้าแหย่

?ลุงบุญมี? ผสมผสานการใคร่ครวญเรื่องความรัก, การสูญเสีย, เรื่องจิตวิญญาณที่มาพร้อมสิ่งเหนือธรรมชาติเข้ากับสไตล์หนังสยองขวัญไซไฟแบบ เดวิด ลินช์ อย่างเบาบางและทีเล่นทีจริง เนื้อเรื่องของหนังว่าด้วยลุงบุญมี ชายแก่ที่โรคตับล้มเหลวทำให้เขาต้องไปอยู่กระท่อมในชนบท เขาถูกรายล้อมด้วยญาติสนิทไม่กี่คน และผู้ดูแลชาวลาว ลุงบุญมีได้รับการมาเยือนจากผีของเมียที่ตายไปแล้ว และลูกชายที่กลับมาเกิดใหม่ในรูปของลิงยักษ์ตาแดงก่ำ นี่คือจักรวาลเฉพาะตัวของอภชาติพงศ์ การปรากฏของผีสางถูกอธิบายเพียงน้อยยิด และพวกมันกลมกลืนกับตัวละครอื่นได้อย่างรวดเร็ว

หนังที่เหลือติดตามการเดินทางของตัวละครไปยังถ้ำที่ลุงบุญมีเกิดในชาติแรกและหวังที่จะตายในชาตินี้ เขารู้สึกได้ว่าตัวเองเหลือเวลาไม่มากแล้ว ระหว่างการเดินทาง ผู้กำกับได้แวะเล่าถึงเรื่องประหลาดและงดงามของเจ้าหญิงกับปลาที่มีพลังพิสดาร ด้วยการดำเนินเรื่องที่ช้า, ความแปลกแปร่ง และเรื่องราวที่สับเปลี่ยนไปมา ทำให้หนังไม่เหมาะควรกับการตีความอย่างง่ายดาย

แต่ ?ลุงบุญมี? ไม่เหมือนกับหนังเรื่อง Film Socialisme ของ ฌ็อง-ลุค โกดาด์ อภิชาติพงศ์เชิญชวนเราไปสู่ทัศนวิสัยที่ถูกประกอบสร้างอย่างน่าดึงดูดใจ; ผีสางล่องลอยมาให้เห็นจากมุมของจอภาพ, ภาพเงาของสิ่งมีชีวิตที่หลบซ่อนตัวซึ่งสามารถเห็นได้ในความมืด, ป่าอันร้อนชื้น, มนุษย์และสัตว์หลายชนิด ที่พูดคุยอย่างหน้าตาเฉยผ่านบทสนทนาขบขันแกมเหน็บแนม และการสัมผัสทางกายภาพ

?ลุงบุญมี? ถือเป็นหนังที่ท้าทาย แต่ก็กล่อมคุณด้วยเวทมนต์และให้รางวัลเป็นมโนภาพอันน่าจดจำ การหลอมรวมกันอันไม่ธรรมดาระหว่างบทกวีและพลังงานลึกลับ ที่ทั้งคุกคามและหล่อเลี้ยง (ผู้ชม) น่าเข้ากันได้ดีกับรสนิยมของประธานกรรมการอย่าง ทิม เบอร์ตัน.

ที่มา: http://www.france24.com/en/20100521-thailand-weerasethakul-festival-cannes-uncle-boonmee
……………………………………………………………..

บทวิจารณ์ลุงบุญมีฯ ของ โรเจอร์ อีเบิร์ต แห่ง Chicago Sun-Times – แปลไทย
21 พ.ค. 2553

หนังที่แปลกตา (exotic) ชวนฝัน และลึกลับจากประเทศไทย ‘ลุงบุญมีระลึกชาติ’ โดยผู้กำกับ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้ร่ำเรียนมาจาก Art Insitute of Chicago นี่เป็นหนังที่มีทั้งผี การกลับชาติมาเกิดที่บอกเล่าอย่างชัดเจนและมองเห็นได้ แต่ไม่ใช่หนังผีไม่ว่าจะมองในมุมไหนก็ตาม ทว่าเป็นการสำรวจการมีอยู่หลายๆ ระดับมากกว่า ลุงบุญมีเป็นคนป่วยที่กำลังจะตายเพราะไตล้มเหลว เขาได้รับการรักษาในบ้านป่าโดยสมาชิกในครอบครัวและพยาบาลชายคนหนึ่งที่เป็นแรงงานเถื่อนจากลาว แต่ในที่แห่งนี้ พรมแดนระหว่างชาติไม่ได้มีความหมายใดๆ

ระหว่างกินข้าวเย็นวันหนึ่ง ภรรยาของบุญมีที่ตายไปแล้วมาร่วมโต๊ะด้วย จากนั้นลูกชายเขาซึ่งหน้าตาเหมือนตัวละครจาก Planet of the Apes ก็ตามมา การปรากฏตัวของภรรยาเป็นหนึ่งในการฉายภาพวิญญาณที่น่าเชื่อที่สุดเท่าที่ผมได้ดูมา ส่วนลูกชายนั้นน่าเชื่อถือน้อยที่สุด รวมทั้งตาแดงโพลงนั่นด้วย

ที่หน้าถ้ำขนาดใหญ่มีการตัดสลับฉากอันน่ามหัศจรรย์ค่อนข้างยาว ที่มีทั้งประกายไฟวูบวาบ ปลาตาบอด บุญมีสรุปว่านี่เป็นมดลูกที่พาเขามาสู่โลกใบนี้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในร่างมนุษย์ เรื่องทั้งหมดถูกเล่าด้วยภาพที่นุ่มนวลและสงบ มันไม่ใช่หนังที่ผมจะมีปฏิกิริยาอย่างแรงกล้าด้วย แต่ผมก็เข้าใจว่าอภิชาติพงศ์ตั้งใจจะทำอะไร และผมก็เคารพมัน บาร์บารา ชารร์ส ยกย่องหนังเรื่องนี้ในบล็อกของเธอ และ จิม โฮเบอร์แมน จาก Village Voice ก็คิดว่ามันน่าจะได้รางวัล.

ที่มา: http://blogs.suntimes.com/ebert/2010/05/cannes_8_of_lies_and_ghosts_an.html


…………………………………………………………….

บทวิจารณ์ ลุงบุญมีระลึกชาติ จาก Screen Daily
โดย มาร์ค อดัมส์ / 21 พ.ค. 53

หนังที่ตั้งชื่อได้สวยงามว่า Uncle Boonmee Who Can Recall His Past Lives เป็นหนังที่น่าหลงใหลอย่างยิ่ง… ด้วยเนื้อเรื่องง่ายๆ แต่ซับซ้อนทางโครงสร้างและสารที่แฝงไว้ โดยหนังน่าจะเป็นที่โปรดปรานในกลุ่มแฟนหนังของอภิชาติพงศ์

สำหรับคนดูที่ไม่คุ้นเคยกับของเขามาก่อนอย่าง สัตว์ประหลาด (2004) หรือ แสงศตวรรษ (2006) อาจมีข้อกำจัดในการเข้าถึงตัวหนังอยู่บ้าง ถึงกระนั้นหนังน่าจะไปได้สวยในเทศกาลหนัง และการจัดจำหน่ายในรูปหนังอาร์ตเฮ้าส์สำหรับผู้ซื้อที่สนใจตลาดเฉพาะกลุ่ม หรือผู้ที่เคยซื้อขายหนังของเขามาก่อน

หนังเป็นการประกอบกันที่ลงตัวของการการจัดภาพที่สวยงามราวภาพวาด และการพัฒนาเรื่องอันหลักแหลม นอกจากนั้นอภิชาติพงศ์ยังไม่เกรงกลัวที่จะใส่อารมณ์ขันแบบเหนือจริง -ที่ให้ทำคนฮาแตกอยู่บ่อยครั้ง- ซึ่งมีส่วนช่วยขับเคลื่อนตัวหนัง

ลุงบุญมี (Thanapat Salsaymar) ผู้เจ็บป่วยจากโรคตับร้ายแรงตัดสินใจที่ใช้เวลาที่เหลืออยู่ในชนบทกับคนรอบข้างที่เขารัก แต่แล้วลุงบุญมีก็ต้องประหลาดใจ เมื่อเมียที่ตายไปแล้ว (Natthakarn Aphaiwonk) กลับหา แล้วยังมีลูกชายผู้หายไปนานที่กลับมาในรูปของสัตว์มีขนขนาดเท่าตัวคนที่มีตาสีแดงดั่งเปลวไฟ

ลุงบุญมีได้ระลึกถึงชาติปางก่อนจากการนั่งสมาธิหาสาเหตุของโรค และในช่วงท้ายของหนัง เขาเดินทางเข้าป่าพร้อมกับครอบครัวเพื่อไปยังถ้ำลึกลับบนภูเขา ซึ่งเป็นสถานที่เกิดในชาติแรก และจะเป็นที่ตายในชาติปัจจุบัน

อภิชาติพงศ์ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ลุงบุญมีเคยเป็นใครหรืออะไรในชาติก่อนหน้า -อาจจะเป็นควายที่วิ่งหลุดออกจากฟาร์มในช่วงต้นเรื่อง, ปลาดุกที่เล่นเสียว กับเจ้าหญิงหน้าตาเสียโฉมในช่วงกลางเรื่อง หรือกระทั่งแมลงวันที่ถูกตบด้วยเครื่องปัด- แต่เขาปล่อยให้จินตนาการของผู้ชมเป็นตัวตัดสิน

หนังถ่ายทำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ป่าที่เขียวชะอุ่มอันเป็นฉากหลังของเรื่องถือเป็นตัวละครหนึ่งเทียบเท่ากับเหล่านักแสดง หนังส่วนที่เล่าถึงเจ้าหญิงหน้าประหลาดนั้นถ่ายใต้น้ำตกที่สวยงาม เป็นฉากที่เธอพูดคุยกับปลาดุกและพรายน้ำ ซึ่งเป็นการอ้างอิงถึงหนังไทยคลาสสิก

เช่นเดียวกับฉากลุงบุญมีเดินป่าเข้าถ้ำในท้ายเรื่องที่มีความสวยงามทางด้านภาพและอารมณ์ที่จับใจไปพร้อมกัน จากดาราสมัครเล่นอย่าง Thanapat Salsaymar ที่แสดงแต่น้อยและดูถ่อมตน ความเรียบง่ายและจริงใจของเขาไปกันได้ดีกับองค์ประกอบแบบเหนือจริงของหนัง

สิ่งที่น่าจดจำที่สุดของหนังคือผีลิง-ลูกชายที่หายไปของลุงบุญมีที่อยู่ๆ ก็โผล่ออกมาจากป่า ซึ่งเป็นการอ้างอิงอย่างมีเสน่ห์ถึงหนังสยองขวัญยุคเก่า ตัวละครนี้เป็นเพียงนักแสดงในชุดกอริลล่าราคาถูก แต่ดวงตาแดงเพลิงของมันก็ช่วยทำให้เราลืมชุดอันน่าขัน เป็นอีกครั้งที่อภิชาติพงศ์เล่นสนุก ด้วยการมอบโอกาสให้คนดูหัวเราะ

?ลุงบุญมีระลึกชาติ? เป็นหนังที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นศิลปะ มีความน่าดึดดูดใจทางภาพและความบันเทิงเปี่ยมเสน่ห์ แน่นอนว่ามันไม่ใช่หนังสำหรับทุกคน แต่มันจะเป็นหนังที่อยู่กับผู้ชมเมื่อเขาได้ชมมันสักครั้งหนึ่ง

ที่มา:http://www.screendaily.com/reviews/latest-reviews/uncle-boonmee-who-can-recall-his-past-lives/
5014254.article

ขอบคุณงานแปลจาก:ไบโอสโคป
……………………………………………………………………