มรสุมชีวิตกับจิตวิญญาณของ “จา พนม”

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / มรสุมชีวิตกับจิตวิญญาณของ “จา พนม”

ชื่อเสียงโด่งดังได้ เพราะเป็นนักบู๊มือหนึ่งของเมืองไทย อีกทั้งต่างประเทศรู้จัก “จา” พนม ยีรัมย์ ในฐานะพระเอกนักบู๊ นามว่า โทนี่ จา และนี่คือจุดพลิกผัน ที่ทั้งสร้างชื่อเสียงและเงินทองให้แก่จา ทว่าแทบไม่น่าเชื่อ ว่าความโด่งดังที่เคยสะสมมา กลับต้องมีรอยด่าง เมื่อเขากลายเป็นข่าวครึกโครมขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์ ทั้งข่าวหายตัว เพี้ยน รวมไปถึงคดีความผิดสัญญากู้ยืมเงิน 1 ล้านบาท กับสาวเกาหลี และวันนี้จาได้ผ่านมรสุมชีวิตเหล่านั้นมาได้แล้ว เขากลับมาพร้อมๆ กับผลงานในวงการอีกครั้งกับภาพยนตร์เรื่อง “องค์บาก 3” ที่นอกเหนือจากเป็นนักแสดงนำแล้ว เขายังได้สวมหมวกอีกใบ คือการนั่งแท่นเป็นผู้กำกับการแสดง ว่าแล้วมาเปิดใจพระเอกนักบู๊คนนี้กันเลย…

องค์บาก 3 มีความแตกต่างจากองค์บาก 2 อย่างไร?
“องค์บาก 2 โชว์นาฏศิลป์โขน ต่อสู้ ด้วยความแค้น อยู่ในภาคของความมืด โทนภาพ การแต่งตัวจะเน้นดำ แต่ในภาค 3 เป็นภาคที่จะลบรอยบาป ไปเริ่มต้นใหม่ เหมือนเป็นการลบรอยแค้น ฟื้นฟูจิตใจใหม่ ส่วนความบู๊ของภาค 3 จะแตกต่างจากภาค 2 เยอะ เพราะในภาค 2 จะเป็นการรวบรวมศิลปะการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นมวยไทย จีน ซามูไร มารวมตัวอยู่ในตัวคนเดียว ส่วนภาค 3 จะเป็นนาฏยุทธล้วนๆ โดยเฉพาะฉากใหญ่ที่ต้องใช้นาฏยุทธ ที่มาจากโขน ทั้งท่ายักษ์ พระ ลิง ต่อสู้กันบนหลังช้าง ตัวประกอบสตั๊นท์แมนประมาณ 200 คน ฉากนี้ยากคือการเล่นกับช้างเป็นโขลง 20 เชือก แล้วช้างเป็นช้างนา แล้วเราต้องต่อสู้ เหมือนฉากตะลุมบอน ผมต้องโหนงาช้าง แล้วถูกช้างเหวี่ยง 360 องศา โดยไม่ใช่สแตนด์อินด้วย ก็มีพลาด คือจังหวะที่เราโดนเหวี่ยง 360 องศา ไปอัดกับช้างอีกตัวหนึ่ง แล้วเราก็ร่วงลงมา แต่ก็ต้องเอาใหม่”

ได้รับบาดเจ็บถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาลบ้างไหม?
“มีหยุดพัก พักไป 2 วัน ผมเคยน็อกไปตั้งแต่ถ่ายองค์บาก 2 แล้ว น็อกไป 3 วินาที ไม่รู้ว่าผมฟื้นตั้งแต่เมื่อไหร่”

เรื่องนี้ต้องการสื่ออะไรให้แก่คนดู?

“นอกจากเรื่องบู๊ ให้เห็นว่าฉากต่อสู้แล้ว แต่ละซีนก็ให้แง่คิด ให้ปรัชญา อย่างเช่นฉาก ผมกับพี่หม่ำ (หม่ำ จ๊กมก) ในเรื่องพี่หม่ำเล่นเป็นชายที่ไร้สติ ฉากนั้นผมคิดฆ่าตัวตายจะกระโดดหน้าผา แม้ชายไร้สติยังไม่คิดจะกระโดดหน้าผาเลย ทำให้เราฉุกคิดได้ นี่เป็นสัจธรรมที่เราอยากให้เห็น”

ในภาคนี้มีเลิฟซีนกับ “จ๊ะจ๋า” พริมรตา เดชอุดม ด้วย?
“ภาคนี้มีความเป็นมนุษย์ มีหัวจิตหัวใจ มีความรู้สึก มีน้ำตา มีดราม่า มีความรักเกิดขึ้น ถามว่าเป็นยังไงบ้างกับฉากเลิฟซีน ก็ต้องบอกว่าขนลุกขนผอง (หัวเราะ) มันทำให้มีสีสัน มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ผู้ชายกับผู้หญิงเขาให้เกิดมาคู่กัน”

ระหว่างเล่นเลิฟซีนกับฉากบู๊อันไหนยากกว่ากัน?

“ถ้าบอกว่ายาก ผมก็ไม่เคยเล่นฉากเลิฟซีนนะ แต่ก็เขินๆ น้องจ๊ะจ๋า (พริมรตา เดชอุดม) มีความสามารถ เขาก็ช่วยเรา พระเอกมาตกม้าตายจริงๆ (หัวเราะ) คือเราก็สั่น แต่สั่นสู้ (หัวเราะ) น้องจ๊ะจ๋าก็ให้กำลังใจ เราก็มาจูนกัน มาทำความเข้าใจกับตัวละครตัวนี้ ถามว่าเลิฟซีนเยอะไหม ก็มีสองซีน”

เลิฟซีนขนาดไหน?

“ต้องไปดู…มันมีการร่ายรำ เลิฟซีนไปด้วย รำไปด้วย ในมุมมองของผู้กำกับไม่เหมือนกัน มุมมองของผมหนังแอ็กชั่น ผมจะทำยังไงให้เป็นแอ็กชั่น แต่เป็นเลิฟซีนที่มีศิลปะ แค่สัมผัสมือก็ปีติอยู่ข้างในแล้ว เราแสดงออกด้วยสีหน้า แววตา และความรู้สึก”

ภาคนี้จะไปฉายที่ฮอลลีวู้ดไหม?
“ไปแน่นอน…กระแสต่างประเทศก็โอเคอยู่ ถามว่าคาดหวังไหม คนเราทำหนังก็ต้องมีหวัง แต่หวังมากหวังน้อยอยู่ที่ความพอดีของเรามากกว่า เราทำหนังเต็มที่ของเราแล้ว ส่วนจะประสบความสำเร็จก็อยู่ที่คนดูแล้ว”

โปรเจกท์หนังเรื่องต่อไปล่ะ?
“คุยกับเสี่ยเจียง (สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ) รอจังหวะที่จะไปทำงานกับต่างประเทศ เกริ่นๆ กับเสี่ยไว้ว่าถึงเวลาหรือยัง แต่มีต่างชาติติดต่อมา อยู่ในการเจรจา ยังไม่ได้สรุป อยู่ที่ขั้นตอนและเวลา ตอนนี้สัญญากับสหมงคลฟิล์ม เหลืออีก 3-4 ปี คือเหลืออีกหลายปี เราก็ยังทำงานตรงนี้ล่ะ”

ชีวิตและตัวตน มุมมองความคิดของจาดูเปลี่ยนไป?

“อาจจะเป็นเพราะเราได้สื่อสารกับคนเยอะมาก ครูบาอาจารย์ การเดินทางทำให้เราได้เจอ ได้สัมผัส มันทำให้เราได้คิด ได้แลกเปลี่ยนกัน จริงๆ ผมก็เหมือนเดิม กลับบ้านไปหาพ่อหาแม่ แต่ว่าเรื่องมุมมองความคิด อาจจะเป็นเพราะเราเป็นผู้กำกับตรงนี้ เราได้คลุกคลีในมุมมองของศาสตร์ และศิลป์มากขึ้น ได้พบกับครูบาอาจารย์ ไปแลกเปลี่ยนศาสตร์วิชากัน ถึงขนาดไปเขมร ไปศึกษาเรื่องโขน ว่ามีลักษณะท่าทางยังไง ได้เรียนรู้ศาสตร์ของหนัง ตรงนี้ทำให้เราเปิดโลกทัศน์ บางอย่างอาจารย์บอก ว่าอย่าคิดแค่ในกรอบ”

ด้วยเหตุนี้ทำให้คนมองว่าจาเพี้ยนไปแล้ว?

“คือเราเป็นผู้กำกับ เราต้องศึกษาข้อมูล ถามว่าโกรธไหมที่มาว่าเราเพี้ยน ผมไม่รู้ว่าจะโกรธทำไม คนดีมักจะถูกบอกว่าเป็นคนบ้า คือคนบ้ากับคนดีมันใกล้กัน มันนานาจิตตัง เป็นมุมมองของแต่ละคน ประสบการณ์ที่เราได้ค้นพบ ประสบการณ์ที่ได้เจอ ได้แลกเปลี่ยน เดินทางไปพูดคุย ทำให้ผมได้เห็นมุมมองหลายๆ ทัศนคติ พอเราได้ไปศึกษา กับเกจิอาจารย์หลายๆ ท่าน สอนเรื่องสมาธิ สอนธรรมะ มุมมองของนักปรัชญา”

ตอนนี้ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะไหม?

“มีความคิดที่แตกต่าง มีความคิดที่เป็นกระบวนการขึ้น มองโลกทางบวก และทางลบ ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แล้วก็มาชั่งน้ำหนัก ไม่ได้ยึดติดว่าดูจะดีเลิศ มีชื่อเสียง อลังการ แต่ความสุขมันอยู่ที่จิตใจข้างในมากกว่า”

ทำไมถึงไม่ยึดติดกับชื่อเสียง?

“เราได้มันมาด้วยความเร็วมากเลยนะ มันพลิกแป๊บเดียว ผมเห็นน้องๆ ที่อยากก้าวเข้ามามีชื่อเสียง ผมกลับมองย้อนว่าทำไม นั่นก็คือบทบาทตัวละครตัวหนึ่ง มันก็คือมายาที่เราดำเนินชีวิต สวมเสื้อเป็นผู้กำกับ เป็นนักแสดง แล้วทำหน้าที่ตรงนั้น แต่ทั้งหมดถ้าเราถอดเสื้อผ้ามาดูข้างในกัน มันก็เหลือแค่นั้น”

ดูเหมือนเส้นทางของ “จา” พนม กว่าจะมาถึงวันนี้ มันยากกว่าคนอื่นไหม?
“เส้นทางของผม มันยากนะที่ใครคนหนึ่งจะมาเป็นแบบนี้ได้ เหมือนเฉินหลงที่ไม่มีใครมาเป็นเฉินหลงคนที่ 2 ได้ และไม่มีใครเป็นบรู๊ซ ลี คนที่ 2 ได้ เส้นทางของผมมันเป็นความใฝ่ฝัน และเดินทีละสเต็ป ก้าวไป และไปถึงจุดเป้าหมาย ไปคว้าสิ่งที่เราอยากเป็นได้ มันต้องมีความเพียบพร้อมทั้งหมด และที่สำคัญถ้าคุณไม่มีสิ่งนี้ คือความศรัทธา ความรัก คุณไปไม่ได้จริงๆ”

แต่ด้วยชื่อเสียงที่โด่งดัง ทำให้มีกระแสข่าวว่าจาลืมตัว?
มันต้องมีอยู่บ้าง พระพุทธเจ้ายังมีเลย แต่อยู่ที่ใจเรา ว่าเราปฏิบัติจิตใจเราได้อย่างไร เราผ่านการฟูมฟักมาแล้ว ทุกอย่างจะผ่านไปได้

ท้อบ้างไหม?
“มันเคยมีท้อนะ ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ทำไมเป็นแบบนี้ แต่อย่างที่บอก ถ้าไม่ทุกข์ก็ไม่เห็นสุข แต่ถามว่าท้อไหม แต่เรายังมีลมหายใจอยู่ เรายังทำบทบาทหน้าที่ในสิ่งที่เรารัก มีแขนมีขา มีสิ่งที่เราต้องทำ ผมภูมิใจนะ ผมพูดได้เต็มปากเต็มคำเลย ว่าผมเกิดมาได้รับใช้พื้นแผ่นดินไทย เป็นทหาร ทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง นั่นคือประสบความสำเร็จในการเป็นนักแสดง ได้เป็นผู้กำกับ นั่นยิ่งเกินความคาดหมาย แล้วได้ตอบแทนประเทศชาติ โดยการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย ต่างประเทศบางคนไม่รู้จักเมืองไทย แต่เขารู้จัก โทนี่ จา ที่มาจากเมืองไทย และสิ่งที่จะตอบแทนพ่อแม่ คือการบวช การรับใช้พระพุทธเจ้า ซึ่งผมมีแพลนว่าจะบวช รอเคลียร์งานให้โล่ง บวชเฉลิมพระเกียรติให้แด่ในหลวง ให้แก่แผ่นดิน ผมจะบวชที่ จ.สุรินทร์”

มรสุมชีวิต เป็นเพราะข่าวคราวร้ายๆ ด้วยหรือเปล่า ทำให้เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนวิธีคิด?
“จริงนะ…คนเราถ้าไม่เจอมันก็ไม่ค้นพบ เขาถึงบอก ว่าไม่มีความทุกข์ ก็จะไม่เห็นความสุข ถ้าไม่มีความสุข ก็ไม่เห็นความทุกข์ มันเป็นของคู่กัน พระท่านบอกว่าปฏิบัติเองย่อมรู้เอง”

ช่วงปีที่ผ่านมาผ่านมรสุมตรงนั้นมาได้อย่างไร?
“ได้กำลังใจ มันต้องเริ่มขึ้นจากตัวเราก่อน เราต้องมองย้อนกลับมา ว่าเรามาตรงนี้ได้เพราะอะไร พอมีเวลาได้อยู่กับตัวเอง ได้ฝึกจิต ฝึกสมาธิ ทำให้เรานิ่ง แล้วก็ถอยออกมาดู ว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้น มันก็ค่อยๆ เห็น ค่อยแก้ปมทีละนิด”

กับคดีผิดสัญญากู้ยืมเงิน 1 ล้านบาท กับนักธุรกิจสาวชาวเกาหลี เคลียร์คดีจบหรือยัง?
“เคลียร์หมด บริสุทธิ์สะอาดเหมือนโอโม่ คือเป็นเพื่อนกัน ไม่มีอะไรติดค้าง จากเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ บางทีน่าจะลงตัวกันได้มาตั้งนาน แต่พออยู่ในขั้นเจรจาศาล มันก็นาน เป็นข่าวใหญ่โต ตอนนี้เรื่องจบแล้ว แล้วมิตรภาพก็ยังเหมือนเดิม”

เรื่องราวต่างๆ สอนอะไรให้แก่เรา?

“สอนให้เราอย่าประมาท ต้องมีสติ แต่คนเราไม่ได้มีสติทุกวัน เราก็พยายามฝึก จะทำยังไงให้มีสติ เท่าที่ทำได้”

คิดว่าตอนนี้มรสุมผ่านไปหมดหรือยัง?
“ตอนนี้ผมรู้สึกโล่ง ไม่มีอะไร เรามาทำงานได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องหลบต้องซ่อนอะไร ยึดมั่นในหน้าที่ ยึดมั่นในหลักที่มาของเรา ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เรายืนหยัดตรงนี้ไว้ แล้วเรารักและศรัทธาอะไร ก็ทำให้ดีที่สุด เมื่อเรารักหนัง ก็ทำหนังออกมาให้ดี”

ความรักของนักบู๊ ตอนนี้หัวใจเป็นสีชมพูไหม?
“มีดูบ้าง มันก็มีบ้างนะมนุษย์ มันเป็นสิ่งที่เป็นยา และกำลังใจ ก็คุยกันมาไม่นาน เจอกันตอนถ่าย องค์บาก 3 ตอนนี้อยู่ในขั้นการศึกษาอยู่ คงบอกอะไรมากไม่ได้”

มุมมองความรักของจาเป็นแบบไหน?

“รัก มีความละเอียดอ่อน แต่ละคนมีอาร์ตของตัวเอง มีอาร์ตผู้ชายอาร์ตผู้หญิง ทำยังไงที่สองขั้วมาเจอกัน แล้วมาทำหน้าที่ไปด้วยกัน ไปสู่จุดหมายเดียวกัน คือการใช้ชีวิตคู่ที่ยั่งยืน ที่เขาเรียกว่าคู่ชีวิต ผมมองว่ามันเป็นศิลปะในความรัก ผมเชื่อเรื่องการวางแผนที่ดีด้วย ถ้าวางแผนก็มีชัยไปกว่าครึ่ง”

คู่ชีวิตต้องเป็นแบบไหน?

“ผมเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง อยากได้คนที่คุยแล้วสนุก คุยแล้วมีทัศนคติ ให้แง่คิดกับเราด้วย”

ถ้ามีแฟนจะเปิดเผยไหม?
“ผมใช้ชีวิตแบบธรรมชาติดีกว่า ถ้าไปกดดันมาก ไม่รู้จะใช้ชีวิตไปทำไม คือเราก็ใช้ชีวิตแบบชาวบ้านปกติทั่วไป ไปดูหนัง กินข้าว ขอให้มีความมั่นใจว่าเรามั่นใจในความรัก และความศรัทธา”

เคยคิดไหมว่าจะแต่งงานตอนอายุเท่าไหร่?

“เคยคิดเหมือนกัน วางไว้ประมาณ 40 หรือ 50 แต่จะแก่ไปหรือเปล่า (หัวเราะ) อันนี้คงตอบไม่ได้จริงๆ แต่วางไว้คงไม่เกิน 40 ผมอยากใช้ชีวิตคู่ แต่นั่นก็เป็นเรื่องอนาคต แต่มันยังมาไม่ถึง แต่จะลงเอยยังไง ก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุด”
เขาแหละ…”จา” พนม ยีรัมย์

เรื่อง… “เพ็ญนภา ดำเล็ก”
ภาพ… วริศรา วุฒิกุล”

ที่มา/คมชัดลึก