‘หม่ำ’ ปรุงรสเด็ดสุดขำอำวงการหนัง ‘โป๊ะแตก’ หวังคลายเครียดคนไทย

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / ‘หม่ำ’ ปรุงรสเด็ดสุดขำอำวงการหนัง ‘โป๊ะแตก’ หวังคลายเครียดคนไทย

สร้างสรรค์ความบันเทิงมาแล้วหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม (2547), แหยมยโสธร (2548), บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม 2 (2550), หม่ำเดียว หัวเหลี่ยมหัวแหลม (2551-กำกับร่วม), วงษ์คำเหลา (2552) และ แหยมยโสธร 2 (2552) ล่าสุดผู้กำกับ ?หม่ำ จ๊กมก? ขอควงตลกขั้นเทพ ?เทพ โพธิ์งาม? มาร่วมปรุงหนังเด็ดเรื่องใหม่ ใน ?โป๊ะแตก? ที่มีกำหนดลงโรงต้นเดือนมิถุนายนนี้


แรงบันดาลใจในการทำหนังเรื่องนี้

เป็นเรื่องของการทำหนัง ที่ดูง่ายๆ สบายๆ ฮาไปเรื่อยๆ ฮาไม่ห่วงชาวบ้าน คือตั้งใจจะทำแบบนี้อยู่แล้วนะ แรงบันดาลใจเกิดจากเราไปถ่ายหนังนี่แหละ บางทีเห็นผู้กำกับคนโน้นเป็นอย่างงี้ ดาราคนนั้นเป็นอย่างงี้ เล่นไม่ถูกใจคนในกองถ่าย เป็นเรื่องของการถ่ายทำหนัง แบบว่าลองเอากล้องมาเล่น แล้วใครอยากเล่นอะไรก็เล่น คือพี่เทพ (เทพ โพธิ์งาม) อยากเล่นอะไรก็เล่นเลย คนอื่นๆ อยากเล่นอะไรเล่นเลย ภายใต้โครงเรื่องเกี่ยวกับการทำหนังนี่แหละ

ตอนแรกก็คิดว่ามันจะขำหรือเปล่านะ พอถ่ายซักฉากสองฉากแรก ก็เออ โอเคนะ มันเหมือนถ่ายหนังทุกอย่าง ตั้งแต่เริ่มเอาโปรเจ็คต์หนังไปคุยกับเจ้าของหนัง มาถึงการบวงสรวง การถ่ายหนัง จนถึงตอนฉายเลย ทุกอย่างมันเหมือนถ่ายหนังหมดจริงๆ แต่เราเอามาทำแบบวิธีการของผมตามที่คิดๆ เอาไว้

คืออยากให้ผู้ชมได้เห็นเบื้องหลัง ?

ครับ เบื้องหลังการทำงาน เหมือนเป็นหนังซ้อนหนัง ต้องใช้คำว่าภาพยนตร์ฮาสะเปะสะปะ ภาพยนตร์ฮาไม่ห่วงชาวบ้านชาวช่อง ฮาไม่รู้เรื่อง ผมพูดภาษาหนังไม่ค่อยถูก ไม่รู้จะบอกยังไง รู้แต่ว่าเปิดฉากมาซีนแรกก็ได้เรื่อง

คือส่วนใหญ่ผู้ชมไม่ค่อยได้เห็นหนังแนวนี้ ไม่ค่อยเห็นเบื้องหลังการถ่ายหนังกันหรอก แต่มันเป็นวิธีการการถ่ายทำหนังจริงๆ การถ่ายทำกว่าจะได้มาแต่ละคัทเนี่ย เริ่มจากอะไรบ้าง เริ่มจากเทปเดิน แล้วค่อยมาตีสเลท สั่งกล้องแล้วค่อยมาสั่งแอ็คชั่น ซึ่งยากนะ หลายขั้นตอนนะกว่าจะถ่ายได้

ถึงจะฮาสะเปะสะปะ แต่ในแง่การทำงานไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ?

ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน มันยากตรงอันไหนสั่งคัทจริง อันไหนสั่งคัทในหนัง สั่งคัทเล่นกับสั่งคัทจริงในหนัง ตอนทำใหม่ๆ หลงเหมือนกันนะ งงกับมันเหมือนกันนะ ก่อนที่ตี สเลท ก็ไม่รู้ว่าถ่ายจริงหรือถ่ายเอาจริงหรือเอาอะไร พอคัทแล้วก็เฮ้ยคัท ยังไม่รู้ว่าคัทจริง หรือว่าคัทเล่น มันมี 2 คัทเข้าใจมั้ย คัทแรกคือคัทเราเล่นกัน คัทที่สองคือคัทจริง คัทจริงคือหยุดถ่ายจริง มันก็เลยงง ที่ทำมันก็งงๆ เหมือนกัน พอสั่งคัทก็คัทกันหมดเลยไม่ถ่าย เฮ้ย คือมันงงตรงนี้แหละ

งงไปหลายรอบ บางทีงง เดี๋ยวตีสเลท เดี๋ยวไม่ตีสเลทไง คำว่าตีสเลทเนี่ยคือถ่ายหนังจริง แต่ที่ไม่ตีเนี่ยคือหมายถึงว่า เหมือนบรรยากาศดาราที่มาแล้วยังไม่ได้เข้าฉาก ก็มานั่งคุยกันคุยเรื่องลูกเรื่องเมีย คุยเรื่องเด็กเรื่องผู้หญิงบ้างคุยเรื่องจิปาถะ ก็คุยกันไปเรื่อยเหมือนกองถ่ายทั่วไป ใครที่มายังไม่ถ่ายก็นั่ง บางคนก็นอน เห็นมั้ยมันเป็นกิจวัตรประจำของคนกองถ่ายอยู่แล้ว คนทำกับข้าวก็ทำไป เด็กจัดไฟเรื่องจริงก็จัดไฟกันไป เด็กขนไฟก็ขนไฟไป

คุณจะเสียดสีวงการบันเทิงด้วยมั้ย

ผมก็นึกไม่ออกว่าจะไปเสียดสีตรงไหน แต่ผมรู้สึกได้ว่าคือ อยากทำหนังแบบเนี้ยแหละ
ก็มีประชดประชัน แบบว่าผู้กำกับบางคนดุร้ายนะ บางทีก็น่าสงสารดาราเหมือนกัน เคยเจอมาหลายคน ดาราบางคนก็เล่นแข็งเหมือนเอาท่อนไม้มาตั้ง บางทีก็มีเหมือนกันนะ บางทีเราก็เห็น เราก็เคยเจอผู้กำกับแบบเอะอะเสียงดัง โวยวาย ผู้กำกับขี้เล่นก็มี ผู้กำกับสนุกอย่างเดียวก็มี มันแล้วแต่ ดาราขี้แอ็คก็มี มันมีหลายรูปแบบ โอ๊ย…ทุกอย่างแหละ มันรวมอยู่ในนี้

คาแร็คเตอร์ของคุณในเรื่องนี้ ?

เป็นผู้กำกับ เป็นตัวของตัวเองเลย เป็นผู้กำกับเลย แต่ว่าจะเจ้าอารมณ์กับพี่เทพเป็นพิเศษ พี่เทพเล่นอะไรก็ไม่ถูกใจผมในเรื่องน่ะนะ เล่นอะไรก็ไม่ได้เรื่อง ผมทั้งเอาถาดทั้งเอาอะไรตีหัว ก็ยังเล่นไม่ได้เรื่องเลย ไม่ถูกตาผมเลยพี่เทพ นี่คือในเรื่องเล่นไม่ถูกตาผม แต่มีซีนสุดท้ายนี่เขาเล่นเฉยๆ ไม่ได้พูดอะไรเลย แต่ผมบอกว่าเขาเล่นดี เขาเล่นดีมาก ก็แกล้งๆ อำๆ เอาฮากันไป

ทำไมถึงเลือก เทพ โพธิ์งาม มาเล่นเรื่องนี้

คือหา จังหวะดีๆ ที่จะร่วมงานกับพี่เทพนี่ยากมาก ซึ่งเรื่องนี้ก็ตรงกับพี่เทพกับผมด้วยไง เพราะในเรื่องพี่เทพเขาจะบ่นว่า ไอ้เด็กเนี่ยมึงมาจากไหน เพราะว่าเมื่อก่อนเคยมาอยู่กับกู แต่เดี๋ยวนี้ไม่เห็นหัวกูแล้ว อะไรทำนองนี้ในหนังนะ ในเนื้อของมันน่ะ คือมันจะได้แมทช์กันพอดีกับตัวพี่เทพกับตัวพี่เองด้วย แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งว่า อุ๊ย! ทำไมไปตีหัวพี่เทพซะแบบนั้น มันก็เหมือนเล่นตลกกันตามคาเฟ่แหละ แต่นี่เรามาทำเป็นหนังซ้อนหนังอีกทีไง ก็ขอโทษขอโพยกันตามอาวุโส ไม่มีปัญหา

อยากให้ย้อนถึงตอนที่เล่นตลกด้วยกัน จนมาถึงวันนี้ ?

พี่เทพเป็นคนร่าเริง เป็นคนที่มีอารมณ์ศิลปินสูง และลึกมาก คนที่ไม่เข้าใจพี่เทพจะมองพี่เทพไปอีกอย่าง ผมรู้สึกเข้าใจเขาได้เพราะผมอยู่กับเขามา พี่เทพเขาจะเล่นตลกเหมือนกับผมนี่แหละ คือไม่อยากเล่นอยู่อะไรซ้ำซากอยู่กับที่ เป็นคนเล่นไปเรื่อยเปื่อย ไปเรื่อยๆ ได้อันไหนไปอันนั้น เป็นคนที่มีวิธีคิดก้าวไกลกับเรื่องของตลกมาก ถ้าใครเล่นกับเขาดีๆ นะ จะเห็นเขาแบบมุมมองเขาเป็นตลกที่เหนือเมฆเหนือชั้นมาก เล่นกับเขาผมรู้สึกได้ว่าผมมั่นใจ ไม่ว่าจะไปออกรายการไหนก็ตาม ถ้านั่งกับพี่เทพนะ มีแต่ได้มาก ไม่มีได้น้อยเรื่องของความฮานะ ถ้านั่งอยู่กับเขา เพราะเป็นคนรู้ขากันไง รู้แกวกัน ก็เหมือนหนังเรื่องนี้? ถ้าอยู่ด้วยกันปุ๊บ เอาแล้วพี่เทพกับผมเอากันแล้ว

แล้วคุณได้เรียนรู้อะไรจากป๋าเทพบ้าง

มากครับ ได้เรียนรู้กับพี่เทพมากเลย ตั้งแต่อยู่กับพี่เทพที่คณะยี่สิบปีแล้วมั้ง ได้อะไรมาเยอะแยะ ได้ความคิดความอ่านของการเล่นตลก การแสดงออกของมุขแต่ละมุข แต่ละมุขนั้นหน้าตาควรจะใช้ยังไง พี่เทพเป็นสุดยอด เทพจริงๆ คนคนนี้นะ ใครตลกที่เล่นกับเขาเล่นยากนะ ถามได้เลยถามตลกทุกคนเลยเล่นกับเทพ โพธิ์งาม เนี่ยเอาเถอะ เล่นกับเขาเล่นยากมาก ถ้าไม่รู้ซึ้งรู้แก่นของเขานะ จะไปคนละทิศคนละทางเลย เขาก็รู้ตัวนะ เขาเล่นกับคนอื่นเขาก็รู้สึกตัวเขาเองว่า ไม่สนุกไม่เหมือนคนที่รู้ใจ ก็จะสนุกเล่นกับพี่แฉ่งงี้ เล่นกับพี่น้อยงี้ เล่นกับผมงี้ จะสนุกเข้าขากันดี

แรกๆ คุณใช้เวลาจูนกับป๋าเทพอย่างไร

ตอนอยู่กับพี่เทพใหม่ๆ จูนกันซัก 3-4 วันมั้ง แต่วันแรกก็จูนกันแล้วนะ คือวันแรกเขาก็เห็น เห็นว่าไอ้เด็กคนนี้ใช่แล้ว ตอนนั้นเด็กมาก อายุเพิ่ง 23 พอได้อยู่กับเขา 23, 24 เนี่ย อยู่กับเขาใหม่ๆ เขาก็ยังมองว่า เอ๊ะผมยังเด็กมาก แทบจะไม่รับผมด้วยตอนนั้นน่ะ เพราะเด็กมาก มีพี่เปี๊ยก ปากน้ำโพธิ์ พาไปฝาก พี่เทพเขาก็เห็นหน้า เฮ้ยเด็กจังอ่ะ เล่นวันแรกก็ใส่เลย วันนั้นไม่ได้รอเลย ใส่เต็มแม๊คเลย ดันไปโดนเขา ทีนี้โดนทางชัดเจนเลย คือไม่นึกว่าเด็กคนนี้แบบ เออ แจ๋วว่ะ วันแรกผมก็จูนติดเลย เล่นมาอาทิตย์หนึ่ง ผมสบาย อยู่ไปซักเดือนสองเดือนถึงรู้ว่าเขาไม่ให้เราออกแล้ว อยู่ยาวเลยอยู่กับแกมาเกือบ 9 ปี 10 ปี

ประทับใจอะไรเป็นพิเศษกับหนังเรื่องนี้

คงจะเป็น เรื่องของเพื่อนๆ ได้ทำหนังกับเพื่อนฝูง พี่น้องกันทั้งนั้นในวงการ สบายๆ ง่ายๆ แบบ ไม่ต้องคิดอะไรมาก คืออยากจะให้ดูแบบเวลาเขาถ่ายหนังกันนะ เขาทำกันยังไง เบื้องหลังการทำหนังมันเป็นอย่างงี้นะ อะไรอย่างนี้แหละ

อยู่ในวงการนี้มานาน มุมมองต่อวงการบันเทิง ?

วงการบันเทิงก็เป็นวงการที่ดีนะ ผมว่าต้องช่วยกันในเรื่องภาพลักษณ์ของพวกเราด้วย เป็นศิลปินคนสาธารณะอย่างนี้ มีภาพลักษณ์ที่ดีแก่คนทั่วไปที่เขามองเราไง ซึ่งเขาเห็นเราในหนัง เห็นเราในทีวี ในหนังสือสิ่งพิมพ์ต่างๆ นี่ผมว่าต้องรักษามาตรฐานความเป็นนักแสดงคนบันเทิงเอาไว้ ให้เขารู้สึกดีๆ กับพวกเรานะครับ มีไม่กี่คนหรอกที่ทำเสียๆ หายๆ ก็อย่าไปเหมารวมนะครับ คนที่เขามีความตั้งใจจริงกับวงการบันเทิงเยอะแยะครับ มีไม่กี่คนหรอกครับที่ทำเสียหาย แต่มันก็มีทุกที่แหละมีคนดีก็ต้องมีคนไม่ดี คนไม่ดีก็ขอให้มีน้อยๆ แล้วกัน

แล้วความเป็นไปของวงการหนังไทย ?

ผมว่าหนังไทยเรา เป็นหนังที่ควรทำให้ถูกใจคนไทยก่อนนะ ไม่เฉพาะหนังผมนะ หนังใครก็ได้ที่เขาอยากดูเพื่อความสนุกมีรอยยิ้ม เขาไม่อยากดูแบบซีเรียสเครียดหรอก ทุกอย่างทุกวันนี้เขาก็เครียดเรื่องบ้านเมืองอยู่แล้ว มาดูอะไรเครียดๆ ยิ่งเครียดเข้าไปใหญ่? ก็อยากทำหนังแบบสบายๆ สนุกๆ ทำให้เขายิ้มแย้มแจ่มใส ดูแล้วออกมาเครียดก็ไม่รู้จะไปดูทำไม อย่างหนังของผมก็เป็นอีกสไตล์หนึ่งนะครับ ไม่รู้สิผมทำหนังของผมมา 5-6 เรื่องแล้ว ผมก็พูดของผมอย่างนี้แหละ ง่ายๆ สบายๆ ดูแล้วไม่ต้องคิดมาก หนังผมนะ ยิ่งเรื่องนี้ยิ่งไม่ต้องคิดมากเลย กล้องตั้งแล้วก็ใส่มุขกันเลย ฮากันไป

การันตีความฮาของ ?โป๊ะแตก?

ผมอยากบอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ฮาแบบ…แบบยังไงดีอ่ะ แบบที่คุณไม่เคยเห็นแล้วกัน แบบที่ทุกท่านไม่เคยเห็น ฮาแบบสดๆ เหมือนท่านได้ดูหนังแบบสดๆ ต่อหน้าเลย คือเหมือนการถ่ายหนังจริงๆ เลย ให้เป็นเรื่องเป็นราวเบื้องหลังของความฮา ก็เป็นอีกสไตล์หนึ่งที่ผมอยากทำ และเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องแรกที่ผมเอาดาราเอาตลกมาเยอะมาก หนักไปที่ค่านักแสดงนี่แหละมากันเกือบทั้งวงการ นอกจากตัวหลักอย่างผมและพี่เทพแล้ว ก็มีทั้งคุณโหน่ง, คุณเท่ง, คุณชูษี, พี่ค่อม, พี่ถั่วแระ, พี่เป็ด, พี่โน้ต, คุณนุ้ย, คุณตั๊ก อ้อ ตุ๊กกี้กับฮาย อาภาพรก็มา โอ๊ยเยอะแยะมากันทั้งหมดแหละ ขนมาทั้งพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ มากันหมดเลย ดูแล้วฮาสนุกสนานแน่นอนครับ