เจ้ย ย้ำชัด หนังลุงบุญมีฯ ไม่ใช่ หนังการเมือง

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / เจ้ย ย้ำชัด หนังลุงบุญมีฯ ไม่ใช่ หนังการเมือง

“อภิชาติพงศ์” เฉลยสายสัมพันธ์? “บ้านนาบัว-ลุงบุญมีฯ” ย้ำนี่ไม่ใช่? “หนังการเมือง”

หลังจากสามารถสร้างประวัติศาสตร์เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่คว้ารางวัล “ปาล์ม ทองคำ” รางวัลสูงสุดจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” เจ้าของผลงานเรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ก็ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติอย่างต่อเนื่อง? มติชนออนไลน์ จึงขอนำบทสัมภาษณ์ที่ผู้กำกับรายนี้มีกับ “เอ็มม่า โจนส์” แห่งสำนักข่าวบีบีซี และ “สตีฟ โรส” แห่งเดอะ การ์เดี้ยน มาเรียบเรียงใหม่และเผยแพร่ ณ ที่นี้

“ลุงบุญมีระลึกชาติ” เป็นหนังที่ก่อให้เกิดคำถามขึ้นอย่างมากมายในหมู่ผู้ชม จากประเด็นเรื่องตัวละครสัตว์พูดได้ เรื่อยไปจนถึงวิญญาณที่มีตัวตน รวมทั้งประเด็นเรื่องพรมแดนระหว่างโลกนี้กับโลกหน้า

อภิชาติพงศ์ให้สัมภาษณ์ว่า เขาต้องอธิบายประเด็นเหล่านี้หลายต่อหลายครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยคำตอบต่อประเด็นดังกล่าวของเขาก็ไม่ได้มีลักษณะเหมือนเดิมทุกครั้ง ยามต้องเผชิญหน้ากับคำถามเช่นนี้

แม้สองในคณะกรรมการตัดสินรางวัลอย่าง “ทิม เบอร์ตัน” ผู้กำกับฮอลลีวู้ดชื่อดัง และ “เบนิซิโอ เดล โทโร” นักแสดงเจ้าบทบาท จะแสดงความเห็นว่า ลุงบุญมีฯได้ทำให้พวกเขาเข้าใจประเด็นเรื่องความตายจากมุมมองใหม่แบบ “ตะวันออก”

อย่างไรก็ตาม ผู้กำกับชาวไทยกลับเห็นต่างว่า ความกลัวตายถือเป็นลักษณะร่วมกันของคนทั้งใน “ตะวันออก” และ “ตะวัน ตก” เพราะลุงบุญมีก็กลัวตายเช่นกัน “ผมต้องการจะสำรวจตรวจสอบว่าอะไรเกิดขึ้นก่อนและหลังความตายของคนเรามากกว่า”

หนังรางวัลปาล์มทองคำเรื่องนี้ไม่ใช่หนังอาร์ตธรรมดาทั่วไป แต่มีทั้ง “ลิงผี” “พระสงฆ์ที่ใช้โทรศัพท์มือถือ” และ “ฉากร่วมเพศระหว่างเจ้าหญิงกับปลาดุก” อภิชาติพงศ์เปิดเผยว่า เรื่องราวของหนังมาจากเรื่องเล่าเกี่ยวกับชายคนหนึ่งชื่อ “ลุงบุญมี” ที่อ้างว่าตนเองสามารถระลึกชาติได้เวลานั่งสมาธิ ซึ่งผู้กำกับที่เติบโตในภาคอีสานบอกว่า ตัวเองได้รับฟังเรื่องเล่าดังกล่าวมาจากเจ้าอาวาสของวัดแห่งหนึ่งในภูมิภาค ดังกล่าว

ลุงบุญมีฯ คือหนังเรื่องแรกของอภิชาติพงศ์ที่ไม่ได้มีเนื้อหาหลักเป็นเรื่องราวอัตชีวประวัติของเขาและครอบครัว ขณะเดียวกัน หนังเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ภาพยนตร์ชีวประวัติของลุงบุญมี ซึ่งเสียชีวิตไปก่อนหน้าที่ผู้กำกับมากฝีมือจะได้ยินเรื่องราวการระลึกชาติของแก แต่เป็นการจินตนาการถึงชีวิตของชายคนนี้ ผสมผสานไปกับประวัติศาสตร์ครอบครัวของอภิชาติพงศ์ รวมทั้งความทรงจำในวัยเยาว์ของเขาที่เกี่ยวพันกับหนังสยองขวัญเกรดบี และ รายการโทรทัศน์

อภิชาติพงศ์ได้ยินเรื่องราวของลุงบุญมีขณะเดินทางไปสร้างสรรค์ผลงานศิลปะชุด “พริมิทีฟ” ที่บ้านนาบัว อ.เรณูนคร จ.นครพนม? ซึ่งในช่วงทศวรรษ 2510 ได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองอย่างเหี้ยมโหดของทหารและรัฐไทย ที่มองว่าหมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านคอมมิวนิสต์ ผู้กำกับเจ้าของ รางวัลปาล์มทองคำปีล่าสุดพยายามรำลึกถึงประวัติศาสตร์แห่งการประหารชีวิต, การทรมาน, การข่มขืน และการถูกขับไล่ ที่เกิดขึ้นกับผู้คนในหมู่บ้านดังกล่าว ผ่านผลงานหนังสั้นและวิดีโอศิลปะแบบจัดวาง

แล้วลุงบุญมีระลึกชาติมีความสัมพันธ์อย่างไรกับผลงานศิลปะ ชุดดังกล่าว?

“มันคือการทำงานของความทรงจำสองแง่มุมที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเดียวกัน” อภิชาติพงศ์ตอบ พร้อมอธิบายว่า ในขณะที่ประวัติศาสตร์ความรุนแรงที่ บ้านนาบัว กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนพยายามจะไม่จดจำ เพราะพวกเขาไม่ต้องการย้อนกลับไปพูดถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้น แต่ลุงบุญมีในเรื่องเล่า กลับสามารถจดจำอดีตชาติของตนเองได้อย่างมากมาย


“ลุงบุญมีฯ” กับ “พริมิทีฟ” แห่งบ้านนาบัว จึงมีความสัมพันธ์ยอกย้อนระหว่างกันด้วยประการฉะนี้

สุดท้ายแล้ว ดูเหมือนอภิชาติพงศ์จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยในยุคปัจจุบันไปได้

นักวิจารณ์บางคนเปรียบเปรยไว้อย่างชวนคิดว่า สำหรับ “ชาติไทย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะทางการเมืองปัจจุบัน การได้รับรางวัลปาล์มทองคำของหนังไทยเล็ก ๆ อย่างลุงบุญมีฯ อาจมีความหมายที่สำคัญยิ่ง จนอาจมีคุณค่า “เท่าเทียมกันกับการที่ทีมชาติไทยชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลโลก”ลยทีเดียว ขณะเดียวกัน ก็มีคนแสดงความเห็นว่า การตัดสินของกรรมการที่คานส์ในปีนี้อาจโอนเอียงไปตามกระแสที่ว่า หนังเรื่องนี้เดินทางมาจากประเทศที่กำลังเป็น “จุดเดือดทางการเมืองอย่างแท้จริง”

แม้อภิชาติพงศ์จะหวังให้รัฐบาลไทยสังเกตเห็นถึงความสำเร็จครั้งนี้ แต่เขาก็ยืนยันว่า ลุงบุญมีฯ ไม่ใช่หนังการเมือง เพราะแม้หลายคนจะพยายามเชื่อมโยงหนังของเขาเข้ากับสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบัน แต่โดยพื้นฐานแล้ว เขาต้องการจะพูดถึงประเด็นที่มีความเป็นสากลมากกว่านั้น แน่นอนว่ารวมทั้งประเด็นเรื่องการกดขี่ และการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เช่น ระบบเซ็นเซอร์ หรือ ข้อห้ามต่าง ๆ ในการทำหนัง ซึ่งทำให้คนทำหนังอย่างอภิชาติพงศ์ต้องทุกทุกข์ทรมานมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำคนแรกของไทยกล่าวย้ำว่า? หนังเรื่องนี้ไม่ได้อ้างอิงอยู่กับสถานการณ์การเมืองไทยในยุคปัจจุบันโดยตรง

ที่มา : มติชน