ปิดตำนาน “โรงหนังสยาม” เหลือเพียงน้ำตาและความอาลัย

Home / ข่าวหนัง / ปิดตำนาน “โรงหนังสยาม” เหลือเพียงน้ำตาและความอาลัย

หลังจากที่แกนนำ นปช.ประกาศยุติการชุมนุม เลยทำให้ผู้ชุมนุมเกิดอาการไม่พอใจ และเผาสถานที่สำคัญจนเกิดความเสียหายทางทรัพย์สิน กันไปตามข่าว ที่นำเสนอก่อนหน้านี้ นอกเหนือไปจากความเสียหายของบ้านเมืองที่ต้องสูญไปพร้อมกับความขัดแย้งแล้ว ความรู้สึกสูญเสีย ความผูกพันและความทรงจำอันดี ในสถานที่ต่างๆ ที่ถูกไฟไหม้ ก็ถือเป็นความเสียหายอันประเมินค่าไม่ได้

อย่าง โรงหนังสยาม ก็ถือว่าเป็นสถานที่ที่หลายคนร่วมไว้อาลัย หลายคนรู้สึกเสียดาย เพราะเติบโตมากับสถานที่แห่งนี้ มีความทรงจำอันน่าประทับใจ เมื่อครั้นผ่านไปทุกครั้ง ก็ยังหวนระลึกถึง บางคนใช้เป็นสถานที่ปลีกวิเวก หลบหนีความวุ่นวายจากการดูหนังตามโรงในห้างสรรพสินค้าที่จ๊อกแจ๊กจอแจ มาดูหนังที่มีลักษณะเฉพาะอย่างที่หาไม่ได้ตามโรงหนังทั่วไป ภายในโรงหนังที่ตกแต่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีกลิ่นอายที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคเก่า อย่างไม่น่าเชื่อว่า ณ ที่แห่งนั้น จะตั้งอยู่ย่านใจกลางเมืองที่มีวัยรุ่นเดินกันพลุกพล่าน และวัฒนธรรมการดูหนังของแต่ละคนก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย

รวมไปถึงด้านใต้โรงหนัง ก็ยังเป็นแหล่งทำมาหากินของแม่ค้าที่รวมร้านรวงนานาชนิด ปักหลักขายอยู่ที่นี่มาหลายสิบปีจนรุ่นลูกหลาน ทุกอย่างล้วนอันตรธานหาย วับไปเหลือเพียงซากปรักหักพังที่แทบจะไม่น่าเชื่อว่า ที่นี่เคยเป็นสถานที่ปลดปล่อยทุกข์ สร้างเสียงหัวเราะ สร้างความสุข มาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่กระทั่งถึงยุคนี้

ประวิทย์ แต่งอักษร นักวิจารณ์หนังชื่อดัง เล่าให้ฟังว่า เขาผูกพันกับสถานที่นี้ตั้งแต่ยังเล็ก จำความได้ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ.2516 คุณแม่พาเขาไปดูหนังเรื่อง คนกินเมีย ของผู้กำกับ ดอกดิน กัญญามาลย์ ที่โรงหนังสยาม ซึ่งในเวลานั้นมีคนจำนวนมากแย่งกันซื้อบัตรเข้าชม ทำให้แม่ต้องซื้อตั๋วผีพาเข้าไป

“ผมเองรู้สึกไม่ต่างกันกับทุกคนที่เป็นนักดูหนัง ทั้งรู้สึกเสียใจและเสียดาย เพราะเป็นโรงหนังเก่าแก่ ทุกคนมีประสบการณ์ส่วนตัวกับโรงหนัง สยามกันทั้งนั้น สมัยนั้นถือว่าเป็นโรงหนังที่หรูหรามาก สำหรับผมในช่วงวัยรุ่น จำได้ว่าช่วงหนึ่งโรงหนังสยามจะฉาย เฉพาะหนังไทย ของค่ายพีระมิด และโรงหนังที่นี่นั้นจะเลือกฉายหนังเกรดเอ มีหนังดีๆ เข้าฉายอยู่เยอะ พอทราบข่าวว่าโดนเผา ก็รู้สึกพูดไม่ออก เพราะมันไม่ใช่ไฟไหม้โดยอุบัติเหตุ โรงหนังสยามจะเป็นโรงหนังที่มีสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ ไม่เหมือนโรงหนังมัลติเพล็กซ์อย่างในทุกวันนี้ ที่จะสามารถเข้าคิวแล้วซื้อตั๋วหนังได้ทุกเรื่อง ผมเปรียบการดูโรงหนังมัลติเพล็กซ์ เหมือนกินอาหารฟาสต์ฟู้ด ดูได้ทุกเรื่องโดยไม่ต้องรอเวลานาน แต่โรงหนังสยาม ลิโด และสกาล่า เขาจะฉายหนังเรื่องเดียว หากเราพลาดการซื้อตั๋ว ก็ต้องรออีก 2 ชม. นั่นแปลว่าคนที่ไปดูหนังที่นี่ ต้องตั้งใจและวางแผนมาแล้ว มันทำให้การดูหนังมีมนต์ขลัง”

ประวิทย์ กล่าวต่อว่า โรงหนังที่ฉายหนังทางเลือกยังมีเหลืออีกหลายโรงที่รองรับ แต่การเสียโรงหนังสยามก็ถือว่าเหมือนเสียกำลังหลัก แต่เชื่อว่าเจ้าของโรงหนัง คงจะต้องฟื้นฟูกลับมาแน่นอน แต่ความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ นั่นคืออดีตที่ทุกคนเคยมีกับโรงหนังแห่งนี้

ด้าน “ตอง” ภัครมัย โปตระนันทน์ กล่าวว่า ม้จะไม่ได้เป็นคนที่เข้าไปดูในโรงหนังสยามบ่อยนัก แต่ก็เป็นสถานที่ที่ต้องผ่านบ่อย เนื่องจากต้องทำงานแถวนั้น จึงได้เห็นโรงหนังแห่งนี้เป็นประจำ พอต้องสูญเสียก็รู้สึกเศร้า

“แต่ตองเชื่อว่า ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี จริงๆ ตองไม่อยากจะบอกว่าเสียใจ แต่ตองอยากให้เรามาร่วมมือกันใหม่ สิ่งที่มันเสียแล้ว มันก็ต้องเสียไป มันผ่านไปแล้ว เราคงย้อนเวลากลับไปไม่ได้ ก็ช่างมัน ตองอยากจะให้ทุกคนลืมปัญหา ไม่อยากให้เรามาขัดแย้งกันไม่ว่าจะใครก็ตาม”

Battle of the bulge หนังเรื่องแรกของโรงแห่งสยาม

สำหรับ โรงหนังสยาม นั้น จุผู้ชมได้ถึง 800 ที่นั่ง เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2509 โดยฉายหนังต่างประเทศเรื่องแรกคือ Battle of the bulge หรือในชื่อภาษาไทยว่า “รถถังประจัญบาน” เดิมผู้บริหารมีแนวคิดจะใช้ชื่อว่า “โรงภาพยนตร์จุฬา” แต่ถูกคัดค้านว่าไม่เหมาะสม อีกทั้งยังเป็นชื่อเดียวกับสถาบันการศึกษาชั้นแนวหน้าของเมืองไทย จึงใช้ชื่อโรงหนังสยามมาจนถึงตอนนี้ เรียกว่าเป็นโรงหนังที่ทันสมัยอย่างมาก ในยุคนั้น กระทั่งอยู่มาจนครบ 44 ปี ก็เหลือเป็นเพียงแค่ความทรงจำ เอาไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย…

ที่มา/คมชัดลึก