รางวัลปาล์มทองใบแรกของคนไทย: ชัยชนะที่ไม่ฟลุกของ “เจ้ย อภิชาติพงศ์”

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / รางวัลปาล์มทองใบแรกของคนไทย: ชัยชนะที่ไม่ฟลุกของ “เจ้ย อภิชาติพงศ์”

รางวัลใดในโลกหล้า รวมถึงรางวัลปาล์มทองเมืองคานส์ ปีที่ 63 ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุดของเวทีประกวดหนังสากลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมอบให้ ?ลุงบุญมีระลึกชาติ? ของ เจ้ย?อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล นั้นไม่ใช่เรื่องปาฏิหาริย์ ทั้งยังไม่ได้ช่วยเปลี่ยนคุณศัพท์ให้แก่นแกนของตัวหนังขยับขึ้น ขยับลงไป ตามกระพือพัด เพราะเพชรแท้ย่อมไม่กลัวเพชรเทียม ที่สำคัญนักวิจารณ์ และคอหนังนานาชาติวางใจในตัวเจ้ยมาตั้งแต่คราวที่เบิ้ลรางวัล รองจากคานส์ ไปสองครั้งด้วย ?สุดเสน่หา? และ “สัตว์ประหลาด!? (พิสูจน์ได้จากเสียงเฮสนั่นเวทีประกาศผล) ต่อให้ ?แสงศตวรรษ? ชวดรางวัลที่เทศกาลหนังเวนิส ประเทศอิตาลี แต่ก็ยังฝีเท้าแรงปลายแอบแซงโค้งไปแย่งตำแหน่งอันดับ 1 หรือผลัดเวรกับสองเรื่องก่อนเข้าจับจองอันดับต้น ๆ ของโพลหนังเด่นประจำทศวรรษแทบทุกสำนัก ดังนั้นเอง นาทีแห่งชัยชนะของเจ้ยจะมาเมื่อไหร่น่ะหรือ สำหรับผมก็เกี่ยงแค่เลขปีเท่านั้น หามีเหตุซับซ้อน หรือมนต์แยงใยจากทิศทักษิณไม่ อาจจะฟังเหมือนคุยโม้ แต่ผมเคยเปรยกับเพื่อน ๆ ตั้งแต่ก่อนประกาศผลแล้วว่า คู่ปรับน่ากลัวระดับบรมครูสองรายที่เมืองคานส์ปีนี้ คือ อับบาส เคียรอสตามี่ ผู้กำกับชาวอิหร่าน และ ไมค์ ลีห์ ชาวอังกฤษ นั้นไม่น่าจะอยู่ในช่วงท็อปฟอร์ม แม้ว่าหนังหลายเรื่องของคนทั้งคู่จะทนแดดทนฝนมานับทศวรรษ อีกทั้งยังเคยชนะรางวัลปาล์มทองในปีก่อน ๆ มาแล้ว แต่ธรรมดาอยู่เองที่สไตล์หนังของคนหน้าเก่านั้นย่อมเจนตากรรมการอยู่อักโข ไม่ง่ายเลยที่จะหนีรอยเท้าตัวเอง ให้เกิดความสดใหม่ ยิ่งกับกรณีของรายแรกยังเป็นการทำหนังพูดภาษาต่างชาตินอกประเทศตัวเอง ซึ่งมักนำมาซึ่งข้อเสียเปรียบในการขาดกลิ่นอายถิ่นฐาน บ้านเกิดไปโดยอัตโนมัติ

น่าเสียดายที่คนไทยจำนวนมาก คงรู้จักชื่อ เจ้ย จากการออกฤทธิ์เดชกับคณะกองเซ็นเซอร์ในกรณีของ “แสงศตวรรษ” หรือกระทั่งการออกโรงทวงสิทธิ์เวนคืน งบประมาณสร้างหนังไทยเข้มแข็งจากหนังประวัติศาสตร์มหภาคของหม่อมเจ้าชาตรี เฉลิมยุคล เหล่านี้ทำให้อีกหลายคนหลงลืมสาระสำคัญไปว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เป็นคนทำหนังชาวไทยที่สมควรได้รับการเอาใจใส่และให้การสนับสนุนส่งออก ไม่แพ้นักกีฬาทีมชาติ แชมป์ฟิสิกส์เยาวชน ศิลปินแนวอนุรักษ์สยาม และสาวไทยผิวเข้ม

เคล็ดลับการทำหนังสูตรเจ้ยนั้นจะว่าง่ายก็คล้ายใช่ หากจะว่ายอกย้อนก็ไม่สิ้นเชิง ในฐานะศิษย์เก่าที่จบจากสถาบันศิลปะของชิคาโก ซึ่งไม่ใช่แค่โรงเรียนสอน ทำหนังธรรมดา แต่เป็นโรงเรียนซึ่งงอกเงยจากกิ่งก้านของพิพิธภัณฑ์ศิลปะขนาดยักษ์ประจำเมือง อาจารย์ที่นั่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักทำหนังศิลปะสุดขั้ว ต่างยุแยงให้นักเรียนหัดคิดต่าง หัดย้อนแย้ง ในลักษณะของการรู้กฏเพื่อแตกกฏ สำหรับคนส่วนใหญ่ที่คุ้นว่า หนังคือการบันทึกภาพความจริง หรือว่าหนัง ต้องเป็นศิลปะแห่งการเล่าเรื่องเท่านั้น ย่อมมีหงายหลังตึง เหตุเพราะศิลปินที่แท้นั้น ไม่ได้เชื่อเลยว่า การบันทึกภาพใดภาพหนึ่งจากของจริงในธรรมชาติ จะต้องระบุให้ภาพภาพนั้นกลายเป็นตัวแทนของสิ่งนั้นนั้นเสมอไป และในเมื่อโต๊ะไม่ใช่โต๊ะ เก้าอี้ไม่ได้เป็นแค่เก้าอี้ อีกทั้งยังไม่มีความถูกผิดอย่างหมดจดในงานศิลปะ สรณะอันใดย่อมไม่จีรัง

เมื่อครั้งที่ผมไปเยี่ยมเจ้ยที่โรงเรียน และได้ชมบรรดางานศิลปะระดับมาสเตอร์มากมายที่อาคารพิพิธภัณฑ์นั้น สามารถรู้สึกได้เลยว่าพลังเข้มขลัง จากบรรดางานที่แขวนและติดตั้งในห้องกว้างใหญ่ ไม่ได้มีไว้ขู่ขวัญนักเรียนให้ศิโรราบ หรือบูชา (ดังที่ครูและนักเรียนไทยมักกดดันหรือดูถูกตัวเอง) หากแต่ทำตัวเป็นฐานขุมทรัพย์หรือตัวต่อยอดให้กับคนที่รักจะเรียนรู้ กล่าวคือพร้อมจะค้อมตัวให้ศิษย์หัดกระโจนข้ามบ้าง หรือยอมถูกจี้เอวเล่นหัวบ้าง (การเล่นหัวผู้ใหญ่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายในสังคมไทย) เพียงเพื่อคนรุ่นหลังจะกล้าท้าทาย หรือกระทั่งก่นกำราบ เพื่อนำรายละเอียดที่แตกชิ้นของครูบาอาจารย์ ไปประกอบสัจจะความจริงขึ้นมาในร่างใหม่ และมุมมองใหม่

หากในสมัยเรียน เจ้ย หัวอ่อนเชื่อคำปรามาสของอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่เคยดูแคลนเจ้ยว่าความฝันในการทำหนังของหนุ่มอีสานอย่างเขานั้นไกลเกินเอื้อม เช่นนั้นแล้วคนไทยและคนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีปาล์มทองแห่งชัยชนะเป็นครั้งแรกนี้ได้อย่างไรและเมื่อไหร่ (ตลอด 63 ปีแห่งการประกวดหนังสากล ที่เมืองคานส์มีเพียง 6 ครั้งเท่านั้นที่หนังเอเชียได้แชมป์ – และส่วนใหญ่เป็นหนังญี่ปุ่น) ไม่ว่าใครจะอ้างว่าหนังไทยยังมีคนเก่งอื่น ๆ อีกมาก แต่หนังไทยเรื่องใด หรือคนทำหนังไทยคนไหนเล่าที่จะมองต่างอย่างลุ่มลึก ร่ำรวยอารมณ์ขันและพ่วงพาปริศนาลึกลับได้อย่างแนบเนียนเท่า เจ้ย อีก

เพียงเราย้อนไปหาผลงานหนังสั้นสมัยเรียนของเจ้ย หรือกับหนัง ?ดอกฟ้าในมือมาร? ซึ่งเป็นหนังขาวดำรูปแบบพิสดารซึ่งแจ้งเกิดที่เทศกาลหนังร็อตเตอร์ดามเมื่อปี 2000 เพราะนี่คืองานที่สะท้อนลักษณะศิลปะแนวร่วมด้วยช่วยคิดไว้ได้อย่างน่าตื่นตา ไร้รูปแบบเรื่องเล่าตายตัวทั่วไป มีเพียงกล้อง 16 มม. ที่เจ้ยแบกกล้องตามถ่ายชาวบ้านของแต่ละภาคทั่วไทย รู้เห็นชีวิตประจำวันสุดแสนธรรมดาของเขาเหล่านั้น ก่อนที่หนังจะก้าวข้ามไปมาระหว่างประสบการณ์ จริงกับเรื่องเล่าปาฏิหาริย์ หนังข่าว ทอล์คโชว์ การสัมภาษณ์ และจินตนาการมหัศจรรย์แห่งการประกอบเรื่องใหม่ ที่โยนลูกเต๋าให้มนุษย์เดินดินแต่ละราย ได้มีโอกาสด้นสดแต่งเติมนิทาน (คนละ) เรื่องเดียวกัน ซ้ำยังชี้ว่าประสบการณ์ทางศิลปะนั้นแชร์กันได้ ไม่ใช่วรรณะห่างเหินระหว่างหน้ากล้อง หลังกล้อง และคนดู

นักแสดงมือสมัครเล่นของหนังเจ้ย ซึ่งหน้าตาผิวพรรณห่างไกลจากมาตรฐานดาราผิวไข่มุก เป็นกลุ่มคนที่วงการละครทีวีหรือหนังใหญ่ทั้งหลายแทบจะไม่มีวันมอบคิว ให้สิทธิ์และโอกาส ผลงานของ เจ้ยทุกชิ้นทั้งหนังสั้น หนังยาว งานวีดีโออาร์ต และศิลปะจัดวางในแกลเลอรี่ในหลายหัวเมืองทั่วโลก ซึ่งล้อมรายไปด้วยกลุ่มดาวชาวบ้านโนเนม ยิ่งมีแต่ตอกย้ำว่าที่ทางของหนังก้าวไกลไม่ได้มีแค่เพียงการมุ่งหน้าเล่าเรื่องของพระเอก นางเอก และนักแสดงนำ หรือมีหน้าที่ปลุกเร้าอารมณ์ ส่งมอบคติสอนใจ เป็นปากเสียงของชุมชน อวดฉลาดด้วยสไตล์กล้องหรือบทพูดคมคาย หรือพยายามสั่งเสียคนดูด้วยศีลธรรมอัดเม็ด หากแต่ เจ้ย นั้นแลชอบเฉไฉ ล้อเรื่องจริงกับเรื่องมายาอยู่เสมอ เขาไม่ลังเลที่จะผสมผีปอบ ผีเสือสมิง นางพราย ความเชื่อลอยลม ของประหลาดจากต่างดาว หรือโชว์ฉากเกี้ยวพาที่ดูใสซื่อของสองหนุ่ม ขณะที่ตัวละครอ้อยอิ่งฟังเพลงของโมเดิร์นด็อก หรือ วงแคลช เจ้ยเท่านั้นที่จะกล้าปฏิเสธการผูกขาดจากระบบดารา ค่ายหนัง หรือแม้กระทั่งเงินบาทที่ปูทางสู่ฉากและเสื้อผ้าอลังการ ขนาดกระทั่งว่าบทหนังสำเร็จรูป หรือบทประพันธ์ดัดแปลง ที่เคยเป็นเครื่องการันตีหนังไทยคุณภาพ ก็หาใช่ข้อแม้สำคัญสำหรับคนอย่างเจ้ยแต่อย่างใดไม่

เจ้ย ทำหนังด้วยวิญญาณของนักค้นคว้าตลอดกระบวนการทำหนัง เขาสนุกกับการค้นหามากกว่าการค้นพบ อันว่านักแสดงชาวบ้าน ทีมงาน โลเกชั่น เรื่องราวที่พร้อมจะสับเซ็ทถ่ายเทไปมานั้น ต่างก็มีอิทธิพลต่อตัวหนังได้ตลอดเวลา ทั้งยังช่วยให้เขามองเห็นตัวเองและคนรอบข้างได้ปรุโปร่งขึ้น เป็นการเก็บรายละเอียดสัมผัสทางอารมณ์ เฝ้ามองอารมณ์ขันเรียบง่ายในชีวิตแบบพื้น ๆ ซึ่งยืดหยุ่นกว่าการยึดติดกับบริบททางความคิดที่วางแผนตายตัวล่วงหน้า เพราะนั่นอาจหมายถึงการพลาดโอกาสเปิดตาใสมองโลกอย่างพิศวงตื่นรู้ ไวต่อการสังเกตการณ์ ละวางนิสัยชอบตัดสินถูกผิด เพราะการเป็น ?นักเรียนชีวิต? รับฟังธรรมชาติ วัฏจักรความเป็นอยู่ ความเชื่อของผู้คนนั้นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด และที่สำคัญไม่ย่อหย่อนไปกว่าก็คือ การดูหมิ่นเหยียดหยาม เยาะเย้ยเสียดสี เปิดโปงความงมงาย ชี้ชัดฟันธงความชั่วร้ายของบุคคล หรือองค์กรใดนั้นไม่ใช่ทิศทางและบุคลิกนิสัยของเจ้ย เท่าที่ผมได้รู้จักมา ตั้งแต่ช่วงที่เขาเพิ่งเปิดกล้อง ?ดอกฟ้าในมือมาร? ซึ่งตัวเขาต้องเตรียมงานหนังพลาง ตะลอนขับรถรับส่งนักแสดงพลาง ซ้ำยังต้องห่วงหาอาหารให้อาสาสมัครทีมงานกองถ่ายได้อิ่มท้องนั่นแล

หลายคนล้อเลียนเจ้ย ว่าดัดจริตทำหนังดูยาก บ้างก็หาว่าทำหนังไม่เป็น บ้างก็หาว่าทำหนังเอาใจฝรั่งหัวสูง ซึ่งข้อกล่าวหากลุ่มนี้ผมพอเข้าใจได้ เพราะว่าหนังเจ้ยไม่เคยเน้นเล่าเรื่องราว หลายฉากเป็นเพียงภวังค์ ความคิดฝันที่ไหลเลื่อนไม่ปะติดปะต่อ ซึ่งเอื้อนเอ่ยทิ้งน้ำหนักสละสลวยดั่งนักกลอนเอก คนดูหลายคนจึงอาจอึดอัดใจ เพราะนำแว่นวิเคราะห์ตามหลักสูตรวรรณกรรมมาวัดคุณค่าหนังเจ้ยไม่ได้ผล บ้างเรียกร้องว่าหนังที่ดี (และถูกต้อง) นั้นต้องมี พัฒนาการตัวละคร (พล็อตประมาณคนเห็นแก่ตัวเปลี่ยนเป็นคนเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์) สร้างความขัดแย้ง (ต้องเผชิญหน้าความอยุติธรรม หรือต่อสู้เพื่อความฝัน) โครงสร้างเรื่องเล่า 3 องก์ (องก์ 1 คือปูที่มาตัวละคร องก์ 2 พบอุปสรรค องก์ 3 ฝ่าฟันสู่ชัยชนะ) ทั้งยังขู่แกมบังคับให้ตีสรุปเรื่อง พร้อมคติธรรม

น่าเสียดายที่เราคนดูหนังทั้งชาวกรุงและชาวบ้านนอก กลับยึดติดกับภาพชีวิตไทยในลักษณะงดงามพาฝัน สังคมแย้มยิ้มปรองดอง หรือไม่ก็อิงแอบหาหนังที่ทุกอณูชีวิตจะต้องระห่ำใจมาร ขันแข่งแก่งแย่งจนทำให้พวกเราละเลยความเรียบง่ายประจำวันของชีวิต ตื่นตูมปฏิเสธฉากพระเล่นกีต้าร์ มนุษย์มนาธรรมดาอย่างแพทย์เกิดอารมณ์เพศ หมอจิบเหล้าซึ่ง เจ้ย นำเสนอในลักษณะไม่ขับเน้น ไม่จับจ้อง ไม่หวังกระตุ้นต่อมอารมณ์ตุ้มติ่ม ต่างกันโลดล้านปีแสงจากมุขตีหัวเข้าบ้านของหนังโกยผีแต๋ว หมอซ้งติงต๊อง ตลอดจนหลวงพี่เถิดเทิงใช้เท้าพระพรมหน้าโยม ตลกหยาบโลนเหล่านี้ที่ได้กระหน่ำโสตประสาทคนดูหนังไทยมานับโกฏิปี แต่กระนั้นเราก็ยังสู้ทนดูมันได้ไม่รู้เบื่อ จนมีผลให้จิตใจขาวเนียนไว้ท์เทนนิ่งของศิวิไลซ์ชน เริ่มหยาบกร้านไม่แพ้ฝ่ามือของกุลีชน (ที่เราทำท่าชิงชังรังเกียจ)


คงวิเศษนัก หากเราเปิดใจว่า หนังนั้นสามารถมีอิสระเฉไฉได้ดั่งปลายพู่กัน เราควรใจกว้างยอมรับว่าหนังที่ดีไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดให้สรุปความ ถกเถียงปรัชญา ตีแผ่บุคลิกตัวละครอย่างเจาะลึก เพราะบางครั้งแค่การเดินเคียงคู่ แอบฟังตัวละครเกี้ยวพากันอย่างละเมียดละไมชั่วครู่ยามก็น่าจะเพียงพอแล้ว หนังที่มีค่าไม่จำเป็นต้องตอบคำถามสำคัญ สู่รู้ไปทุกเรื่อง หรือห่วงใยมนุษยชาติอย่างออกหน้าโอเวอร์ เพราะไม่ว่าจะเป็น หมอ พยาบาล ทหาร พระ เกย์ นักร้อง ครู หรือหญิงชาวบ้านวัยกลางคน ทุกคนก็เป็นเพียงหลายชีวิตที่พบปะทักทาย แลกเปลี่ยนความเห็น พูดคุยหยอกเอินกันได้ แม้แต่หมอโรงพยาบาลซึ่งกำลังรักษาหลวงพี่ (ใน ?แสงศตวรรษ?) ก็อาจสลับตำแหน่งกลายเป็นลูกค้ายาแผนโบราณของพระท่านได้เหมือนกัน ซึ่งนี่เป็นอารมณ์ขันในชีวิตพื้น ๆ ที่ชาวบ้านเจนตา หากเพียงคนเราไม่มัวมาตั้งแง่ วางมาดเท่เป็นรูปปั้นพนักงานตัวอย่างกันตลอด 24 ชั่วโมง ทุกคนก็สามารถนั่งขำกันอย่างสมสุข เช่นเดียวกับเสียงหัวเราะของคนดูหนัง 200 กว่าคนที่ได้ชม ?แสงศตวรรษ? ในรอบสื่อมวลชน

หากเราไม่นั่งเกร็งกับการดูหนังประเภทเอาความจนเกินไป เรื่องราวครึ่งหลังของ สัตว์ประหลาด และ แสงศตวรรษ นั้นอาจจะไม่ใช่ภาระหนักหนานัก ลองมองใหม่ดูบ้างว่าเจ้าครึ่งหลังของหนัง 2 เรื่องนั้นอาจเป็นแค่ภาพกลับ / สลับร่าง / แปลงร่าง ที่เทียบเคียงทั้งความเหมือนและความต่างของบุคคล หรือกลุ่มตัวละครเดียวกัน และมันสะท้อนภาพฝัน ความโหยหาที่พลิกผันคาบเกี่ยวระหว่างความทรงจำกับแฟนตาซี เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่า หนังนั้นเป็นได้ทั้งภาพจริงและภาพเปรียบเปรย ขออย่ายึดถือตายตัวกับภาพถ่ายของจริงจนเกินงาม เพราะศิลปะของแท้นั้นมีคุณสมบัติทางนามธรรมที่สามารถถ่ายทอด ?ให้เห็นในสิ่งที่ไม่ได้โชว์ให้เห็น? ดั่งคำคมของนักประพันธ์เกริกเกียรติ โจนาธาน สวิฟต์

เอกลักษณ์ของหนังเจ้ย คือย้ำให้เราตระหนักถึงความมหัศจรรย์ของโลกที่ฟ้าประทานโสตประสาท ดวงตา หู ให้เรารับรู้โลกสวยงาม รู้สึกถึงความลึกลับ ปริศนา อันตราย มนต์เสน่ห์ของจินตนาการและธรรมชาติ โดยใช้สื่อภาพยนตร์ซึ่งเป็นสื่อภาพเคลื่อนไหวที่เหมาะเหม็งในการบันทึกภาพชีวิตของคนยุคใหม่ อย่างยากที่ศิลปะแขนงอื่นจะทำได้เทียมเท่า และในตอนจบของหนัง แสงศตวรรษ ก็เช่นเดียวกับ ?ดอกฟ้า? ที่เจ้ย ถอยโฟกัสออกจากกลุ่มตัวละครสมมติ กลับไปหาความงามในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน (และทีมงานหลังกล้อง) ด้วยการทำกิจกรรมกลางแจ้งร่วมกันในสวน คล้ายกับที่ เฟเดริโก้ เฟลลีนี่ เคยนำตัวละครในโลกจินตนาการของเขาออกมาเดินนวยนาดบนแคทวอล์ควงกลม เพื่อสะท้อนวงจรสุขนาฏกรรมทบบรรจบในตอนท้ายของ 8 ? (?แปดครึ่ง? เพิ่งถูกสร้างใหม่เป็นหนังฮอลลีวู้ดเรื่อง ?9?)

อนาถใจนักว่าการรอคอยมานานกว่า 20 ปีของผม วันที่คนไทยฝีมือระดับบรมครูของโลกจะได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ สมกับที่หนังลีลากวีเรื่อง ?สัตว์ประหลาด?, ?แสงศตวรรษ? และ ?ลุงบุญมีระลึกชาติ? นั้นสามารถยืนเคียงคู่กับกลอนภาพทะลักทำนบ อย่างหนังครูเรื่อง The Mirror ของ อังเดร ทาร์คอฟสกี้, Persona ของ อิงมาร์ เบิร์กแมน, Kalyi ของ Fred Kelemen, Sombre ของ ฟิลิปป์ กรองดิญือซ์ หรือ Of Time and the City ของ เทอร์เรนซ์ เดวี่ส์

ทำไมประเทศนักเลงใจเสี่ยอย่างเราจึงขาดนายทุนไทยใจกล้า ทำไมเราต้องเสียดสีถากถางเจ้ยเพียงเพราะหนังเขาไม่สอพลอคนดู ทำไมเราจึงผลักไสเขาไปดิ้นรนหาเงินอุปการะจากต่างชาติ เขาทำหนังไทย-พูดไทย-ถ่ายเมืองไทย เพื่อเป็นหน้าตาให้ประเทศ แต่กลับแทบไม่มีเงินไทยเอี่ยวจริงด้วยสักบาท หนำซ้ำยังไม่มีโอกาสฉายผลงานฉบับสมบูรณ์ให้คนไทยด้วยกันได้ชมในโรงภาพยนตร์อีกต่างหาก

ตลกร้ายที่เจ้ยกลับมีแฟนหนังชาวต่างชาติเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน พวกเขาจรดจ่อรอคอยผลงานชิ้นใหม่ของ เจ้ย ให้ถูกซื้อไปฉายในบ้านเมืองตัวเอง (แม้จะฉายเพียงน้อยแห่ง เทียบไม่ได้กับจำนวนโรงนับพันของหนังใหญ่อย่าง Avatar) นี่ยังไม่นับรวมนักเขียนและนักวิจารณ์หนังกลุ่มใหญ่ที่เขียนหนังสือวิเคราะห์งานของ เจ้ย ออกมาเป็นเล่มเฉพาะ ซ้ำยังติดตามชมงานศิลปะที่ เจ้ย ตระเวนจัดแสดงตามพิพิธภัณฑ์ในหลายประเทศ (หนังเรื่อง ?ลุงบุญมี? เป็นส่วนขยายมาจากงานศิลปะจัดวางชุด Primitive) ซึ่งว่าไปหนังเจ้ยลักษณะนี้นั้น ยากยิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคนทำหนังซึ่งอายุไม่เกิน 40 ปี (โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ใช่ฝรั่ง)

นานเกินไปกว่าที่เราจะรู้ซึ้งถึงคุณงามความจริง อีกกี่ครั้งคราที่เราจะยังไม่เลิกทำบาปกับคนทำหนังไทยรุ่นใหม่อีกมาก เราผลักไสให้พวกเขาต้องดิ้นรนสร้างชื่อเสียงอย่างยากเย็นเพียงลำพัง แต่ละก้าวกว่าที่พวกเขาจะสร้างพื้นที่ของตัวเองขึ้นมา ครั้นเมื่อยืนหยัดบนลำแข้งของตัวเองได้เมื่อไร ก็มิวายต้องถูกทวงบุญคุณว่าการเป็นคนไทยที่ดีนั้น ต้องพลีกายถวายท้ายให้แผ่นดินแม่โดยเร็วไว

โดย:สนธยา ทรัพย์เย็นและทีมงานฟิล์มไวรัส (เขียนเพิ่มเติมจากบทความที่เคยตีพิมพ์ใน : กรุงเทพธุรกิจ ฯ / คอลัมน์จุดประกาย / วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม 2550)

สัตว์วิกาล
ราคาปก 300 แต่รอซื้องานหนังสือ ลด 20% อิอิ

หมายเหตุ: ผู้สนใจสามารถหาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้จากหนังสือ ?สัตว์วิกาล: ภาพเรืองแสงของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล? และหนังสือ ?ปฏิบัติการหนังทุนข้ามชาติ: ตำรับหนังชีวิตสามัญโกอินเตอร์? (ทั้งสองเล่มจัดพิมพ์โดย filmvirus และ openbooks)

ที่มา/www.Onopen.Com