เจ้ย อภิชาติพงศ์ ชอบความมีเสน่ห์ของไทย

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / เจ้ย อภิชาติพงศ์ ชอบความมีเสน่ห์ของไทย

“ปาล์มทองคำ” หนึ่งเดียวของไทย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล สีสัน ขัดแย้ง เสน่ห์อันร้ายแรงแบบไทยๆ

บ่ายแก่ๆ วันหนึ่งใต้ร่มไม้ครึ้มของ บริษัท คิ๊ก เดอะ แมชีน เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์รางวัลปาล์มทองคำ จากงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ จากภาพยนตร์เรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ซึ่งเพิ่งกลับมาถึงเมืองไทยหมาดๆ มีนัดให้สัมภาษณ์กับ “มติชน”

เขาว่าพอกลับมาก็มีโอกาสได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งก็ได้คุยกันหลายเรื่อง ทั้งเรื่องของรางวัลและภาพยนตร์ เรื่องการเมืองซึ่งอยู่ในความสนใจ รวมไปถึงเรื่องแนวทางของศิลปวัฒนธรรมในเมืองไทย

“เขาก็พูดดี เรื่องอนุรักษนิยม เข้าใจว่าเมืองไทยเป็นแบบนี้อยู่มาก ยังไม่เปิดโอกาสให้วัฒนธรรมร่วมสมัยเท่าไหร่ ในขณะเดียวกัน ในหัวท่านตอนนี้ก็มีแต่เรื่องเหตุการณ์ที่ผ่านมาซึ่งเป็นเรื่องหนักๆ”

การเข้าพบครั้งนี้เจ้ยว่าผ่านไปแบบชื่นมื่น “เราก็ชมว่าท่านยังดูคูล (เท่) อยู่เลย ท่านก็สดใสขึ้น” เขายิ้มน้อยๆ เป็นเชิงเย้า

สำหรับรางวัลปาล์มทองคำ ซึ่งเขาเป็นผู้กำกับคนไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้ามาครองนั้น เจ้ยว่าเขาเองก็ไม่คิดว่าจะได้ เพียงแต่คาดว่าน่าจะมีอะไรสักอย่าง เพราะผู้จัดโทร.มาชวนแกมบังคับให้ไปร่วมงานคืนนั้น

แล้วทันทีที่ได้แผนพักผ่อนหลังหนังเสร็จก็ต้องยืดออกไป เนื่องจากมีคิวสัมภาษณ์ยาวเหยียด ก่อนจะตามมาด้วยตารางเดินทางตลอดทั้งปี เพื่อโปรโมตหนังเรื่องนี้ รวมถึงต้องจัดเวลาสำหรับทำงาน วิดีโออาร์ท ซึ่งเป็นงานที่เป็นรายได้หลัก รวมทั้งงานโปรดิวซ์ภาพยนตร์ให้คนอื่นอีก 1-2 เรื่อง

คนทำ “ลุงบุญมีระลึกชาติ” เล่าว่าหนังมีที่มาจากหนังสือเกี่ยวกับคนชื่อลุงบุญมี ซึ่งระลึกชาติได้ หนังสือเล่มนี้เขาได้มาจากวัดป่าแถวบ้านที่ขอนแก่น แล้วนำมาพัฒนาเป็นบท ซึ่งที่สุดแล้ว หนังทั้งเรื่องจะพูดเกี่ยวกับความทรงจำบางสิ่งที่หายไป เป็นหนังเชยๆ ที่ถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม. เป็นหนังจักรๆ วงศ์ๆ ที่มีสัตว์พูดได้ และการเปลี่ยนแปลงของสื่ออะไรหลายๆ อย่างในสังคมไทย

ส่วนถ้าจะมีเรื่องการเมืองอย่างที่บางคนตีความ ก็เป็นแค่ส่วนเล็กๆ น้อยๆ

“ส่วนที่เป็นการเมืองมันเกิดจากโครงการพริมิทิฟ (โครงการศิลปะอินสตอเลชั่น เกี่ยวกับภาคอีสานของเขา) มันเหมือนไดอารี่ที่เราบันทึกเรื่องบางอย่างที่ไปพบมา อย่างความขัดแย้งของคอมมิวนิสต์ หรือเรื่องของบุญ บาป เรื่องของการใช้ความเชื่อมาวิเคราะห์จุดยืนของตัวเอง อย่างที่มีพระบอกฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป เรารู้สึกว่ามันเหมือนเป็นวงจรของเหตุการณ์ที่กลับมาเกิดใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก”

หนังเรื่องนี้เขาน่าจะผ่านการพิจารณาเรตติ้งของไทยไปได้ จะเป็นเรตอะไรก็ไม่มีปัญหา ขอเพียงไม่มีการมายุ่งกับหนังของเขาก็พอ

“แต่ จริงๆ ถ้าไม่ให้ฉาย ก็คงไม่ออกมาประท้วงแล้วนะ แต่คงออกมาพูดว่า ทำไมเราไม่เห็นด้วย”

ปัญหาในกระบวนการพิจารณาภาพยนตร์บ้านเรานั้น เขาว่าจริงๆ แล้วเป็นเพราะคนที่ใช้กฎหมายอยู่อาจไม่เหมาะกับงาน อีกทั้งอาจกลัวปัญหายุ่งยากจากการประท้วงของกลุ่มต่างๆ เลยตัดรำคาญด้วยการตัดหนังเสียเลย จะได้ไม่ต้องมาสะสางภายหลัง

“แต่ที่ต้องดูคือ สอดคล้องกับสังคมโลก สังคมปัจจุบันแค่ไหน หรือเราจะอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ นี้เท่านั้น ถ้าประชาชนส่วนใหญ่พอใจกับสภาพนี้ มีลูกหลานก็ไม่อยากให้เข้าไปในโรงหนัง หรือเข้าไปดูหนังที่ทำให้แปดเปื้อน ก็โอเค”

ถ้าคิดกันแค่นี้ เจ้ยว่าก็ต้องดูกันต่อไปว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นไหม? แต่ในแง่ภาพยนตร์ละก็ไม่เปลี่ยนแน่ๆ

“คือมันยังล้าหลังอยู่ไง คนทำหนังต้องรวมตัวกัน ต่อสู้เพื่อให้ตัวเองทำงานได้อิสระ”

กับเรื่องอย่างการพิจารณาทุนสนับสนุนภาพยนตร์ไทย ของกระทรวงวัฒนธรรมที่ผ่านมา ก็เป็นอีกเรื่องที่เขาออกไปต่อสู้ เพราะจุดประสงค์ของทุนคลุมเครือเกินไป ว่าจะสนับสนุนหนังไทยโดยรวม หรือหนังเรื่อง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร” ซึ่งในมุมของเขาถ้าปล่อยไว้ก็จะสร้างมาตรฐานไม่ดีในการให้ทุนครั้งต่อๆไป เรื่องอย่างนี้ด้วยเครดิตของอภิชาติพงศ์ รวมถึงการเป็นศิลปินรางวัลศิลปาธร เขาก็ต้องออกหน้า จนที่สุดกระทรวงวัฒนธรรมก็พิจารณาใหม่

ถ้าถามว่า รู้สึกอย่างไรที่ผลสุดท้าย การตัดสินออกมาดูจะเป็นที่น่าพอใจของใครหลายๆ คน เจ้ยบอกชัดเจน “ซวยแล้วกู”

“เรากลายเป็นไปสร้างศัตรูกับท่านมุ้ย (ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ผู้กำกับ ตำนานสมเด็จพระนเรศวร) กับใครอีกหลายคน แต่เชื่อว่าเขาคงรู้ว่าที่จริงตอนแรกกระทรวงมันแย่ ที่ดันเอาทุน 2 แบบมาปนเปกัน”

“เรื่องอย่างนี้มันสำคัญที่ต้องพูด หลายๆ อย่างที่รัฐทำกับเรา บางครั้งเราก็ยอมๆ ทั้งที่ในใจรู้ว่ามันผิด แต่เรื่องนี้ถ้าไม่พูด เราก็ไม่ซื่อสัตย์ต่ออาชีพแล้ว ขณะเดียวกัน ก็มีเสียงออกมา เฮ้ย! เอาเงินมาให้ก็ทะเลาะกัน ทีหลังไม่ให้แล้ว ถ้าคนพูดคิดแบบนี้ ก็ไม่ควรมาทำงานให้ประชาชน ทั้งที่เรื่องนี้ควรมาคุยกันด้วยซ้ำ เพราะเงินที่ให้ก็มาจากภาษีของเราทั้งนั้น”

อย่างไรก็ตาม เจ้ยว่าถ้าการที่เขาออกมาเคลื่อนไหวหรือแสดงความเห็นอะไร แล้วมีคนชอบ ไม่ชอบก็ไม่ขัดข้อง เพราะนั่นเป็นเรื่องธรรมชาติ และแม้ว่าที่สุดแล้วบางครั้งเขาจะโดนโจมตีจากสื่อบางสำนัก หรือเว็บบอร์ดบางแห่งเกี่ยวกับจุดยืนส่วนตัวบางเรื่องที่เข้าไปพัวพันกับการ เมือง

“ก็ดี มีสีสัน” เขาบอก ก่อนจะอมยิ้มที่มุมปาก

“มันทำ ให้รู้ว่าเราอยู่จุดไหนของสังคม แล้วเห็นอำนาจในการเชิดชักคนของสื่อ เราชนะที่คานส์ก็ถูกเอาไปโยงว่า ทักษิณ (ทักษิณ ชินวัตร) จ่ายเงินให้ทิม เบอร์ตัน ไม่รู้คิดได้ยังไง แล้วถ้าเรื่องแค่นี้ยังถูกเอาไปใช้ได้ แล้วเรื่องการเมือง เรื่องอื่นๆ จะถูกเอาไปใช้อีกขนาดไหน”

เจ้ยว่า ในชีวิตเขาแม้จะได้ไปอยู่ต่างประเทศ ไปเห็นเมืองมาหลายแห่ง สุดท้ายแล้วเมืองไทยนี่ละที่เขารักที่สุด ด้วยมองเห็น “เสน่ห์ในความร้ายแรงของมัน”

“ต่างประเทศมันมีพร้อม มีคนเชื่อใจคนด้วยกัน มีความสงบ มีวัฒนธรรม จะเสพงานศิลปะอะไรก็เสพได้ จะบ่นอะไรก็บ่นได้ มันพร้อมจนน่าเบื่อ” เขาบอกพลางหัวเราะ

ในขณะที่ ประเทศไทย แม้จะมีความขัดแย้ง แต่ถ้ายังให้มีการแสดงออกได้อย่างสงบ ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี อย่างม็อบคนตาบอดที่ประท้วงหน้าทำเนียบ เมื่อเร็วๆ นี้

“เรารู้สึกว่ามันเจ๋งน่ะ มีการแสดงออกให้เห็น มันแสดงสปิริตการรวมกลุ่มของสังคม ตรงนี้ผมว่าดีกว่าการบอกว่ารักชาติโดยไม่ทำอะไรเลย”

เขายิ้มอีกครั้งก่อนจะสำทับว่า “นี่ก็เป็นแค่ในความเห็นผมนะ”

ที่มา : มติชน