ทำยังไง…ถึงเป็นนักเต้นสตรีทแด๊นซ์

Home / ข่าวหนัง, หนังฮอลลีวูด / ทำยังไง…ถึงเป็นนักเต้นสตรีทแด๊นซ์

การจะเป็นนักเต้นสตรีทแด๊นซ์ นอกจากจะต้องมีแรงกายแข็งแรง มีความขยันมั่นเพียนในการฝึกซ้อม อดทนพยายาม ทักษะในการเต้นที่ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ และยังมีส่วนประกอบอื่นๆ อีกมากมาย ที่จะทำให้คุณเป็นนักเต้นสตรีทแด๊นซ์ได้อย่างมืออาชีพ วันนี้ movie.mtahi.com จึงหยิบเกร็ดความรู้ในการเป็นนักเต้น สตรีทแด๊ซน์มาฝาก

1. ตั้งชื่อตัวเอง
ชื่อจริงของคุณอาจไม่โดดเด่นพอ น่าจะลองหาชื่อที่ฟังดูเท่กว่าเดิม ยกตัวอย่างเช่น เคนดริก แซนดี้ ใช้ชื่อในการเต้นว่า H2o ในขณะที่สมาชิกในทีมเต้น Flawless ก็มีชื่ออย่าง Swoosh, FX และ Neo

2. ใส่เสื้อและกางเกงตัวใหญ่กว่าเดิม
ไม่มีอะไรที่เล็กในสตรีทแด๊นซ์ คุณต้องการอะไรที่ดูใหญ่และโคร่งที่สุด สวมฮู้ดที่ใหญ่ที่สุด และกางเกงเอวต่ำที่สุดเท่าที่คุณหาได้ อุปกรณ์ประกอบก็เป็นสิ่งจำเป็น อย่างเช่นหมวดเบสบอลที่ปิดหน้าของคุณไปแล้วครึ่งนึง

3. เรียนรู้ศัพท์เฉพาะ
ไม่มีนักเต้นคนไหนใช้คำว่า “เบรคแด๊นซ์ซิ่ง” นักเต้นทุกคนเรียกมันว่า “เบรคกิ้ง” หรือ “บี-บอยอิ้ง” และพยายามใช้คำว่า “เจ๋ง” และ “ป่วย” ในบทสนทนา ก็จะทำให้คุณดูเหมือนพวกเขาไปครึ่งนึงแล้ว

4. เป็นตัวของตัวเอง
ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย แอนดริว ค็อกซ์ ยืนยันว่า ใครๆก็สามารถดูเหมือนนักเต้นสตรีทแด๊นซ์ได้ มันเกี่ยวกับการหา “อุปกรณ์เสริม” เขาอธิบายว่า “มันเกี่ยวกับการเป็นตัวของตัวเอง และแสดงให้เห็นถึงการแสดงออกทางสังคม อย่ากลัวที่จะพยายามทำในสิ่งที่แตกต่าง”

5. ฝึกฝนอย่างหนัก

เคนดริก แซนดี้ อธิบายว่า “ถ้าคุณต้องการเป็นหนึ่ง มันไม่มีทางไปถึงได้หรอก อย่าคิดว่าความสามารถที่คุณมีเพียงพอแล้ว คุณจะไม่มีทางไปถึงจุดที่เรียกว่า ?ความสมบูรณ์แบบ? แต่ถ้าคุณพยายามเพื่อมัน นั้นก็เรียกว่าคุณกำลังทำให้ดีที่สุดแล้ว ทำให้แน่ใจว่าคุณฝึกฝน หาประสบการณ์ และอย่ารั้งตัวเองไว้ ที่สำคัญที่สุดก็คือคุณต้องสนุกกับมัน”

6. ทุ่มตัวเองลงไปเพื่อการเต้น

เคท พรินซ์ อธิบายว่า “ผสานตัวเองกับการเต้นให้เป็นหนึ่ง เรียนจากคลาสเต้นให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ และเรียนรู้จากครูสอนเต้นให้มากคนที่สุด เพราะถ้าคุณเรียนกับครูสอนเต้นคนเดียว คุณก็จะเก่งมากสุดได้เท่ากับครูคนนั้น ไปเรียนคลาสเต้นอื่นนอกจากสตรีทแด๊นซ์ เพื่อหาความหลากหลายและแข็งแกร่ง เช่น พิเล่ห์ และบัลเล่ต์ ถ้าคุณสะสมเงินได้ เดินทางไปรอบโลกเพื่อดูว่าโลกของสตรีทแด๊นซ์ก้าวหน้าไปถึงไหน ทำให้การเต้นคือลมหายใจของคุณ”

7. เรียนรู้สไตล์การเต้น
ป็อปปิ้ง – เทคนิกที่เกร็งและคลายกล้ามเนื่ออย่างรวดเร็วในการสร้างการเคลื่อนไหวให้กับร่างกาย รู้จักกันในนามว่า ป็อป หรือ ฮิต ซึ่งสร้างการเคลื่อนไหวที่เหมือนกำลังร่อน โดยการเต้นมูนวอร์คของ ไมเคิล แจ็คสัน ก็เป็นส่วนหนึ่งของสไตล์การเต้นนี้

ล็อคกิ้ง ? คือการทำตัวแข็ง หลังจากการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว และล็อคเอาไว้ในท่านั้นเอาไว้ในชั่วครู่นึง ก่อนที่จะกลับไปเต้นในความเร็วเท่าเดิม ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวส่วนบนของร่างกายอย่างรวดเร็ว ผสมผสานกับสะโพกและขาที่ผ่อนคลายมากกว่าส่วนบน
ครัมปิ้ง – เป็นการเต้นที่ไม่ให้ความสำคัญในการออกแบบท่าเต้น แต่เป็นการที่ทุ่มตัวเองลงไปในเพลงมากกว่า มีต้นกำเนิดจากเซ้าท์เซนทรัลในลอสแองเจลิส เป็นสไตล์การเต้นที่เต็มไปด้วยพลัง และเกี่ยวข้องกับการเหวี่ยงแขน เต้นด้วยหน้าอก และการกระทืบเท้า ถ้าคุณที่เป็นนักเต้นที่ห่วงในเรื่องการทำท่าถูก ครัมปิ้ง ก็อาจไม่ใช่สไตล์ของคุณ
เฮ้าส์ – เป็นสไตล์ที่ผสมผสานการเคลื่อนไหวจากการเต้นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น คาโปเอร่า แท็บ แจ็ส บีบ็อบ และ ซัลซ่า การเต้นเฮ้าส์มีพื้นฐานจากการโยกแขนและการแจ็คกิ้ง

8. เรียนรู้ท่วงท่าการเต้น
เวฟวิ่ง – หรืออีกชื่อหนึ่งที่ชื่อ แจ็คกิ้ง แนวคิดก็คือการทำให้ดูเหมือนมีอะไรฉีกผ่านตัวคุณ เริ่มจากการทำมือเป็นคลื่น กางแขนออกและเริ่มจากนิ้วจากมือนึง ทำให้มือทั้งสองเป็นคลื่นขึ้นลงสลับกัน การเคลื่อนไหวนี้ควรผ่านหน้าอกและหลังของคุณด้วย มันเป็นเรื่องสำคัญที่ส่วนอื่นของร่างกายต้องอยู่นิ่งๆ เพื่อมอบความรู้สึกที่มีกระแสคลื่นไหลผ่านร่างกายคุณ
เดอะ วินมิลล์ – นี่คือท่าที่ทุกคนคิดถึงเมื่อพุดถึงการเบรคกิ้ง นักเต้นจะเอาหัวตัวเองเป็นแกนหมุนบนพื้น โดยมีขาของเขากางขึ้นบนอากาศเป็นตัววี
ทุตติ้ง – ท่านี่ถูกตั้งชื่อตามจักพรรดิฟาโรห์ของอิยิปต์ ตุตันคาเมน โดยท่านี้คุณต้องทำมืออยู่ในองศาที่ถูกต้อง… ใช่แล้ว วง the Bangles ได้รับแรงบันดาลใจในการเต้นในมิวสิควิดีโอ Walked like an Egyptian

สไลด์ – ยกส้นเท้าขวาของคุณขึ้นในขณะที่เท้าซ้ายวางราบกับพื้น สไลด์เท้าซ้ายออกไปรอบพื้น จากนั้นก็ยกส้นเท้าซ้ายขึ้น และเท้าขวาราบไปกับพื้น และทำในลักษณะเดียวกันจนเท้าทั้งสองมาจบกัน และทำมันซ้ำเพื่อให้เกิดท่วงท่าที่ลื่นไหล มันอาจฟังดูง่าย แต่มันต้องใช้การฝึกฝนเพื่อทำให้คล่อง
ท็อปร็อค – นี่คือสเต็ปขั้นตอนที่ บี-บอยและเกิร์ลทำในขณะที่ยืนตรง ปกติแล้วจะเป็นท่าเริ่มต้นก่อนที่พวกเขาจะเริ่มต้นการเบรคกิ้งที่รุนแรงและดุเดือด
ซุยไซด์ – ปกติแล้วก็ถูกใช้เป็นท่าจบด้วยท่วงท่าแห่งพลังและอารมณ์ร่วม โดยท่านี้คุณต้องแสดงให้เห็นว่าตัวเองกำลังสูญเสียการควบคุม และลงสู่พื้นด้วยหลังหรือหน้าท้อง ยิ่งคุณทำได้อย่างสมบูรณ์แบบหรือประสบความสำเร็จมากแค่ไหน คุณก็จะรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวมากแค่นั้น

ประวัติของสตรีทแด๊นซ์
สตรีทแด๊นซ์คือการผสมผสานของ ฮิปฮอป เบรคกิ้ง ป็อปปิ้ง และ ล็อคกิ้ง ที่มีความซับซ้อน เที่ยงตรง และต้องใช้ความแข็งแกร่งของร่างกายสูง การใช้คำว่า “สตรีทแด๊นซ์” ถูกครอบคลุมไปทุกสไตล์ของการเต้น ที่กำเนิดมาจากท้องถนนและในคลับ แทนที่จะถูกฝึกฝนในโรงเรียนหรือแด๊นซ์สตูดิโอต่างๆ

ต้นกำเนิดของสตรีทแด๊นซ์ไล่ไปตั้งแต่ต้นยุค 1970s ดีเจ คูล เฮิร์ค ถือว่าเป็นผู้คิดค้น เบรคบีท ในปี 1972 โดยการแยกเสียงกลองและการมิกซ์ในสปีดที่ต่างกัน ในขณะเดียวกัน เซ้าท์บร็องค์และฮาเล็มในนิวยอร์ค วัยรุ่นก็มักจะท้ากันเต้น เบรดแด๊นซ์ และกลายเป็นกลุ่มบี-บอยแรกของโลก ขณะเดียวกันฝั่งตะวันตกของอเมริกา สไตล์ที่น่าตื่นตาอย่าง ป็อปปิ้ง และ ล็อคกิ้ง ก็กลายเป็นที่นิยมตามท้องถนนในแคลิฟอร์เนีย

พื้นฐานของสไตล์การเต้นเหล่านี้มีมาตั้งแต่หลายปีก่อน เอิร์ล “สเน็กฮิป” ทัคเกอร์ เป็นผู้คิดค้นของการเต้นแบบ เวฟดิ่ง และ สไลด์ดิ้ง ในทศวรรษที่ 1920s แต่ก็ต้องรอจนถึงยุค 1970s กว่าที่ เบรคกิ้ง ป็อปปิ้ง ล็อคกิ้ง และฮิปฮอป จะกลายเป็นการเต้นที่นิยม จากนั้นการเต้นอื่นๆเช่น ครัมปิ้ง จะถือกำเนิดขึ้นตามกันมา
การเต้นฟรีสไตล์และวิวัฒนาการคือหัวใจสำคัญของสตรีทแด๊นซ์ ที่ทำให้นักเต้นสตรีทแด๊นซ์ทุกวันนี้แตกต่างจากผู้คิดค้นในช่วงต้นยุค 1980s
จอร์จ แซมสัน เล่าว่า “เมื่อคุณดูวิดีโอของนักเต้นสตรีทแด๊นซ์ในยุค 1980s มันจะทำให้คุณรู้สึกว่าพวกเขาคิดค้นมันได้ยังไง แต่ในปัจจุบันทุกอย่างดูรวดเร็วขึ้น มันเกี่ยวกับการตีลังกาสองรอบ และมีการผสมผสานท่ายิมนาสติกเข้ามา บีบอยจากยุคก่อนบางคนไม่พอใขกับการเปลี่ยนแปลง แต่ผมคิดว่ามันยอดเยี่ยมที่พวกเราสามารถพัฒนามันต่อไปอีกได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีการพัฒนา”

………………………………………………………………