เรตติ้ง กับเจ้าของรางวัลหนังจากคานส์ เจ้ย-อภิชาติพงศ์

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / เรตติ้ง กับเจ้าของรางวัลหนังจากคานส์ เจ้ย-อภิชาติพงศ์

หลังจากที่ พี่เจ้ย – อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้สร้างชื่อเสียงโดยชนะเลิศในงานเทศกาลหนังเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศสแล้ว ทางกระทรวงวัฒนธรรม จึงได้จัดการประกาศเกียรติคุณให้กับผู้กำกับที่สร้างชื่อให้กับประเทศ เมื่อค่ำวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งในงานทางทีม movie.mthai ก็ได้มีโอกาสกระทบไหล่สัมภาษณ์ผู้กำกับคนดัง “พี่เจ้ย” เกี่ยวกับความเห็นที่มีต่อระบบเรตติ้งในเมืองไทย เราลองมาดูกันว่าพี่เจ้ยแสดงทัศนะว่าอย่างไรกันบ้าง

ความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบเรตติ้งในเมืองไทย

พี่ว่าตอนนี้มันยังไม่สมบูรณ์ แต่ว่ามันเป็นสเต็ปที่ดีขึ้นกว่าตอนที่อยู่ที่ตำรวจ คือสังคมต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยระบบเรตติ้ง ซึ่งตอนนี้ยังเกิดความไม่เชื่อใจกันอยู่ แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ในแง่ที่บางทีโรงภาพยนตร์ก็ให้เด็กเข้าไปดูในเรตที่ไม่เหมาะสม ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็เป็นการเรียนรู้แหละ แต่มันก็ต้องเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะต้องอดทนว่ามันต้องใช้เวลา

ผมว่ามันต้องมีต่อไป แต่ว่าที่ไม่เห็นด้วยก็คือการแบน มีเรตติ้ง แล้วยังมีการแบน ซึ่งการแบนมันมีในหลายประเทศ แต่ว่าการแบน แบนในลักษณะที่มีหลักการ ที่ห้ามทำภาพยนตร์ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ มันเหวี่ยงแหมาก และก็มันจำกัดเสรีภาพของคนทำสื่อ ทำภาพยนตร์ พี่ก็เลยไม่เห็นด้วยกับจุดนี้ ซึ่งโอเคกฎหมายมันมีได้ แต่ว่าถ้าคนที่ใช้กฎหมาย คือคณะกรรมการตัดสินเป็นคนไม่มีคุณภาพ ไม่มีทัศนะเกี่ยวกับวัฒนธรรมกว้างเพียงพอเนี่ยคือปัญหา ซึ่งตอนนี้มันเป็นจุดเริ่ม ก็ต้องดูต่อไป

แต่ว่าจากที่เห็นจากเรื่องนากปรก ก็เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นแล้วว่าคณะกรรมการมีประสิทธิภาพน้อย หรือต่ำ ถ้าเทียบกับระบบเรตติ้งของประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งสิ่งที่เราหวังคืออย่ามาพูดว่า ความเป็นไทย เพราะอะไรอย่างนี้ แล้วเมื่อไหร่เราจะได้เป็นประเทศพัฒนาล่ะ เราก็กลายเป็นประเทศด้อยพัฒนาไปทั่ว ในเมื่อเราไม่พูดความจริง เราเกิดแต่ความกลัว และไม่ยอมให้เด็กได้เรียนรู้ ได้วิเคราะห์เอง คือผู้ใหญ่ต้องป้อนตลอด

ภาพยนตร์มันมีพลังมาก มันทำให้เด็กได้คิดได้วิเคราะห์ มันไม่ได้ทำให้เด็กโง่ เด็กดูแล้วก็พิจารณาเองได้ว่าอะไรดีไม่ดี การจะมาทำภาพเบลอ เหล้า มันเป็นการกระทำของสังคมที่ด้อยพัฒนา

เรตติ้งเรื่องลุงบุญมีระลึกชาติได้เรต 15+

ได้เรต 15+ ซึ่งพี่ก็ขอไปอย่างนั้นนะก็ได้ตามที่ขอเลย

เรื่องลุงบุญมีฯ เป็นเรื่องที่มีซีนเล่าถึงพระแล้วผ่านเซ็นเซอร์ แล้วเรื่อง “แสงศตวรรษ” ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับพระ จะเอามา รี-เซ็นเซอร์ มั้ย

พี่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะว่าคือเราอยากเดินไปข้างหน้าแล้ว อีกใจนึงก็อยากจะทดลองเหมือนกัน แต่ว่าเวลาจัดฉายหนังนี่มันเหนื่อยนะ ตอนนี้ก็มีดีวีดีมีอะไรออกมาแล้ว ก็เลยรู้สึกว่าอาจจะยัง แต่ว่านอกจากจะเป็นโครงการพิเศษจริงๆ

ก็คือถ้าอยากดู แสงศตวรรษ ก็ต้องรอดูในรูปแบบดีวีดี

คิดว่านะ นอกจากจะมีโครงการจริงๆ ซึ่งในหลายๆประเทศมีนะ ยกเว้นประเทศไทย ตอนนี้มีหลายประเทศมากที่ทำ Retrospective คือทำรวมฉายหนังทั้งหมด ทั้งหนังสั้นหนังยาว

เรื่องงบสนับสนุนหนังในความคิดพี่เจ้ย

พี่รู้สึกว่ามันต้องสนับสนุนโดยทั่วไป ไม่ใช่แบ่งว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังของชาติ อันนี้เป็นหนังเพื่อพัฒนาความปรองดองกัน มันไม่ใช่ไง ภาพยนตร์มันไม่ใช่สื่อที่โฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งมันเป็นได้ แต่ว่าในทางที่รัฐจะใช้เป็นสื่อในการโฆษณาชวนเชื่อพี่ว่ามันค่อนข้างอันตราย พี่ว่ารัฐควรให้ความสนับสนุนหนังโดยทั่วไป แล้วก็ต้องมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนกว่านี้ ที่เราหวังเท่านั้นเอง และเราพร้อมที่จะถึงศาลปกครองหรืออะไรก็ตาม เพื่อความยุติธรรม เพราะเดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว คือเรารู้สึกว่าการที่ประชาชนขึ้นมาแอ๊คทีฟเนี่ย มันทำให้นักการเมือง หรือผู้บริหารมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

เหมือนเราเป็นกระบอกเสียงให้คนอื่นๆ มากกว่า

ก็ในระดับนึง ความจริงเราไม่อยากให้คนเป็นสังคมที่ยอมทำตาม สังคมเชื่อ เพราะว่าความจริงเนี่ย ทางรัฐเป็นคนรับใช้ของพวกเราด้วยซ้ำ เพราะว่าเราเสียภาษีให้เค้ามาทำงานให้เรา แต่ว่าในเมื่อสังคมไทยมันเพิ่งได้ประชาธิปไตยมาไม่นาน มันก็เลยยังไม่เต็มใบ เพราะฉะนั้นการที่สังคมเป็นสังคมที่ทำตามเนี่ย ไม่มีการโต้แย้ง มันยังมีสูง เพราะฉะนั้นพี่ว่าเราต้องช่วยกันเปลี่ยนตรงนี้ มีอะไรก็ต้องมีการคัดค้าน ต้องมีการรวมกลุ่มกัน

คือเริ่มต้น ปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก เป็นเยาวชน

ใช่ต้องอย่ารักชาติมาก ต้องรักตัวเองไว้ก่อน เพราะว่าชาติมันเป็นสื่อลวง มันเป็นคำโฆษณา แต่ว่าพอรักตัวเองแล้วเนี่ย ชาติในอนาคตมันก็จะดีขึ้นมาเอง

ในอนาคตหวังว่าเยาวชนรุ่นใหม่จะมาร่วมแสดงพลังตรงนี้

แน่นอน พี่หวังว่าจะไม่ใช่แค่กลุ่มพี่หรือกลุ่มคนบางกลุ่มแค่นั้น

กดดันมั้ยว่าคนภายนอกคิดว่าเฉพาะกลุ่มหนังอินดี้หรือเปล่าที่ต้องการเรียกร้องสิทธิ์ตรงนี้

มันก็แสดงให้เห็นอะไรหลายๆอย่าง ว่าความต้องการความช่วยเหลือ แล้วก็กลุ่มอินดี้ดูจะมีความกล้ามากกว่าที่อยากจะเปลี่ยนระบบในแง่ที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ แล้วก็มีสื่อใหม่ ก็คือสื่อของวิดีโอ มันกว้างขวางมาก เพราะฉะนั้นเค้าไม่ต้องการการเซ็นเซอร์ เพราะว่ามันเป็นสื่อที่อิสระ วิดีโอเป็น Democratic Median เป็นสื่อประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นมันก็เลยไม่แปลกที่กลุ่มคนกลุ่มนี้จะมาแรง แล้วก็อย่าลืมว่ากลุ่มคนพวกนี้ก็คือคนในอนาคต ซึ่งพวกคนทำหนังรุ่นเก่าก็จะหายไปรวมทั้งพี่ด้วย เพราะฉะนั้นเราต้องหวังกับกลุ่มคนกลุ่มนี้ว่าเค้าต้องไม่กลัวที่จะส่งสาส์นไป อย่างคืนนี้ส่งสาส์นไปว่าคุณทำงานให้ผมนะ ไม่ใช่ผมเป็นขี้ข้าคุณนะ มันไม่ใช่อย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว ผมไม่ชอบอะไร ผมก็พูดได้

ให้กำลังใจยังไงกับคนสร้างหนังแนวนี้

พี่ว่าลำบาก พี่สร้างลุงบุญมีก็ลำบาก แต่ถ้ามันรักที่จะทำแล้ว ความลำบากมันก็สู้อ่ะ บางครั้งพี่ถ่ายหนังอยู่ก็อยากเลิกกลางครัน ก็มันมีปัญหาเยอะมากกับกองถ่ายที่ทุนต่ำแล้วก็ทีมงานจำกัด แต่ว่าที่อยากจะพูดคืออดทนเถอะเพราะว่าผลที่ออกมาบนจอมันคุ้มค่ามาก อย่างน้อยถ้าใครไม่เห็นค่าแต่คุณก็เห็นค่า

มุมมองของต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในไทย

พี่มองเรื่องภาษีนะ ควรมีการลดหย่อนภาษีมากกว่านี้ แล้วก็มีการคืนภาษี แต่ว่าที่ผ่านมา พูดยากเหมือนกัน พี่เป็นคนพูดอย่างนี้อยู่แล้ว คือมันมีเรื่องของระบบใต้โต๊ะ ระบบอะไรเยอะมาก อย่างการจัดเทศกาลกรุงเทพ ก็เหมือนกันที่ผ่านมาก็มีกรณีที่รู้กันอยู่ที่เป็นข่าว พี่รู้สึกอยากให้มันโปร่งใสมากกว่านี้ครับ เพราะพี่เองก็สนใจเหมือนกัน? ในเรื่องของการสนับสนุนให้หนังต่างประเทศเข้ามา เพราะว่ามันช่วยกระจายรายได้ให้กับประชากร บุคลากรคนทำหนังไทย แล้วก็มันช่วยให้เราสามารถเรียนรู้ระบบ ซึ่งเราเลี่ยงไม่ได้เลยว่าต่างชาติเค้ามีระบบที่ดีกว่า ในการสร้างภาพยนตร์ครบ มันเป็นงานศิลปะที่เค้าทำมาเป็นร้อยปีแล้ว บ้านเราเพิ่งตั้งไข่
รู้สึกว่าเราเรียนรู้จากเค้าได้เยอะ เหมือนอย่างเกาหลี คือเรารู้สึกว่าเราต้องใช้มุกนี้ ในการอ้าแขนรับ นอกจากเรื่องทิวทัศน์ หรือเรื่องอะไรก็ตามแล้ว ในเรื่องอุปกรณ์กับทีมงาน