1 ปีกับการจัดเรตหนัง ?ผู้กำกับ? รวมพลสับ คณะกรรมการยังล้าหลัง

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / 1 ปีกับการจัดเรตหนัง ?ผู้กำกับ? รวมพลสับ คณะกรรมการยังล้าหลัง

ที่ผ่านมาเรามักจะเห็นข่าวผู้สร้าง ผู้กำกับหนัง เปิดฉากทะเลาะกับคณะกรรมการกองเซ็นเซอร์หนังอยู่เสมอๆ ทุกครั้งก่อนที่หนังจะผ่านเข้าโรงฉาย โดยทางผู้สร้างผลงานก็มักจะออกมาโวยว่า ทางกองเซ็นเซอร์สั่งหั่นหนังของตนเอง จนเนื้อหาหดหายไม่เหลือความเป็นหนังและคนดูไม่รู้เรื่อง

ส่วนทางด้านกองเซ็นเซอร์ก็อ้างสาเหตุที่ต้องตัดออกก็เพราะ เนื้อหาของหนังบางท่อนบางตอนนั้นล่อแหลมเกินไป เรียกว่าต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุและผลถกเถียงกันไม่มีวันจบ ปัญหาเหล่านี้ทำให้บรรดาผู้กำกับต่างรวมตัวกันเรียกร้องผลักดันที่จะให้มี การใช้พรบ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เพื่อนำระบบการจัดเรตติ้งหนังมาใช้แทนกองเซ็นเซอร์ โดยพรบ.ฉบับดังกล่าวเริ่มใช้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เพื่อจำกัดกลุ่มอายุผู้ชมให้เหมาะสมไว้ 7 เรต คือ

1.ภาพยนตร์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้และควรส่งเสริมให้มีการดู จะใช้สัญลักษณ์ ?ส?
2.ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป ใช้ ?ท?
3.ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป ใช้ ?น 13+?
4.ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ใช้ ?น 15+?
5.ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ใช้ ?น 18+?
6.ภาพยนตร์ที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีดู ยกเว้นผู้บรรลุนิติภาวะโดยการสมรส ใช้ ?ฉ 20+?
7.ภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักรไทย จะใช้สัญลักษณ์ ?ห?

จนกระทั่งปัจจุบันเดือนสิงหาคมนี้ การจัดเรตติ้งหนังครบรอบหนึ่งปีแล้ว แต่ก็ยังมีคำถามและเสียงสะท้อน ถามในเรื่องของมาตรฐานการจัดเรตหนังจริงๆ แล้วอยู่ที่ตรงไหน และมันใช้ได้ผลจริงหรือเปล่า เพราะถึงแม้ว่าจะมีการจัดเรตแล้ว แต่ก็ยังมีหนังบางเรื่องที่มีคำหยาบคายออก มาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

โดย ?ปรัชญา ปิ่นแก้ว? ผู้กำกับที่ถือว่าเป็นตัวตั้งตัวตี ผลักดันให้มีการใช้ระบบการจัดเรตหนังขึ้นมา ได้ให้ความคิดเห็นถึงเรื่องการจัดเรตหนังหนึ่งปีที่ผ่านมาว่า

?ผมรู้สึกว่ามันเรียบร้อยขึ้นในประเภทของภาพยนตร์ที่ไม่เหมะสมกับเด็ก ไม่มีองค์กรที่ดูแลเด็กออกมาประท้วง สังคมเราเรียบร้อยขึ้นในการจัดสรรสื่อประเภทภาพยนตร์และเวลาที่จะคิดหนังทำหนัง มันทำให้คนทำหนัง ผู้กำกับ มีความคิดที่อิสระ มีมุมมองที่สามารถใส่อะไรลงไปในหนังมากขึ้น มันทำให้ เกิดหนังที่มีความหลากหลายมากขึ้น หนังที่มีเนื้อหาที่เมื่อก่อนทำไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้สามารถทำได้แล้ว?

?ส่วนเรื่องฟีดแบคกับคนดู ผมว่ามันต้องใช้เวลาอีกเยอะ เพราะในปีแรกคนดูยังสับสนอยู่ เพราะว่าคนบางคนยังไม่เข้าใจว่า เรต 18 เป็นเรตแนะนำ เขายังแยกแยะไม่ออกระหว่างเรตแนะนำ กับเรตห้ามอายุไม่ถึงก็ดูได้ มีการแนะนำไปแล้ว แต่คนดูบางคนจะมองว่าบอกว่าเรตนี้ แต่ทำไมยังปล่อยเด็กเข้ามาดูในหนังเรต18 อีก ตรงนี้ผมคิดว่าควรมีการประชาสัมพันธ์ให้มากกว่านี้ ที่ผ่านมามันยังอ่อนไป คนดูยังชินกับเรตติ้งที่ดูทางทีวีซึ่งมันคนละเรต คนละประเภทกัน มันก็ยิ่งทำให้คนดูงงกันใหญ่ แล้วหน้าตาโลโก้ ก็ยังมาคล้ายกันอีกก็สับสนกันไปใหญ่?

?ส่วนผลกระทบในเรื่องของรายได้ ผมว่าช่วงแรกๆ ก็คงจะตกใจกัน แต่ว่าพอถึงเวลาจริงๆ ก็ไม่มีผลอะไร ทั้งคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจเรตติ้ง เขารู้สึกว่าไม่มีอะไรมากระทบเขา และแตกต่างกันอย่างไร เขาเลือกดูหนังเรื่องที่อยากดู เรื่องที่ไม่อยากดูก็ไม่ได้ตังค์ไป มันไม่ได้ขึ้นกับเรื่องของเรตหนัง แต่ตั้งแต่มีการจัดเรตหนังมาหนึ่งปี มีหนังเพียงแค่เรื่องเดียวที่ได้เรต 20 เข้าฉายในโรง คือเรื่องผู้หญิงห้าบาป 2 ที่ต้องตรวจบัตรประชาชน แต่จำนวนคนดู หรือรายได้หนังจากเรื่องผู้หญิงห้าบาป 2 ก็ไม่ได้เป็นตัวบอกว่า เป็นเพราะเรื่องของการตรวจบัตรอยู่ดี?

?กับหนึ่งปีที่ผ่านมาในมุมของผมๆ พอใจในเรื่องของการจัดเรตติ้งอยู่แล้ว เพราะเป็นหลักสากลที่ใช้กันทั่วโลกจะมีแตกต่างกันนิดหน่อย แต่ ที่ยังติดใจอยู่อีกนิดหนึ่ง คือการพิจารณาจากคณะกรรมการ ซึ่งตรงนี้มันก็อาจจะเป็นเพราะ เขายังใหม่อยู่กับระบบการจัดเรตติ้ง บางท่านยังยึดติดกับความคิดเก่าๆ พอเห็นภาพบางภาพในหนัง ก็ตกใจความรู้สึกแบนมันก็เกิดขึ้น?

?กฎหมายที่ออกมาก็เปิดโอกาสให้คณะกรรมการมีสิทธิ์แบนหนังบางเรื่องได้ และการตัดสินใจในการแบนหนังจากคณะกรรมการ ผมว่ายังไม่ค่อยชัดเจน อย่างหนังเรื่อง SAW 6 เกิดการแบนทั้งๆ ที่หนังมันฉายมาตั้งแต่ภาคหนึ่งถึงภาคห้ามาแล้ว เนื้อหาอย่างหนังเรื่องนี้ก็เป็นเรต 20 ขึ้นไปก็น่าจะดูได้ แต่กลับถูกแบน ตรงนี้ผมว่าคงต้องใช้เวลาอีก?

?ผมยังมีความหวังว่าในอนาคตคงต้องมีการปรับแก้ไขข้อเรื่องแบนหนังออกไป เพราะว่าพอเราเข้าใจหลักเกณฑ์ดีทั้งผู้กำกับ ทั้งคณะกรรมการ ว่าหนังเรื่องไหนเข้าข่ายเรต 20 หรือหนังเรื่องไหนที่ไม่ควรสร้างกันเลย ตรงนั้นเราก็จะมีดุลพินิจเกิดขึ้น ตั้งแต่ผู้สร้างยันผู้ฉาย ยันคณะกรรมการและ คนดูเลยว่า หนังบางประเภทจะถูกจำกัดออกไปไม่ควรฉายต่อสาธารณะ ซึ่งที่ผ่านมามีหนังที่ผมยังไม่เห็นตรงกับคณะกรรมการก็คือ เรื่องนาคปรก ที่มีการขึ้นคำเตือนในระหว่างหนังฉาย มันไม่ควรอยู่ในหนัง ก็มีกระแสวิจารณ์สะท้อนกลับมาเหมือนกันว่า ทำไมต้องมีคำเตือนออกมาแบบนี้ด้วย เขาก็ขำๆ กัน?

ส่วนทางด้าน ?ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์? ในฐานะที่เป็นนายกสมาคมผู้กำกับได้กล่าวถึงเรื่องการจัดเรตติ้งหนังเป็นเรื่องที่ดี แต่แนะควรหากรรมการที่มีความรู้ในเรื่องของหนัง มาทำหน้าที่จัดเรตให้มากกว่านี้

?ผมว่าการจัดเรตหนัง มันก็ดีในแง่ที่คนทำหนังจะได้เปิดกว้าง อยากที่จะทำ เล่าเรื่องอะไรมากขึ้น และมันก็เป็นความท้าทาย จะเห็นว่าทุกวันนี้กลุ่มคนที่เข้าไปดูหนังในโรงหนัง จะเป็นวัยรุ่นเด็กซะส่วนใหญ่ ตอนนี้ก็เลยมีการพูดคุยกันในวงคนทำหนังว่า อยากให้หนังได้เรต 20 อยากได้เรต18 เพราะยิ่งเรตสูงๆ จะเป็นการท้าทายวัยรุ่น มันเหมือนลักษณะที่ว่า เราเป็นพ่อแล้วบอกลูกว่าห้ามสูบบุหรี่นะ ยิ่งเราห้ามลูกก็ไปแอบสูบหลังโรงเรียน ฉะนั้นเหมือนกันก ารจัดเรตหนัง ถ้าเราไปแปะไว้หน้าโรงว่า ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีดู หรือถ้าดูต้องมีผู้ปกครองพาเข้า ต้องมีคนมาแนะนำมันก็ยิ่งรู้สึกว่าอยากที่จะดูมากขึ้น?

?ฉะนั้นสิ่งที่ควรควบคุม น่าจะเป็นเรื่องสังคมรอบข้างเด็กมากกว่า จะให้รัฐบาลเดินไปปะแป้งตัวเด็กทุกคน ผมว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ คือเขาคงเซ็ตระบบได้แค่ประมาณหนึ่ง ที่เหลือคงต้องเป็นพ่อแม่ที่ต้องดูแลลูกตัวเอง เหมือนที่พี่ต้อม-เป็นเอก เคยพูดไว้มีครั้งหนึ่งเด็กไปดูหนังเรื่องอะไรก็ไม่รู้พอออกมาแล้วไปทำพฤติกรรมเลียนแบบในหนัง พี่ต้อมบอกว่าถ้าเด็กคนนั้นเป็นลูกเรา เขาจะตั้งคำถามกับตัวเองก่อนเลยว่า เลี้ยงลูกยังไงวะ ลูกคนอื่นเขาก็ดูหนังเรื่องเดียวกัน แต่ทำไมไม่เห็นทำแบบลูกเรา ดังนั้นคงต้องดูที่สิ่งแวดล้อมรอบข้างของเด็กคนนั้นแล้วล่ะว่าเป็นยังไง?

ถึงแม้จะมีการจัดเรตหนังออกมาใช้ แต่ก็ยังมีหนังตลกหลายๆ เรื่องอาทิเช่น โป๊ะแตก ที่เกือบทั้งเรื่องมีมุกด่ากันแบบหยาบคายหลุดเข้ามาในโรงฉาย มันเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าจริงๆ แล้วมาตรฐานการจัดเรต มันใช้สำหรับหนังหวือหวาเท่านั้นหรือ แล้วหนังตลกหยาบคายล่ะ

?คือการจัดเรตของหนังไทยในตอนนี้ ถ้าหนังเรื่องไหนได้เรต 15 ควรมีผู้ใหญ่แนะนำมันทำได้แค่นี้จริงๆ กลับมาถามว่าหนังเรื่องนี้มันเหมาะแล้วหรือเปล่ากับเรตนี้ อันนี้คงต้องถามกลับไปที่คนจัดเรตแล้วล่ะ ผมคงให้คำตอบไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาคนทำหนังก็มีปัญหากับคณะกรรมการที่มาจัดเรตหนังอยู่แล้ว เพราะหลายๆ คนจะมองว่าคณะกรรมการเหล่านี้มีความรู้เกี่ยวกับหนังมากน้อยแค่ไหน เขาจะเข้าใจในตัวหนังระดับไหน?

?อย่างที่บอกตั้งแต่แรกว่า บางครั้งการที่เราจะสอนอะไรเด็ก ก็ต้องมีภาพ มีมุมที่ไม่ดีสื่อออกมาให้เห็นบ้าง เขาจะได้เรียนรู้ แต่ถ้าคนที่มาจัดเรตมองแค่ว่า นี่คือมุมไม่ดี แล้วไม่ให้นำเสนอเลย แปลว่าเราจะสอนเด็กไม่ได้ เหมือนกันเวลาที่ผู้กำกับจะทำหนัง มักจะทำในมุมที่มันล้มเหลวผิดพลาด คนที่มองโลกในแง่ร้ายประสบกับปัญหาชีวิต แล้วพอวันหนึ่งได้เรียนรู้ ตระหนัก คนดูหนังก็จะได้เรียนรู้ไปกับมัน ทีนี้พอคนที่ไม่เข้าใจมาตัดสิน คนทำหนังก็มีปัญหากับคนที่ทางกระทรวงวัฒนธรรมคัดเลือกมาตัดสินหนัง?

?ทุกวันนี้หนังที่ฉายโรงแล้วพูดคำว่า กู you (ม? ึ- ง) สุดท้ายมันก็ถูกนำไปออนแอร์ทางโทรทัศน์ และเท่าที่ทราบมาถ้าเป็นหนังวัยรุ่น ที่พูด กู you กัน จะถูกเซ็นเซอร์ดูดเสียง เพราะว่าน้ำหนักการพูด กู you ในหนังวัยรุ่นที่ไม่ใช่หนังตลกมันจะดูเป็นจริงมาก แล้วเขารู้สึกว่าอย่างนี้มันทำให้เด็กเลียนแบบ แต่สำหรับผมในฐานะผู้กำกับหนังกลับรู้สึกว่า กู you ในชีวิตจริงดูเบามาก ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่คำที่สุภาพ แต่มันก็ไม่ใช่คำที่ก้าวร้าว แต่ถ้า กูyou ไปอยู่ในหนังตลก ความเป็นคอมมิดี้มันฉาบอยู่ บางทีก็จะปล่อยผ่านมาได้บ้าง เพราะมันถูกตีความว่าตลก จึงมักเห็นหนังแบบนี้หลุดมาบ่อยๆ โดยที่จริงๆแล้ว กูyou ในหนังตลกดูมีเจตนาที่รุนแรง ก้าวร้าวกว่าการพูดในหนังวัยรุ่นด้วยซ้ำ?

?เหมือนกับตอนนี้ คนยังเข้าใจการจัดเรตหนังผิด เรตที่ติดตามหน้าโรงหนังมันเป็นการบอกว่าต่ำกว่า 18 ปีเข้าดูได้ แสดงว่าเขาไม่ตรวจบัตรอยู่แล้ว หมายถึงว่ามันเป็นเรื่องที่ผู้ปกครองของเด็กต้องระวังด้วยตัวเองด้วย ถ้าจะให้สังคมมารับผิดชอบลูกเรา จะให้คนอื่นมารับผิดชอบลูกตัวเองตลอดเวลาก็ คงเป็นไปไม่ได้ เราคงไม่สามารถที่จะห่อลูกอยู่ในผ้าขาวได้ตลอดเวลา เราปล่อยเขาไปโรงเรียนก็จะไปอยู่ในมลภาวะแล้ว ดังนั้นเราควรที่จะเป็นคนจูงมือเด็กเข้าไปมลภาวะนั้น และใส่ที่กรองอากาศให้ หรือพาเข้าไปลองเรียนรู้สูดไวรัสเหล่านั้นเข้าไปบ้าง เพื่อเด็กจะได้มีภูมิคุ้มกันสามารถต้านทานด้วยตัวของมันเอง แต่ถ้าเราไปวางไว้ในบ้านให้อยู่ในเปลที่สะอาดตลอดเวลา วันหนึ่งเด็กเหล่านี้ออกไปเจอเชื้อโรคข้างนอกก็ตายเลยนะ เพราะไม่มีภูมิคุ้มกันอะไรเลย?

เช่นเดียวกับ ?อ๊อด บัณฑิต ทองดี? ที่บอกว่าการจัดเรตหนังมีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่จะให้ดีมากๆ คณะกรรมการที่จะเข้ามาจัดเรต ควรเป็นคนที่อยู่ในวงการหนังและมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องหนังมากพอ

?ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า การจัดเรตหนังที่ผ่านมามีทั้งข้อดีและไม่ดี ข้อดีก็คือมันทำให้หนังมีความหลากหลายขึ้น ผู้กำกับหรือผู้อำนวยการสร้างสามารถที่จะกล้าทำหนังที่มันแหวกแนวและกล้าที่จะสวนกระแสมากขึ้น นี่คือข้อดีทุกคนเริ่มตื่นตัว แต่มันก็มีข้อเสียในส่วนของมุมมองของคณะกรรมการที่จัดเรตติ้งของภาพยนตร์ รู้สึกว่าเขายังยึดติดกับความคิดแบบเก่าๆ คือบางทีมองลึกเกินไป บางอย่างเขาตีความด้วยความรู้สึกกลัวจนเกินไป เช่น หนังเรื่องมหาลัยสยองขวัญ มีฉากๆ หนึ่งที่ทหารยิงนักศึกษาในลิฟท์แดง หนังเรื่องนี้ถูกแบนห้ามฉายเลย?

?เพราะการจัดเรตหนังเขาจะไม่ตัดหนัง ทำเพียงแค่จัดเรตให้เท่านั้น แล้วคนทำหนังอย่างเรา พอรู้ว่าหนังตัวเองจะไม่ได้ฉาย จะอยู่ได้เหรอก็ต้องมา คุยกัน และนำฟิล์มหนังไปตัดฉากในลิฟท์ต่อหน้าคณะกรรมการ โอเคไม่มีฉากนี้แล้วนั่นล่ะ หนังถึงได้ออกฉายได้ ซึ่งจริงๆ ฉากนั้นมันไม่มีอะไรเป็นแค่เรื่องเล่าเฉยๆ แต่ปรากฎว่าหนึ่งในคณะกรรมการบอกว่า เป็นการทำลายความเชื่อมั่นเห็นว่าทหารเป็นคนไม่ดี ทำลายความมั่นคง นี่คือตัวอย่างที่เกิดขึ้น ในปีที่แล้วทำให้รู้สึกว่ามาตรฐานของคนตัดสินหนัง ยังไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร แล้วยังมีความกลัวอะไรบางอย่างอยู่?

?หรือแม้กระทั่งหนังเรื่อง SAW 6 ที่มีการแบนไม่ให้นำมาฉายในประเทศไทย ด้วยเหตุผลที่ว่าหนังมีความหวาดเสียว ซึ่งผมมองว่าในเมื่อมีการจัดเรตแล้วคุณก็จัดไปให้อยู่ในกลุ่มคนดูที่มีวุฒิภาวะพอ ก็คือเรต 20 ปีขึ้นไปก็ได้ แต่การที่สั่งห้ามฉายเป็นเพราะว่าหนังมันสยองแหวะเกินไปผมว่ามันไม่ยุติธรรมกับคนทำหนัง เพราะเขาซื้อหนังมาในราคาหลายล้าน สุดท้ายหนังกลับไม่ได้ฉาย ถ้าหนังเรื่องนี้มีภาพอนาจาร มีฉากการมีเพศสัมพันธ์ของชายหญิงโดยไม่มีบริบท เข้าข่ายหนังอนาจารโอเคไม่เป็นไร แต่กรรมการบอกว่านี่เป็นหนังทำลายศีลธรรมความมั่นคงของชาติ ตรงนี้คือความน่าเป็นห่วงในทัศนคติของกรรมการที่จัดเรตติ้งที่ยังเป็นข้อเสียอยู่?

?แต่ก็ไม่ใช่ว่า กรรมการทั้งชุดจะไม่ดีนะ เพียงแต่ว่าอยากให้มีคนรุ่นใหม่ๆ เข้าไปร่วมเป็นกรรมการด้วย อย่างตอนนี้มีกรรมการอยู่ 7 ท่าน มาจากข้าราชการองค์กรต่างๆ และกระทรวงวัฒนธรรม 4 ท่าน อีก 3 ท่านมาจากวงการภาพยนตร์ แต่จะเป็นนักข่าวบันเทิงรุ่นเก๋ามีผู้บริหารของค่ายหนัง แต่ผมมีมุมมองว่าถ้าจะเอาให้มันจริงจังจริงๆ เลือกคนรุ่นใหม่ที่มีมุมมองดีๆ อย่างเช่นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ หรือตัวแทนสมาพันธ์ภาพยนตร์ที่ไว้ใจได้มาอยู่ในสามคนนี้ ที่เหลือจะเป็นใครก็แล้วแต่ มันจะสามารถมาท้วงติงเรื่องไอเดียและความคิด แต่ตอนนี้กรรมการยังมีมุมมองความคิดในรูปแบบเก่าๆ อยู่?

?ส่วนเรื่องการจัดเรตหนังแล้วจะมีผลกระทบกับรายได้ของหนังนั้น ผมมองว่าไม่น่าเกี่ยวกัน อย่างหนังเรื่องน้ำตาลแดง ที่ผมเป็นโปรดิวเซอร์อยู่เรายื่นเรื่องขอเรตไว้ 18 แต่คิดว่าน่าจะได้ 20 ต้องมีการตรวจบัตรประชาชน ซึ่งเรื่องรายได้ไม่กลัว เพราะเราไม่ได้ต้องการที่จะโกยรายได้อะไรขนาดนั้น หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่นักศึกษา เด็กทำ ก็จะมีความอาร์ตในตัวอยู่แล้ว ขอแค่มีคนดู แล้วบอกว่าเออมันไม่เห็นโป๊เลย ไม่ใช่หนังโป๊ แล้ววันหน้ามีคนกล้าที่จะหันมาทำหนังแบบนี้ในวงการภาพยนตร์ไทย แค่นี้ก็พอแล้ว อีกอย่างด้วยความที่ เรารู้อยู่แล้วว่าหนังแบบนี้จะถูกจัดเรตสูง เราก็เลยไม่ ลงทุนสูงมาก ใช้ทุนพอที่จะเอาคืนได้โดยที่ไม่เจ็บตัว นี่คือการป้องกัน?

และนี่คือความคิดเห็นของตัวแทนผู้กำกับหนังในประเทศไทยที่หวังให้การจัดระบบเรตติ้งพัฒนาต่อไป อย่างเข้าใจคนทำงาน

ที่มา : Nangdee