“อินทรีแดง” เป็น “หนังการเมือง”

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / “อินทรีแดง” เป็น “หนังการเมือง”

วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง อินทรีแดง บอกว่า อินทรีแดงภาคใหม่จะเป็นหนังที่มีส่วนผสม เกี่ยวกับเรื่องการเมืองและสะท้อนปัญหาสังคม ซึ่งก็เป็นแนวทางเดิมกับอินทรีแดงฉบับดั้งเดิม ที่ก็เกี่ยวการเมืองเช่นกัน เพียงแต่สมัยอินทรีแดงเป็นฝ่ายเดียวกับรัฐสู้กับคอมมิวนิสต์ แต่ในฉบับที่เขาทำจะอยู่คนละฝ่ายกับรัฐโดย โรม ฤทธิไกร (อินทรีแดง) เป็นคนที่ถูกฝ่ายรัฐหักหลังและกลับมาแก้แค้นด้วยเรื่องส่วนตัว ไม่ได้ทำเพื่อส่วนรวมอะไร ขณะที่นางเอกของเรื่อง วาสนา เทียนประดับ จะเป็นเอ็นจีโอซึ่งทำงานเพื่อความถูกต้องและช่วยเหลือชาวบ้าน

“เคย มีคนวิเคราะห์ว่า อินทรีแดงโผล่มาจังหวะที่คนต้องการ ยุคนั้นก็มีอาชญากรเยอะ สังคมเลวร้ายก็ยุค 2499 ประมาณนั้น มีมาเฟีย, อาชญากร, มีพ่อค้าโกงกินชาติ ฯลฯ พออินทรีแดงออกมาคนก็รัก อันนี้เราก็รู้สึกว่าบ้านเมืองเริ่มเลวร้าย เริ่มมีคนฉกฉวยประโยชน์กับบ้านเมือง” วิศิษฏ์ว่า

สำหรับ เขาสิ่งที่สังคมไทยไม่น่าให้อภัยคือ เรื่องที่ผลประโยชน์ส่วนรวม ไปตกอยู่กับใครบางคน ไม่ว่าอะไรเช็คกลับไปก็จะไปจบที่เรื่องนี้ตลอด

“สังเกตดูถ้าอะไรที่นักการเมืองจะเอาให้ได้หัวชนฝาให้ตั้ง คำถามว่าเพราะมันมีผลประโยชน์ ทีเรื่องอย่างการศึกษาไม่เห็นจะเอาให้ได้แบบนี้เลย”

ใน เมื่อเรื่องจริงไม่มีใครทำอะไรได้ และหนังมีหน้าที่หนึ่งคือสนองความต้องการลึกๆ ของคน ถ้าอย่างนั้นหนังก็จะจัดการ “ผู้ร้าย” ให้เสร็จเรียบร้อย ไปดูออกมาความโกรธแค้นก็อาจจะไม่มากเหมือนก่อนเข้าไปดู เป็นการระบายออกอย่างหนึ่งเหมือนกัน

เนื้อหาอาจจะฟังดูล่อแหลมใน สถานการณ์ปัจจุบัน แต่วิศิษฏ์ว่า ได้ให้ผู้อำนวยการสร้างอย่าง จาฤก กัลย์จาฤก จากกันตนา และ เจริญ เอี่ยมพึ่งพร ของไฟว์สตาร์ ดูแล้วก็ชอบว่ามันน่าจะมีหนังแบบนี้นานแล้ว และก็คิดว่ามันไม่ได้เข้มข้นมากจนน่ากลัวเพราะมันมาในรูปแบบหนังฮีโร่

ถ้าถามว่ากลัวจะโดนโยงหนังเข้ากับเรื่องการเมืองไหม วิศิษฏ์ว่า ยังไงก็คงต้องโดน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเขาไม่ได้เจตนา เพราะบทเรื่องนี้ก็เขียนมา 2 ปีกว่าแล้ว ตั้งแต่ยุครัฐบาล สมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ โน่นเหตุการณ์ต่างๆ ทุกวันนี้มันก็ยังไม่เกิด แต่ว่ามันอาจจะไปพ้องกันโดยไม่ตั้งใจ ทั้งหลายที่ที่เข้าไปถ่ายอย่างในเซ็นทรัลเวิลด์ หรือ ราบ.11 ก็เข้าไปถ่ายมาแล้วก็ไม่ได้คิดว่ามันจะมาประจวบเหมาะกัน

วิศิษฏ์บอก อีกว่า หนังเรื่องนี้ด้วยเนื้อหานั้นจะค่อนข้างรุนแรงและเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ฉะนั้น ค่อนข้างคาดหวังได้ว่าเรตติ้งที่ได้จะค่อนข้างสูง นอกจากนี้ ยังหนึ่งในศัตรูของอินทรีแดงเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตัวแทนของอำนาจอีกด้วย

“เรื่องเรตไม่กลัว เท่าไหร่ แต่ว่า พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฉบับนี้ มันมีเรื่องภาพยนตร์ที่ห้ามฉายในราชอาณาจักร ซึ่งข้อนี้มันกว้าง สมมุติเราไปวิพากษ์วิจารณ์รัฐอาจจะโดนแบนก็ได้ แต่ที่จริงเป็นสิทธิที่เราควรจะวิพากษ์วิจารณ์ได้” วิศิษฏ์กล่าว

“ก็ กลัวว่าหนังเราอาจจะมีส่วนแต่ว่ามันก็ขึ้นอยู่กับความใจกว้างของเซ็นเซอร์ แล้วแหละ เพราะ พ.ร.บ.ภาพยนตร์ให้อำนาจตอนนี้เป็นดุลพินิจล้วนๆ สามารถแบนเรื่องไหนก็ได้”

อย่างไรก็ตาม อินทรีแดง ซึ่งมีกำหนดฉายวันที่ 7 ตุลาคม ยังอยู่ระหว่างการทำเทคนิคพิเศษและโพสท์โปรดักชั่น ยังไม่มีกำหนดจะเข้ารับพิจารณาเรตติ้งอย่างเป็นทางการ แต่วิศิษฏ์ว่าถ้าโดนเรตแบน

“ผมคงต้อง ต่อสู้ เพื่อเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐาน” ผู้กำกับอินทรีแดงกล่าวในที่สุด”

ที่มา/มติชน