คำตอบจาก ‘หนังสะบายดี’ ที่ปากเซ

Home / ข่าวหนัง, หนังไทย / คำตอบจาก ‘หนังสะบายดี’ ที่ปากเซ

โป๋ย-ศักดิ์ชาย ดีนาน ผู้กำกับ

ถามไถ่สุขทุกข์ ผู้กำกับสะบายดีฯ ภาคสอง ที่ทั้งทำเอง ขายเอง พีอาร์เอง แสดงเองได้คงทำไปแล้ว แต่เขาก็ยืนยันว่า สะบายดี กับสถานะ อินดี้ แบบนี้

?สำหรับเรา เมืองลาวเป็นเมืองที่เราจากมาแล้ว รู้สึกคิดถึงมันน่ะ เสน่ห์ของมันอยู่ตรงนี้?

เป็นคำบอกเล่าของ ศักดิ์ชาย ดีนาน ผู้กำกับ ผู้เขียนบท ที่เดินทางเตร็ดเตร่ในประเทศเพื่อนบ้าน และค้นพบ ?แรงบันดาลใจ? พร้อมกับ ?ช่องทาง? และ สบโอกาสในการทำ ?หนังยาว? สัก 1 เรื่อง โดยที่ไม่มีสตูดิโอหรือค่ายหนังทุนหนาในเมืองไทยโอบอุ้ม

สะบายดี หลงพะบาง

ปี 2551 ?สะบายดี หลวงพะบาง? หนังทุนสร้างร่วมและถือสัญชาติไทย-ลาว ที่กลายเป็นหนังยาวเรื่องแรกที่ถูกสร้างโดยบริษัทเอกชนในลาว เปิดตัวและได้รับความสนใจ จนทำให้มีอนาคตต่อถึง หนังเรื่องที่ 2 และ 3 สำหรับหนังชุดว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในลาว และการเดินทางไปพบรักในสามรูปแบบของหนุ่มไทยกับสาวลาว

สะบายดี 2 ไม่มีคำตอบจากปากเซ

?สะบายดี 2 :ไม่มีคำตอบจากปากเซ? เป็นหนังเรื่องที่ 2 ของ ศักดิ์ชาย ที่ถ่ายทำในลาว และเล่าเรื่องความสัมพันธ์สาวลาวหนุ่มไทย จะเปิดฉายในโรงภาพยนตร์เมืองไทยในต้นเดือนกันยายนนี้

หลังได้สัมผัสบรรยากาศลูกเล็กเด็กแดงและชาวปากเซ จูงมือกันไปร่วมเป็นสักขีพยานการเปิดฉายหนังเรื่องนี้เป็นครั้งแรก “จุดประกาย” ถือโอกาส ไต่ถามถึงสถานะของหนัง ที่เป็น ?หนังอิสระ หรืออินดี้? และมุมมองไทยต่อลาวบนจอใหญ่ ศักดิ์ชาย ดีนาน มีคำตอบ

มอง ?ลาว? ผ่านจอ

หลังจาก สะบายดีหลวงพะบาง ออกฉายปี? 2551, สะบายดี 2 จะออกฉายในเดือนกันยายนปี 2553 และยังมี สะบายดี 3 เปิดเรื่องที่ นครหลวงเวียงจันทร์ ซึ่งผู้กำกับบอกว่า ได้ถ่ายทำควบคู่ไปกับเรื่องที่สอง แต่รอเวลาตัดต่อและเก็บรายละเอียดเพื่อจะฉายต้นปีหน้า

“สะบายดี” กำลังจะกลาย หนังชุด 3 เรื่อง ว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในลาว และการเดินทางไปพบรักในสามรูปแบบของหนุ่มไทยกับสาวลาว

คำถามมีว่า อะไรที่ทำให้ ศักดิ์ชาย ติดใจโลเกชั่นในลาวมากเป็นพิเศษ?

“เรารู้สึกว่า เมืองลาว มันเป็นแบบที่เห็นในหนังของเราน่ะ หลายๆ เมือง มันก็เป็นแบบนั้น และตอนภาคแรกเราไปหลวงพะบาง จำได้ว่าครั้งแรกเลยที่ไปที่นั่น เราลงจากรถตู้ แล้วยืนมองซ้าย มองขวา มองโดยรอบ แล้วก็เกิดความรู้สึกว่า ?นี่หรือวะ หลวงพะบาง ที่คนเขาร่ำลือ ตั้งแต่ต้นยุครัตนโกสินทร์ ตั้งแต่สมัยที่ฝรั่งดั้นด้นไปเพื่อดูเมืองที่สวยงาม? เราก็ปั่นจักรยาน ไปชมทั่วเมือง เมืองมันแค่เล็กๆ และก็ค้นพบว่า เสน่ห์ของเมือง(หลวงพะบาง) มันไม่ได้อยู่ที่สิ่งก่อสร้างในเมืองตรงนั้น แต่มันเกี่ยวกับบรรยากาศและผู้คน ชีวิต ความเป็นอยู่ สำหรับเรา เมืองลาว เป็นเมืองที่เราจากมาแล้วรู้สึกคิดถึงมันน่ะ เสน่ห์ของมันอยู่ตรงนี้”

เมื่อถามถึงประเด็น? ลาว ทำให้เรานึกถึง ภาพเมืองไทย ในอดีตเมื่อ 20-30 ปีก่อน เป็นอารมณ์โหยหาอดีตบริสุทธิ์ หรือเปล่า? ผู้กำกับตอบว่า

“ถ้าเป็นคนเมืองใหญ่ จะพูดแบบนี้ แต่สำหรับผมเป็นคนต่างจังหวัด ผมว่าบรรยากาศมันก็ประมาณกัน เป็นเมืองเล็กๆ หรืออย่างเมืองหลวงพะบาง ก็อาจจะเป็นเมืองใหญ่ของลาว แต่ผมก็ไม่คิดว่า หลวงพะบาง คือภาพของเมืองเชียงใหม่สมัย 30 ปีก่อน

ผมอยู่ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ เราก็มีตลาดเล็กๆ ให้เดินตอนเช้าๆ มันก็เหมือนตลาดขายของในลาวนั่นแหละ มีดักแด้ มีปลา มาขายคล้ายๆ กัน พูดภาษาเดียวกัน ลาวปัจจุบัน ก็เป็นภาพปัจจุบันของบ้านเรานี่แหละ ไม่ใช่ภาพในอดีตหรอก ไปดูจังหวัดเล็กๆ ทางภาคอีสานสิ บรรยากาศจะเหมือนกัน อย่าง เวียงจันทร์ เป็นเมืองใหญ่เจริญ ก็เทียบกับขอนแก่นบ้านเรา แต่อาจจะพื้นที่ใหญ่กว่านิดหน่อยเท่านั้นเอง”

ภาพผู้หญิงลาว ผ่านหนัง

แรงบันดาลใจส่วนหนึ่ง ในการทำหนังของศักดิ์ชาย คือการได้ไปเที่ยวลาวครั้งแรกในปี พ.ศ.2549? และเรื่องราวในหนังสะบายดี 2ฯ ย้อนไปช่วงเวลานั้น เล่าถึง ผู้กำกับตกอับ (เรย์ แม็คโดนัลด์ แสดง)ที่ไปรับจ้างถ่ายรูปงานแต่งงานที่ลาว และพบรักกับ “สาวลาว” ที่เรียนจบมาจากเมืองนอก

จากสะบายดี 1-2 “ภาพของผู้หญิงลาว “ ในสายตาของผู้กำกับและความตั้งใจถ่ายทอดภาพผ่านจอใหญ่ เป็นอย่างไรนั้น ศักดิ์ชาย ให้ความเห็นว่า

พี่สุทธากร (สันติธวัช) เคยเขียนวิจารณ์ สะบายดีหลวงพะบาง ไว้ว่า ‘เป็นหนังเล่าเรื่องถึงลาวในแบบศักดิ์ชายอยากให้เราดู’ และ ก็มีนักเขียนชาวลาวชื่อ ป้าดวงเดือน (ดวงเดือน บุนยาวงศ์ นักเขียนรางวัลซีไรต์ประเทศลาว ประจำปี.2005) บอกเราว่า ‘ขอบคุณนะที่ทำให้ภาพของสาวลาวแบบนี้ ออกไปสู่ความรับรู้ในมุมกว้าง’

คือมันก็เป็นไปได้ว่า สาวไทยจะ(เคยชินกับการ) เลียนแบบคนดัง ดารา ด้านการแต่งตัว บุคลิกอะไรแบบนี้ แต่ทางสาวลาวเขาอาจจะไม่มี idol ตรงนี้ไง ไม่มีต้นแบบว่า ต้องแต่งตัวยังไงหรือบุคลิกยังไงให้ดูดี ให้มีหนุ่มหล่อๆ แบบ อนันดา (เอเวอริงแฮม พระเอกในสะบายดี1ฯ) มาชอบ แต่เมื่อหนังมันออกฉาย มันก็เห็นผลชัดเจนว่า เสื้อผ้าที่คำลี่ (คำลี่ พิลาวงศ์ นางเอก)ใส่ โดยเฉพาะฉากที่เขาไปงานแต่งงาน กลายเป็นแบบที่สาววัยรุ่นลาวมาสั่งตัดกันเยอะมาก

มันเหมือนกลายเป็น model แรก คล้ายๆ กับว่า คนลาวได้มีฮีโร่ (นางเอก)ของเขาเองอยู่ในจอ และหนังก็ดูสบายๆ ตอนจบแฮปปี้เอนดิ้ง มันก็เข้าถึงเขาได้

แต่เราไม่ปฏิเสธนะว่า ผู้หญิงในลาว มีหลายแบบ มีหลายบุคลิกไม่ใช่แค่ใสซื่ออย่างเดียว แต่ภาพหญิงลาวที่เราเสนอในหนัง คือภาพผู้หญิงแบบที่เราชอบ แบบที่ไม่แสดงออกมาก เราจึงเลือกผู้หญิงแบบนี้มานำเสนอ”

ส่วนขยายของคำอธิบายนี้ ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องที่ 2 คือ นางเอกคนเดิม ทว่าเล่นเป็นตัวละครที่แตกต่าง จากไกด์สาวใสใจซื่อ มาเป็นสาวนักเรียนนอก (จากฝรั่งเศส) ที่มีบุคลิกคล่องแคล่วแบบสาวทันสมัย ประเด็น “ไทย” มอง “ลาว” ก่อนหนัง “สะบายดีฯ” เคยมีหลายกรณีที่เป็นการ “ดูแคลน” สำหรับ ศักดิ์ชาย ตระหนักในเรื่องนี้อย่างไร เขาเล่าว่า

“ผมเป็นคนอีสานน่ะนะ พูดภาษาเดียวกับคนลาว ตอนที่ไปปากเซก็คุยกับคนที่นั่นไปกว่าครึ่งชั่วโมง เขาจึงทักว่า อ้าวพี่เป็น ‘คนฝั่งโน้น’ เหรอ คนลาวเขาจะเรียกคนไทยว่าคนฝั่งโน้น เพราะเราคุยกับเขาได้รู้เรื่อง เราก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าเราแตกต่างกัน พูดภาษาเดียวกัน กินอาหารคล้ายกัน

เราไม่ได้อยากเล่าความเป็นเชื้อชาติ เพราะรู้สึกว่าถ้าไม่มีคำว่า อาณาจักร หรือ อาณาเขตประเทศ คนไทยกับคนลาว อยู่บนสองฝั่งแม่น้ำ ไปมาหาสู่กันเป็นปกติ เรามาแบ่งกันตอนมีสงคราม มีอาณาเขตประเทศ แบ่งแยกส่วนนี้เป็นชาติหนึ่ง ส่วนนั้นเป็นอีกชาติหนึ่ง ทั้งที่เรามีสีผิวเดียวกัน พูดจาภาษาเดียวกัน ไม่เป็นอุปสรรคในการสื่อสาร เรารู้สึกว่าตอนนี้ไทยเข้าไปลาว มันเหมือนบ้านเราเองแหละ เราก็เลยละเลยที่จะพูดเรื่องเชื้อชาติ(ในหนัง)”

บทเรียนคนทำหนัง

“การเป็นคนทำหนังแล้วล้มเหลว มันจะกลับมาเริ่มต้นได้ยากกว่า”

สิ่งที่ต่างไปอย่างชัดเจนในหนัง “สะบายดี 2ฯ” นั่นคือ เรื่องราวของตัวละครเอก ที่ดูเหมือนจะเป็น “เรื่องส่วนตัว” ของผู้กำกับ จากประสบการณ์ชีวิตของศักดิ์ชาย ที่ดิ้นรนในเส้นทาง “คนทำหนัง” ไม่ใช่แค่เรื่องราวของหนุ่มไทยใจเหงาเดินทางไปพบรักสาวลาวใสซื่อเพียงอย่าง เดียว

บทสนทนาเกี่ยวกับ “หนังดี” หรือหนังที่จะได้รับการตอบรับจากนายทุนนั้นปรากฏเป็นส่วนหนึ่งในหนัง และถูกนำเสนอในรูปแบบ “ตลก” และเป็นตลกร้ายเสียด้วย เมื่อนึกถึงว่านั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตคน

ศักดิ์ชาย ควบคุมงานสร้าง กำกับและเขียนบท รวมถึงการจัดจำหน่ายเอง เป็นลักษณะงานหนัง อิสระ ที่เรียกให้ เท่ โดนใจเด็กรุ่นใหม่ว่า “หนังอินดี้”? แต่สำหรับคนทำหนังเอง มันเท่จริงไหม?

“ก่อนเราทำ สะบายดี เราเคยทำหนังเรื่อง “ก็เคยสัญญา” (บริษัท แม็ทชิ่ง โมชั่น พิคเจอร์ส เป็นนายทุนสร้าง ออกฉายปีพ.ศ. 2548) ซึ่งมันทำให้เรารู้ว่า การเป็นคนทำหนังแล้วล้มเหลว มันจะกลับมาเริ่มต้นได้ยากกว่าคนที่ไม่เคยทำเลยซะอีก การจะเดินไปเสนอโปรเจคต์หนังใหม่ มันยากมาก แม้กระทั่งคนที่เราไปเสนอเป็นรุ่นพี่ๆ คนที่รู้จักกันนี่แหละ แต่เขาไม่รับเลย เขาอาจจะบอกว่า มาๆ เอามาเสนอดู แต่เรารู้ว่าเขาไม่หยิบ(บทหนัง)มาอ่านด้วยซ้ำ เรารู้ว่าเขาพูดตามมารยาท มันมีบางบริษัทด้วยซ้ำไป ที่เขาชอบบทหนังของเรา แต่เขาขอซื้อแต่บท และไม่เอาเรากำกับ”

“เรื่องสะบายดี? ก็ใช่ แต่เราไม่ยอมขาย เพราะเราคิดว่า ถ้าคนอื่นทำ มันก็ไม่ใช่ ‘สะบายดี’ ในแบบที่เราอยากเห็นแน่นอน เพราะบทหนังเรื่องนี้เราเขียนจากประสบการณ์ของเราเอง คนอื่นก็คงถ่ายทอดไม่ได้ คนอื่นเขาอาจจะทำได้ดีกว่า แต่เราคิดแค่ว่า คนอื่นเขาก็มุมมองต่างกับเรา เราอยากจะเห็นหนังในแบบของเรา”

นอกจากจะเลือกดิ้นรน “หาทุน” ทำหนังเอง ศักดิ์ชายยังเลือกที่จะจัดจำหน่ายเอง ด้วยการนำหนังเข้าไปเสนอกับโรงภาพยนตร์โดยตรง ไม่ผ่านนายหน้าหรือผู้จัดจำหน่ายรายอื่น ซึ่งผู้กำกับเล่าว่า มันเป็นวิถีทางของหนังขนาดเล็กในไทยยุคปัจจุบัน

“ทุกวันนี้โรงหนังมันมีเยอะ เราก็มีโอกาสที่จะเดินเข้าไปคุยกับเขาโดยตรง บริษัทเล็กๆ อื่นๆ เขาก็ทำกันแบบนี้ทั้งนั้น มันง่ายและอิสระขึ้น เราแค่เอาหนังตัวอย่าง เอาโปสเตอร์ไปให้ทางโรงหนังเขาดู เหมือนมันเป็นตลาดที่เราไปเช่าแผงขายของ เฉพาะในกรุงเทพฯ เราจะดีลกับโรงเอง ส่วนแบ่งรายได้ 50-50 แต่ในต่างจังหวัดเราคงทำไม่ไหว ก็เลยขายสายหนังภูมิภาคไปเลย ขายสิทธิขาดรับเงินก้อนมาเลย ในลาวก็เหมือนกัน”

อย่างไรก็ตาม รายได้จากการฉายหนัง รวมทั้งรายได้การขายสิทธิ์ขาดให้ลงแผ่นดีวีดี วีซีดี เป็นรายได้ที่ “คืนทุน” ได้ แต่หวังร่ำรวยไม่ง่ายเช่นกัน นั่นเป็นเหตุผลที่ ศักดิ์ชาย บอกถึงการจำกัดงบประชาสัมพันธ์หนังไปด้วย

“เราทำทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำ มีสปอตทีวี มีสัมภาษณ์ออกสื่อทุกแบบ แต่เราจะไม่ทุ่มงบลงไปเป็น 10-20 ล้าน เพราะเราเชื่อว่า ?หนังของเรามันก็มีกลุ่มคนอยู่ประมาณนี้แหละ คนดูก็จะอยู่ในกลุ่มคนที่ชอบเดินทาง คนที่ชอบเรื่องโรแมนติกเรื่องคนธรรมดา คงไม่มากมายเกิน 14 ล้านบาทหรอก ไม่รู้จะเอาเงินไปทิ้งลงแม่น้ำทำไม และตัวเราก็อยากเขียนถึงคนปกติ เพราะก็เป็นคนปกติ?


คำตอบสุดท้าย ที่ศักดิ์ชายบอกไว้ ในฐานะคนทำหนังอิสระว่า? รายได้ ไม่ใช่ค่าตอบแทนทั้งหมดของการทำหนัง

“การทำแบบนี้ มันอาจจะเหนื่อย แต่มีความสุข เพราะเราควบคุมทุกอย่างเองได้หมด เราเลือกแบบโปสเตอร์หนังที่เราพอใจได้เอง เราจะปรับเปลี่ยน นักแสดงเลือกใคร จะถ่ายเพิ่มถ่ายใหม่ จนถึงขั้นโพสต์โปรดักชั่น หนังตัวอย่างแบบนี้ ก็ต้องเหนื่อยมากหน่อย ต้องรับโทรศัพท์สายซ้อนตลอดเวลา(หัวเราะ) แต่เราได้ทำเองทุกอย่างเราก็สบายใจ”

“เราหล่อเลี้ยงตัวเองด้วยความฝัน กรณีคนที่เขามีงานอื่นเลี้ยงชีพได้ เป็นผู้กำกับมิวสิควิดีโอ ทำโฆษณาก็ถือว่าเขาโชคดี แต่สำหรับเราไม่มีตรงนั้น แค่หนังได้ฉายมีคนดูก็พอแล้วล่ะ”

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

บางทีการเดินทางก็ทำให้ได้พบกับแรงบันดาลใจในการทำสิ่งต่างๆ เพิ่มเติมในชีวิตก็เป็นได้ ดังเช่นที่ผู้กำกับของเรื่อง สะบายดี ท่านนี้ได้ทำอยู่

ภาพยนตร์เรื่อง สะบายดี 2 ไม่มีคำตอบจากปากเซ จะสนุก ซึ้ง อิน กินใจ แค่ไหน คงต้องไปชมกันในโรงภาพยนตร์ 2 กันยายนนี้