พูดคุยกับสองพี่น้องสเตราส์ ผู้กำกับ Skyline

Home / ข่าวหนัง, หนังฮอลลีวูด / พูดคุยกับสองพี่น้องสเตราส์ ผู้กำกับ Skyline

พฤศจิกายน..ปีนี้!…. อย่าแหงนหน้ามองฟ้า…
ถ้ายังอยากรอดชีวิต…พิสูจน์ฝีมือ สองพี่น้องสเตราส์
มือขวาของ เจมส์ คาเมรอนกับ ทีมสเปเชียลเอฟเฟค
ที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในโลก ใน SKYLINE

SKYLINE คือหนังที่ถูกคาดหมายว่าจะสร้างปรากฏการณ์ Big Surprise เพราะจากตัวอย่างแรกที่โชว์ให้เห็นยานอวกาศลำมหึมากำลังดูดมนุษย์จำนวนมหาศาลขึ้นไปบนท้องฟ้า ด้วยสเปเชียลเอฟเฟคขั้นเทพ

โดยผู้อยู่เบื้องหลังความน่าทึ่งนี้ ก็คือ “สองพี่น้องสเตราส์” มือขวาของ เจมส์ คาเมรอน ในการสร้างสรรค์เอฟเฟคให้กับหนังพันล้านอย่าง Avatar และ Titanic รวมถึงผลงานสเปเชี่ยลเอฟเฟคในหนังบล็อคบัสเตอร์ชื่อดังอีกมากมาย เช่น Iron Man 2, 2012, The Incredible Hulk และ 300 วันนี้เรา ก็จะมาพูดคุยถึงเส้นทางการสร้าง Skyline

จุดเริ่มต้นของโปรเจ็ค SKYLINE

เกร็ก สเตราส์ – หลังจากที่ทำงานกับ เจมส์ คาเมรอน ใน Avatar พวกเราเกิดไอเดียเหมือนกันว่า ถ้าจู่ๆเกิดหายนะล้างโลก และคุณเผอิญได้ที่นั่งชั้นวีไอพีล่ะ… คุณจะทำยังไง ? มันเป็นไอเดียที่เราทั้ง คู่ตื่นเต้นมาก และยังเป็นโจทย์แรกที่ผมกับ โคลิน รวมถึง จอร์ช คอร์เดส และ เลียม โอดอนเนล เพื่อนที่ทำเอฟเฟ็คเริ่มหาเรื่องราวมารองรับ เพราะนี้ถือเป็นโอกาสที่พวกเราจะได้แสดงความสามารถในเรื่องเอเฟคอ ย่างเต็มที่ โคลิน สเตราส์ – ทุกอย่างเกิดขึ้นในระหว่างการกินอาหารเที่ยง เมื่อผม, เกร็ก, จอร์ช และ เลียม นั่งถกกันถึงพล็อตเรื่องเริ่มแรก พวกเรารู้สึกหงุดหงิดกับขั้นตอนการทำโปรเจ็คในฝันให้เป็นจริง ไม่เว้นแม้แต่ ผู้กำกับชื่อดัง แต่พวกเราพบว่ามันไม่จำเป็นต้องไปนั่งคุยกับนายทุนเพื่อสร้างหนัง เพราะเราสามารถใช้กล้องและอุปกรณ์ที่มีในบริษัทเอฟเฟ็คของตัวเอง ซึ่งทำให้เราสามารถทำทุกอย่างได้ตามที่ตั้งใจเอาไว้

เนื้อเรื่องและแรงบันดาลใจ

โคลิน สเตราส์ – ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การบุกโลกของมนุษย์ต่างดาว แต่เป็นการลักพามนุษย์ไปทั้งโลก โดยมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งพยายามเอาตัวรอดจากหายนะ โดยช่วงเริ่มต้นของหนังจะ เป็นเหตุการณ์ที่เห็นในตัวอย่าง ซึ่งคนทั้งโลกถูกดูดขึ้นไปโดยแสงประหลาดสีฟ้าที่ฉายโดนยานอวกาศ แต่นั้นเป็นเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นของหนังทั้งเรื่อง เมื่อคุณดูหนังไปเรื่อยๆความวิบัติก็จะบังเกิดขึ้น นั้นคือสิ่งที่ เรายังไม่ปล่อยออกมาให้ทุกคนเห็น

เกร็ก สเตราส์ – พอหนังเข้าในองค์ที่สอง 99.9% ของประชากรทั้งโลกก็หายไปหมดแล้ว ผมคิดว่ามันเป็นวันสิ้นโลกตามคำทำนายอย่างแท้จริง และนอกจากคุณจะได้เห็นยานแม่ที่ดูดคน ขึ้นไปแล้ว ความลับที่สองจะถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อคุณได้เห็นตัวมนุษย์ต่างดาวที่ออกมาจาก ยาน ขอบอกไว้เลยว่าคุณจะต้องทึ่งไปกับมันแน่นอน นอกจากนั้นพวกเรายังพยายามต้องการทำให้คุณรู้สึกห่วงใยชะตากรรมของ พวกเขาเหล่านั้น และคิดว่า “พระเจ้า ฉันจะทำยังไงถ้าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้”

โคลิน สเตราส์ – สิ่งที่สำคัญอีกอย่างในบทภาพยนตร์คือความซับซ้อนของตัวละคร คุณคิดถึงหนังอย่าง Poltergeist ซึ่งหนังที่น่ากลัว แต่สิ่งที่ทำให้มันพิเศษก็คืออารมณ์ขันที่ผสม ผสานเข้ากับแรงขับเคลื่อนในครอบครัว มันมีความเป็นมนุษย์ที่จับตต้องได้ หรืออย่าง The Exorcist ที่อาจดูธรรมดาถ้าคุณเล่าเรื่องของบาทหลวงที่กำลังช่วยชีวิตเด็กสาวที่ถูก ปีศาจเข้าสิง แต่เมื่อคุณใส่ ประเด็นว่าบาทหลวงกำลังมีวิกฤตในศรัทธาของตัวเอง มันก็จะมีความน่าสนใจขึ้น มันคือสิ่งที่ผมสนใจและต้องการทำ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่สำคัญเท่ากับการสอบสนองของคนต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

เรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีต

เกร็ก สเตราส์ – ผมจำประสบการณ์ไม่ดีจากการทำหน้าที่กำกับหนังเรื่องที่แล้วได้ แต่ครั้งนี้เราดูแลทุกอย่างด้วยตัวเอง โคลิน และผมมีแนวคิดที่ตรงกัน คือเมื่อคุณอยู่ในระบบสตูดิโอมันก็มีข้อ จำกัดหลายอย่าง เช่นคุณไม่สามารถทำบางสิ่งได้เพราะมันไม่อยู่ในสัญญา พวกเราไม่ต้องยอมจำนนกับสิ่งที่คุณไม่ต้องการ และที่สำคัญคือคุณไม่ต้องรอการอนุมัติจากบอร์ดบริหารอีก 12 คนก่อนที่จะลงมือทำ มันเป็น กระดานว่างเปล่าผืนใหญ่ที่รอให้เราเข้าไปแต่งเสริมเติมแต่งอย่างเต็มที่

โคลิน สเตราส์ – พวกเราได้เรียนรู้ประสบการณ์จากการทำงานในหนังบล็อคบัสเตอร์มากมาย ไม่เพียงแต่ว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นหนังอิสระที่ไม่ขึ้นตรงต่อค่ายหนังใหญ่ แต่มันก็ยังถ่ายทำกันใน อพาร์ทเม้นท์ที่พวกเราอาศัยอยู่อีกด้วย ตึกที่เราอาศัยอยู่ใหญ่มาก มันเป็นตึกใหม่เอี่ยมที่ลงทุนสร้างกว่า 80 ล้านเหรียญ สามารถมองเห็นเมืองลอสแองเจลิสทั้งหมด และยังไม่เคยมีใครมาถ่ายทำหนังที่นี่ พวกเราก็ เลยสบโอกาสที่จะได้ทำงานใกล้กับบ้านของตัวเองไปด้วย

ประสบการณ์ที่ได้รับจากเรื่องนี้

โคลิน สเตราส์? – พวกเราใช้เวลาในการถ่ายทำทั้งหมดประมาณ 11 เดือน โดยมีเอฟเฟ็คทั้งหมดกว่า 800 ช็อต ซึ่งก็พอ ๆ กับหนังบล็อคบัสเตอร์ส่วนใหญ่ โดยเรายังได้ใช้กล้องที่ล้ำสมัยที่สุด ซึ่งเราซื้อมาเป็นของตัวเอง มีทีมงานเพียง 20 คน และเราได้รับความร่วมมือจากทีมงานที่ทุ่มเท ถ่ายทำดูเหมือนจะไหลลื่นไปได้ด้วยดี และแม้แต่นักแสดงยังสนุกสนาน เล่นกันระหว่างเทค เมื่อเทียบกับระบบสตูดิโอที่ทำให้คุณกดดัน นี่ถือเป็นประสบการณ์ที่สนุกที่สุด และเราก็ได้ทำสิ่งที่ต้องการ มันเป็นอิสรภาพและยอดเยี่ยมที่สุด

เกร็ก สเตราส์ – มันเป็นแรงบันดาลที่ดี เมื่อพวกเรารู้ว่าไม่ต้องง้อใครเพื่อสร้างหนังของตัวเอง พวกเรามีทีมงานแค่ไม่กี่คน แต่ทุกคนก็มีสีหน้าที่บ่งบอกว่า “ฉันทำได้” พวกเราต้องการทุกอย่างให้เต็มที่ แต่ก็ยังสนุกกับการทำงานไปด้วย พวกเรารู้สึกสนุกและได้ทำในสิ่งที่ต้องการทำ หวังว่าสิ่งที่พวกเราทำ จะสร้างผลกระทบต่อทิศทางของการสร้างหนังในอนาคต พวกเราพยายามสร้างหนังที่มีสเกลที่ยิ่งใหญ่ ทั้งในเรื่องภาพและคุณภาพ ให้เหมือนแบบที่หนังสตูดิโอควรทำ แต่นี่มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจเมื่อเรามีอิสระและเงินทุน

ที่มา : สหมงคลฟิล์ม